อันที่จริง ข่าวการคว้า “แชมป์การค้าโลก” ของจีนในครั้งนี้ไม่ใช่ข่าวใหม่ที่น่าตื่นเต้นแต่อย่างใด เพราะผู้เชี่ยวชาญได้ปร
ะเมินและคาดการณ์ก่อนหน้านี้แล้วว่า จีนจะก้าวขึ้นครองอันดับหนึ่งของการค้าโลกในไม่ช้า พอดูจากแนวโน้มการค้าฯ ของจีนและสหรัฐฯ ในระยะหลัง โดยเฉพาะช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2556 แล้วก็ยิ่งมั่นใจใหญ่พร้อม “ฟันธง” ว่า จีนจะแซงหน้าสหรัฐฯ ในฐานะประเทศที่ค้าขายระหว่างประเทศมากที่สุดในโลกในปี 2556 อย่างไรก็ดี ผู้คนในวงการต้องรอฟังประกาศตัวเลขการค้าระหว่างประเทศของจีนและสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการอีกครั้ง จนกระทั่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ ตัวเลขการค้าฯ ได้รับการยืนยันจากองค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) เรียบร้อยแล้ว ผลเป็นเช่นไรลองติดตามมาได้เลยครับ ...
การเปิดเสรี ... การเติบโตทางการค้าของจีน
ปี 2521-2536 ... ยุคปรับฐาน หากมองย้อนกลับไปเมื่อปี 2521 ที่จีนเปิดประเทศสู่โลกภายนอกครั้งใหม่ การค้าระหว่างประเทศของจีนมีมูลค่าเพียง 20,640 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ความสำเร็จจากการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจได้ส่งผลให้การค้าฯ ของจีนขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอัตราที่สูง โดยมีมูลค่าก้าวขึ้นเป็น 115,440 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2533 และมีมูลค่าเกือบ 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2536 อย่างไรก็ดี จีนเสียดุลการค้าในระยะแรกและได้เปรียบดุลการค้าบ้างในหลายปีต่อมา ทั้งนี้ ปี 2536 นับเป็นปีที่จีนขาดดุลการค้าครั้งล่าสุด
ปี 2537-2556 ... ยุคเกินดุลการค้า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา จีนนับว่าประสบความสำเร็จและได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการค้าอย่างมากจากบริบทของการเปิดเสรีทางการค้าโลก ทำให้สามารถเชื่อมโยงจีนเข้ากับการค้าโลกได้อย่างแนบแน่นและรวดเร็วชนิดที่ไม่เคยมีประเทศใดทำมาก่อน
จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์จีนพบว่า ในปี 2545 จีนได้เข้าไปมีบทบาทในเวทีการเจรจาการค้าพหุภาคีในฐานะสมาชิก
WTO และก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีมูลค่าการค้าอันดับที่ 6 ของโลกด้วยมูลค่า 0.62 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 4 ของมูลค่าการค้าโลกโดยรวม ในเวลาต่อมา การส่งออกและนำเข้าของจีนก็ยังคงขยายตัวในอัตราที่สูง โดยมูลค่าการค้าฯ พุ่งขึ้นทะลุหลัก 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2547 และใช้เวลาไม่ถึง 3 ปีในการก้าวขึ้นแตะหลัก 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ
มูลค่าการส่งออกและนำเข้าของจีน ระหว่างปี 2521-2556
(พันล้านเหรียญสหรัฐฯ)
2521 9.75 10.89 -1.14
ในปี 2552 จีนสามารถก้าวกระโดดขึ้นเป็นประเทศที่มีมูลค่าการค้าฯ มากเป็นอันดับที่ 2 ของโลกด้วยมูลค่าถึง 3.64 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 24 ของมูลค่าการค้าโลกโดยรวม โดยเป็นประเทศผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลกด้วยมูลค่าราว 1.2 ล้านล้านเหรีย
ญสหรัฐฯ และประเทศผู้นำเข้าอันดับ 2 ของโลกในมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ
ทั้งนี้ ส่วนสำคัญเนื่องจากการส่งเสริมการส่งออกและการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของรัฐบาลจีน การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการผลิตและการตลาดของจีน และการกล้ารุกออกไปสู่ตลาดต่างประเทศของผู้ประกอบการจีน
ขณะเดียวกัน ในระหว่างปี 2545-2554 รัฐบาลจีนก็ปรับลดอัตราอากรนำเข้าโดยรวมลงจากร้อยละ 15.3 เหลือร้อยละ 9.8 ซึ่งต่ำกว่าอัตราที่ WTO กำหนดใช้กับของประเทศกำลังพัฒนา และเปิดหน่วยงานอำนวยความสะดวกทางการค้าถึง 100 แห่ง ซึ่งจัดอยู่ในระดับเดียวกับของประเทศพัฒนาแล้ว รวมทั้งยังจัดระเบียบกฎหมายและกฎระเบียบด้านการค้าให้สอดคล้องกับพันธะสัญญาของ WTO โดยรัฐบาลกลางได้ปรับปรุงกฎหมายกฎระเบียบถึงกว่า 2,300 ฉบับ ขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นได้แก้ไขกฎระเบียบมากกว่า 190,000 ฉบับ
ในปี 2555 มูลค่าการค้าฯ ของจีนสามารถขยับขึ้นมาไล่จี้สหรัฐฯ แบบหายใจรดต้นคอ โดยจีนมีมูลค่าการค้าฯ ราว 3.87 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่
สหรัฐฯ มีมูลค่าการค้าฯ อยู่ที่ 3.88 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ และในปี 2556 มูลค่าการค้าฯ ของจีนก็ทะยานขึ้นแตะ 4.16 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นประเทศแรกในโลก โดยจำแนกเป็นการส่งออก 2.21 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ และการนำเข้า 1.95 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยในช่วง 3 ปีหลังนี้ การค้าฯ ของจีนเติบโตในอัตราเฉลี่ยมากกว่า 3 เท่าของการค้าโลก
อัตราการเติบโตของการค้าโลกและจีน ระหว่างปี 2554-2556
ปี อัตราการเติบโต (ร้อยละ)
โลก จีน
2554 5.2 25.8
2555 2.0 6.2
2556 2.5 7.6
นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า จีนนับว่าได้รับประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยจากการเปิดเสรีทางการค้าและการขยายตัวของการค้าโลก หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การขยายตัวของการค้าฯ ของจีนยังเกิดขึ้นท่ามกลางการเกินดุลการค้าจำนวนมหาศาลในแต่ละปี นับแต่ปี 2537 จีนได้เปรียบดุลการค้า 20 ปีต่อเนื่องกัน คิดเป็นมูลค่าก
ารเกินดุลการค้ารวมกว่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยในปี 2537 จีนเกินดุลที่ระดับ 5,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
ขณะที่ช่วงปี 2538-2547 จีนได้เปรียบดุลการค้าเฉลี่ย 27,700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี แต่พอครั้นเข้าช่วงปี 2548-2556 การเกินดุลการค้าของจีนก็พุ่งพรวดพราดเป็นถึงเฉลี่ยปีละกว่า 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และที่น่าตื่นตะลึงก็คือ นับแต่ปี 2548 ยังไม่มีปีใดเลยที่จีนเกินดุลการค้าน้อยกว่า 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ!!!
ตำแหน่งแชมป์ค้าโลก ... การไล่ล่าที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
จากข้อมูลของ WTO ยังยืนยันว่า ณ สิ้นปี 2556 จีนได้ก้าวแซงหน้าสหรัฐฯ ขึ้นเป็นประเทศที่มีมูลค่าการค้าฯ สูงที่สุดในโลกอย่างเป็นทางการไปเรียบร้อยแล้ว โดยมูลค่าการค้าฯ ของจีนและของสหรัฐฯ อยู่ที่ 4.16 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ และ 3.91 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ตามลำดับ ทิ้งห่างกันอยู่ประมาณ 250,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
มูลค่าการค้าโลกของจีนและสหรัฐฯ ระหว่างปี 2552-2556
(ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ)
ปี จีน สหรัฐฯ
2552 2.21 2.66
2553 2.97 3.25
2554 3.64 3.75
2555 3.87 3.88
2556 4.16 3.91
นอกจากนี้ นายเหยา เจี้ยน (Yao Jian) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ ยังได้ให้ข้อมูลผ่านเว็บไซต์ของกระทรวงพาณิชย์จีนว่า “ปัจจุบัน จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของ 120 ประเทศ/ภูมิภาคทั่วโลก มูลค่าการ
นำเข้าเพิ่มขึ้นเป็นราว 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ สร้างงานและโอกาสในการลงทุนมหาศาลแก่พันธมิตร ... บทบาทนำในเวทีการค้าโลกอาจเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับจีนในการพัฒนาเป็นผู้ค้าที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น แต่หนทางยังอีกยาวไกล มูลค่าเพิ่มในสินค้าส่งออกยังอยู่ในระดับต่ำ การเป็นเจ้าของตราสินค้าของตนเองยังไม่เพียงพอ เครือข่ายการขายยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร คุณภาพสินค้าส่งออกยังไม่ดีมาก และธุรกิจควรปรับปรุงความสามารถในการใช้ทรัพยากรทั้งในตลาดภายในและต่างประเทศ”
ขณะที่นายหลง กั้วเฉียง (Long Guoqiang) นักวิจัยแห่งศูนย์วิจัยการพัฒนา (Development Research Center) ประจำมนตรีแห่งรัฐ (State Council) ของจีนกล่าวเสริมในเรื่องนี้ว่า “ความสำเร็จในฐานะผู้นำด้านการค้าโลกดังกล่าวนับเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง นโยบายกระตุ้นการค้าของจีนในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา และการริเริ่มผสมผสานความได้เปรียบของต่างชาติในด้านเงินทุน เทคโนโลยี ช่องทางจัดจำหน่าย และตราสินค้าเข้ากับความแข็งแกร่งของจีนในด้านที่ดินและแรงงานราคาถูก และความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน/สิ่งอำนวยความสะดวกทำให้จีนมีความได้เปรียบในการแข่งขันระหว่างประเทศในกลุ่มสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้น ขณะเดียวกัน กิจการของจีนก็กำลังหาหนทางใช้ทรัพยากรของโลกผ่านการลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถด้านการผลิตของประเทศ”
อนึ่ง นับแต่ปี 2551 โลกต้องเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจและการเงินอยู่หลายครั้ง ซึ่งสหรัฐฯ ดูจะได้รับผลกระทบเชิงลบในระดับที่มากกว่าจีน ส่งผลให้เศรษฐกิจและการค้าของสหรัฐฯ เติบโตในอัตราที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่การค้าของจีนยังคงขยายตัวได้อย่างน่าพอใจ และลดช่องว่างมูลค่าการค้าโลกของสหรัฐฯ ลงอย่างเห็นได้ชัดจนทำให้มูลค่าการค้าฯ ของจีนก้าวแซงสหรัฐฯ ได้เร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดคิดไว้
บทสรุป ... ความท้าทายที่รออยู่
สำหรับสถานการณ์ในปี 2557 และอนาคตอันใกล้นั้น แม้ว่าเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศพัฒนาแล้วและกำลังซื้อในสินค้าส่งออกหลักข
องจีนจากต่างประเทศ อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ จะส่อเค้าการฟื้นตัว แต่ก็ยังคงแฝงไว้ซึ่งความเปราะบางและขาดเสถียรภาพอยู่มาก ขณะเดียวกัน การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิตอันเนื่องจากค่าจ้าง/สวัสดิการแรงงานที่สูงขึ้น ความผันผวนของค่าเงินหยวน และการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในอัตราที่ลดลง แถมความพยายามในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของจีนให้หันมาพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศที่ดูจะยัง “โตไม่ทันใช้”
การดำเนินนโยบาย “ประหยัดแห่งชาติ” และการปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นที่ท่านประธานาธิบดีสี จิ้นผิงผลักดันอยู่เต็มที่ และปัญหามลพิษที่สั่งสมจนเรื้อรังก็ถาโถมเข้ามากดดันและทดสอบ
ความสามารถของผู้บริหารชุดใหม่ ทำให้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของจีนพลอยแกว่งตัวไปด้วย ผู้นำจีนในระยะหลังได้พยายามปลุกเร้าการสร้าง “สังคมสมานฉันท์” โดยให้เครดิตกับผู้นำทุกรุ่นทุกสมัยที่ผ่านมาว่าจีนมีวันนี้เพราะการตัดสินใจแก้ไขปัญหาและพัฒนาบ้างเมืองได้เหมาะสมกับสภาพการณ์ในแต่ละห้วงเวลา แต่ปัญหาการเมืองที่มองว่าสงบราบรื่นที่สุดในการ “ส่งไม้ต่อ” สู่ผู้นำรุ่นที่ 5 ก็กลับครุกรุ่นและหนักหน่วงมากยิ่งขึ้นเมื่อปัญหาการเมืองภายในประเทศประทุตัวอีกครั้ง โดยเฉพาะภายหลังการก่อการร้ายในนครคุนหมิง มณฑลยูนนานเมื่อต้นเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา ส่งผลให้กิจการต่างชาติบางส่วนรีรอที่จะขยายการลงทุนและฐานการผลิตในจีน
มาถึงวันนี้ จีนมิได้ขาดแคลนเงินทุน แต่ต้องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและภาคการผลิตของจีนให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น เหล่านี้ยิ่งกดดันให้รัฐบาลจีนต้อ
งใช้ความพยายามมากขึ้นในการผลักดันให้ ผู้ประกอบการหันมาใส่ใจกับการวิจัยและพัฒนา การขยายตลาด และการสร้างแบรนด์ รวมทั้งการหันมาให้ ความสำคัญกับการสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนต่างชาติผ่านนโยบายใหม่ ๆ อย่าง เขตเสรีทางการค้า (Free Trade Zone) ซึ่งทดลองนำร่องแห่งแรกที่นครเซี่ยงไฮ้เมื่อปลายเดือนกันยายน 2556 และรอจังหวะที่จะขยายออกไปดำเนินการในอีกหลายเมืองใหญ่ในอนาคตอันใกล้ เพื่อเร่งดึงดูดเงินทุน เทคโนโลยีระดับสูง การบริหารจัดการที่ทันสมัย และปัจจัยอื่น ๆ เข้าสู่จีนอีกครั้ง
มิฉะนั้นแล้ว ตำแหน่งแชมป์และสัดส่วนการค้าโลกของจีนก็อาจสั่นคลอน และความพยายามที่จะก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกก็อาจไปไม่ถึงฝั่งฝันในที่สุด ...
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
