อาหารแปรรูปเกษตรอินทรีย์รสชาติแบบไทย น่าเข้าไปบุกตลาดอินเดีย
อาหารแปรรูปเกษตรอินทรีย์รสชาติแบบไทย น่าเข้าไปบุกตลาดอินเดีย
     ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กระทรวงการต่างประเทศ ได้รับรายงานที่น่าสนใจจากสถานกงสุลใหญ่ไทย ณ เมืองเจนไน (ประเทศอินเดีย) เกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาหารเกษตรอินทรีย์ของอินเดียและโอกาสของไทยในการเข้าไปบุกตลาดอินเดีย เลยขอหยิบมาฝากกัน ณ ที่นี้

     ปัจจุบันพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปของชาวอินเดียส่งผลให้เกิดการปฏิรูปอุตสาหกรรมอาหารเกษตรอินทรีย์ปลอดสารพิษ โดยมีปัจจัยบวกมาจากความตื่นตัวเรื่องอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของชาวอินเดีย และกลุ่มชาวอินเดียที่มีรายได้ปานกลางมีจำนวนเพิ่มขึ้น

     แม้ว่าอุตสาหกรรมอาหารเกษตรอินทรีย์ของอินเดียจะเพิ่งเริ่มเติบโต แต่จากสถิติเมื่อปีค.ศ. 2012 ในรายงานของ Yes Bank เรื่อง Indian Organic Foods Market พบว่า “อุตสาหกรรมสาขานี้สามารถทำรายได้มูลค่าถึง 184.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีดังกล่าว โดยมีอัตราการเติบโตร้อยละ 20 – 22 ต่อปี และในปี 2010 เมื่อวิเคราะห์ถึงตลาดโดยรวมของอาหารเกษตรอินทรีย์และเครื่องดื่มของอินเดียพบว่ามีมูลค่าเท่ากับ 57.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดว่าในปี 2015 จะสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 104.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ”

     ระหว่างปีค.ศ. 2010 – 2011 อินเดียสามารถผลิตผลิตภัณฑ์อาหารเกษตรอินทรีย์ที่ผ่านการรับรองได้ประมาณ 3.88 ล้านตัน ระหว่างปีค.ศ. 2011 – 2012 การส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารเกษตรอินทรีย์ที่ผ่านการรับรองเติบโต 167% ปีต่อปี คิดเป็นมูลค่า 18.66 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เช่น ข้าวบาสมาติ พืชตระกูลถั่วชนิดที่มีโปรตีนสูงและไขมันต่ำ (ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วปากอ้า เป็นต้น) น้ำผึ้ง ชา เครื่องเทศ กาแฟ น้ำมันสกัดจากเมล็ดพืช อาหารแปรรูป ธัญพืช ยาสกัดจากสมุนไพร ทั้งนี้ยังรวมถึงสินค้าประเภทของใช้ที่ทำด้วยเส้นใย เช่น ผ้าฝ้ายและสิ่งทอต่างๆ เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ Bodycare

     ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา จำนวนของผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้นในอัตราเฉลี่ย 30% ทำให้ปัจจุบันนี้ อินเดียได้รับการยอมรับว่า อุตสาหกรรมเกษตรอินทรีย์ของประเทศสามารถผลิตสินค้าในสาขานี้ได้หลายหมวดรายการและส่งไปจำหน่ายในตลาดโลก ทั้งนี้ พบว่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ของอินเดียมีมากกว่า 1,000 ยี่ห้อ และสินค้าแต่ละชนิดได้ผ่านการรับรองมาตรฐานและสามารถบอกแหล่งกำเนิด

     นอกจากนั้น ความต้องการผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ของชาวอินเดียเพิ่มมากขึ้นโดยไม่จำกัดฐานลูกค้าประจำในกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางเท่านั้น แต่กลุ่มผู้มีรายได้ระดับรองลงมาก็เป็นลูกค้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ด้วยเช่นกัน สำหรับตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะยุโรปและสหรัฐอเมริกา ต่างเป็นตลาดหลักสำคัญที่นำเข้าผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ของอินเดีย

     ผลพวงจากแนวโน้มอุปสงค์ผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ที่ขยายตัวมากขึ้นเป็นลำดับอย่างต่อเนื่อง ทำให้รัฐบาลอินเดียส่งเสริมพื้นที่ทำการเกษตรอินทรีย์ให้เป็นระบบมากขึ้นในพื้นที่ที่มีศักยภาพทั่วประเทศ

     หอการค้าด้านผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ของอินเดียเปิดเผยรายงานเรื่อง Organic Products – The way ahead ว่า “อินเดียมีพื้นที่ที่ได้สำรวจและรับรองว่ามีความเหมาะสมในการทำเกษตรอินทรีย์ราว 4.5 ล้านเฮกตาร์ และรัฐบาลยังได้กำหนดนโยบายในระดับชาติเพื่อยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ของอินเดีย (National Programme for Organic Production: NPOP) ให้ได้มาตรฐานสากลอันเป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศ”

     ผลจากการสนับสนุนของภาครัฐในการส่งเสริมผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ ทำให้ภาคเอกชนจัดระบบเรื่องนี้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การทำแปลงเกษตรอินทรีย์ การขายปลีก ใบรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ การแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ การส่งออกสินค้าหมวดนี้ไปตลาดต่างประเทศ การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้แก่ผลิตภัณฑ์ และการจัดระบบการค้าของผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์

     ในปัจจุบัน ผู้บริโภคต่างได้รับความสะดวกมากขึ้นในการหาซื้อผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ที่มักวางจำหน่ายทั่วไปตามแผงซุปเปอร์มาเก็ตในเมืองต่างๆ ของอินเดีย โดยเฉพาะร้าน Godrej’s Nature Basket, Organic Farmer’s Market, Down to Earth, Farm2Kitchen, Bigbasket, Satvikshop, Organic India, Live Organic เป็นต้น ร้านต่างๆ บางร้านยังขายสินค้าผ่านทางเว็บไซต์เป็นทางเลือกเพิ่มเติมด้วย

     การแข่งขันด้านธุรกิจสาขานี้ของภาคเอกชนอินเดียที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ปลอดสารพิษมีภาวะที่เข้มข้นมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวอินเดียที่มีพฤติกรรมการบริโภคสินค้าหมวดนี้เพิ่มสูงขึ้น และพร้อมที่จะใช้จ่ายเงินส่วนนี้ในวิถีชีวิตการบริโภคประจำวันของตน เอกชนต่างๆ จึงปรับตัวในการคิดรูปแบบ และนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งด้านเทคนิค ด้านการตลาด ด้านการสร้างแบรนด์สินค้า ตลอดจนด้านการวางระบบขายปลีกให้ทันสมัย

     “ผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ของไทยก็มีสินค้าส่งออกที่ได้มาตรฐานสากล เอกชนไทยควรแสวงหาลู่ทางส่งออกผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะอาหารแปรรูปด้วยเกษตรอินทรีย์ที่มีรสชาติแบบไทยๆ เข้ามาเจาะตลาดผู้บริโภคอินเดีย และชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ๆ ของอินเดียที่มีฐานลูกค้ารองรับจำนวนมาก” สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจนไนให้ข้อเสนอแนะ


ขอบคุณรูปภาพจาก : http://pitchayakidbai.wordpress.com
21 เมษายน 2557
แหล่งข้อมูล: สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจนไน
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ