เศรษฐีหมดมู้ดช็อป "นาฬิกาหรูสวิส" พิษการเมืองรัสเซีย-เศรษฐกิจจีน
เศรษฐีหมดมู้ดช็อป "นาฬิกาหรูสวิส" พิษการเมืองรัสเซีย-เศรษฐกิจจีน
     "บาเซิล เวิลด์" งานแสดงนาฬิกาและอัญมณีจากแบรนด์ชั้นนำที่จัดขึ้นทุกปี ณ เมืองบาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ถือเป็นโอกาสสำคัญของค่ายนาฬิกาที่จะได้อวดโฉมเทคโนโลยี หรือดีไซน์ใหม่ล่าสุด กระตุ้นยอดขายจากออร์เดอร์จำนวนมากที่จะเกิดขึ้นภายในงาน อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าปัจจัยการเติบโตของนาฬิกาหรูในปีนี้จะไม่สดใสมากนัก จากปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในจีน รวมถึงปัญหาการเมืองในรัสเซีย

     สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า ผู้ผลิตนาฬิกาสัญชาติสวิสหลายรายแสดงความเป็นห่วงกับการเติบโตที่ชะลอตัวจาก ตลาดสำคัญอย่าง "จีน" และความตึงเครียดของสถานการณ์การเมืองในรัสเซีย ที่จะกระทบการจับจ่ายของลูกค้าระดับบน จนทำให้การเติบโตของตลาดในปีนี้ไม่คึกคักเท่าที่ควร โดยค่ายนาฬิกายักษ์ใหญ่หลายรายคาดหวังการเติบโตเพียงแค่ "ซิงเกิลดิจิต" หรือเติบโตเพียงหลักเดียวเท่านั้น

     โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่ตลาดจีนซึ่งมีการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา ถูกรัฐบาลออกกฎควบคุมเพื่อป้องกันการคอร์รัปชั่น โดยห้ามไม่ให้มีการให้ของขวัญที่เข้าข่ายการติดสินบนเจ้าพนักงานด้วยสินค้า ราคาแพง โดยเฉพาะกับกลุ่มรถยนต์และนาฬิกาหรู

     "นั่นทำให้พื้นที่ของตลาดส่วนหนึ่งหายไป และจะไม่ฟื้นกลับมาอีก แต่เราก็สามารถมุ่งไปยังกลุ่มคนจีนมั่งคั่ง ที่หานาฬิกาหรือเครื่องประดับเพื่อเอาไว้ใช้ส่วนตัวได้" ลุค เพอรามอนด์ หัวหน้าฝ่ายนาฬิกาแบรนด์แอร์เมสระบุ

     "เพอรามอนด์" กล่าวว่า เขาคาดหวังว่าการเติบโตในปีนี้จะอยู่ระดับกลางๆ ไม่หวือหวามากนัก ขณะที่ผู้บริหารจาก สวอท์ช กรุ๊ป "นิค ฮาเย็ค" ประเมินว่าการเติบโตปีนี้จะอยู่แค่ซิงเกิลดิจิต หรือกลุ่มที่ราคาไม่สูงมากก็น่าจะเติบโตไม่เกิน 10%

     ขณะที่ค่ายผู้ผลิตนาฬิกาอิสระในกลุ่มไฮเอนด์อย่างปาเต๊ก ฟิลิปส์ "เธียร์รี่ สเทิร์น" ประธานบริษัทปาเต๊ก ฟิลิปส์ระบุ คาดว่ายอดขายในปีนี้จะเติบโตเพียง 2% ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับ "แพทริค ฮอฟแมน" ซีอีโอค่าย "อูลิซ นาดีน" ออกมาประเมินว่า ยอดขายปีนี้จะเติบโตเพียง 2-3% เช่นกัน

     ภาพรวมการส่งออกนาฬิกาสวิสในปีที่ผ่านมาลดลงจากปี 2555 และ 2554 อยู่ประมาณ 1.9% หรือคิดเป็นมูลค่า 21.8 พันล้านฟรังก์สวิส จากดีมานด์ของตลาดหลักอย่างฮ่องกงที่หดตัวลง 5.6% ตามมาด้วยตลาดหลักอันดับ 3 อย่างจีน ที่ลดลง 12.5%

     อย่างไรก็ตาม การส่งออกไปยังฮ่องกงกลับมาเติบโตได้อีกครั้งในปีนี้ ล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเติบโต 5.1% จากกลุ่มค้าปลีกที่เริ่มมีคำสั่งซื้อเข้ามาอีกครั้ง แต่ตลาดในจีนยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 0.6%

     "มาร์ค ฮาเย็ค" ประธานและซีอีโอของแบรนด์บริเกต์, บลองแปง, ฌาเกต์-โดรซ์ แบรนด์ระดับไฮเอนด์ในเครือสวอท์ช กรุ๊ป กล่าวถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในจีนว่า ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา แต่ยอดขายในปีนี้คงเติบโตได้ไม่มากนัก

     ส่วนแบรนด์ในเครือสวอท์ชที่มีระดับราคากลางๆ อย่างทิสโซต์และลองจินส์ ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากนโยบายป้องกันการคอร์รัปชั่นของรัฐบาลจีน และเติบโตในระดับ 10% ขึ้นไป "ฮาเย็ค" ระบุ

     นอกจากนี้ ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นระหว่างรัสเซียและชาติตะวันตกจะกระทบต่อมู้ดการจับจ่ายของผู้บริโภคแล้ว อาจส่ง ผลกระทบต่อยอดขายของค่ายนาฬิกาหรูต่างๆ ได้หากสถานการณ์ไม่ยุติ เพราะรัสเซียถือเป็นผู้ซื้อรายใหญ่สำหรับสินค้ากลุ่มนาฬิกาไฮเอนด์ของสวอท์ช

     "เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้มีความไม่แน่นอนสูงมาก และเป็นที่น่ากังวล เพราะผู้คนจะระมัดระวังการใช้จ่ายมากกว่าเดิม" ฌองก์ พอล จิอาร์ดิน ผู้บริหารแบรนด์ไบรท์ลิ่งระบุ

     ทั้งนี้ สหรัฐและชาติพันธมิตรในสหภาพยุโรปตกลงที่จะเพิ่มความเข้มข้นในการบังคับใช้ มาตรการคว่ำบาตรเพื่อตอบโต้รัสเซียในกรณีการรวมไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย

     "หากว่าความขัดแย้งดังกล่าวจะเกิดขึ้นเพียง 3 เดือน มันก็ไม่เป็นปัญหาอะไร แต่ถ้าล่วงเลยไปกว่านั้น พวกเราอาจต้องเผชิญกับความยากลำบากก็เป็นได้" ฌอง-โคลด บีเวอร์ ประธานกลุ่มนาฬิกาของ LVMH ระบุ

     "ฮอฟแมน" ซีอีโออูลิซ นาดีน ระบุว่า ค่าเงินรูเบิลที่อ่อนค่าลงของรัสเซีย ซึ่งเป็นตลาดสำคัญคิดเป็นส่วนแบ่ง 25% ของยอดขาย ยังทำให้ราคานาฬิกาของอูลิซ นาดีน ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น 29%

     "ดีมานด์ในรัสเซียไม่ได้น้อยลงแต่อย่างไร ตรงกันข้ามคนกลับมีความต้องการมากขึ้นด้วยซ้ำ เพราะคนรัสเซียในเวลานี้กำลังรู้สึกว่าพวกเขามีอำนาจ แต่สาเหตุหลักมาจากเหตุการณ์ความวุ่นวายมากมายที่เกิดขึ้นในประเทศและบริเวณใกล้เคียง" ฮอฟแมนระบุ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เริ่มเห็นการฟื้นตัวของตลาดยุโรปบ้างแล้ว

     เช่นเดียวกับ "เพอรามอนด์" แห่งแบรนด์แอร์เมสระบุว่า มีสัญญาณที่ดีขึ้นจากเยอรมนีและยุโรป ส่วน "ฟานซิส ไธบอด" ผู้บริหารแบรนด์ทิสโซต์ ก็คาดว่าจะมีการเติบโตของยอดขายในระดับดับเบิลดิจิตจากยุโรปเช่นกัน

     ขณะที่ "ปาเต๊ก ฟิลิปส์" ซึ่งมียอดขายในยุโรปคิดเป็นสัดส่วน 45% เชื่อว่าเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องหันมาหาลูกค้าท้องถิ่นและไม่พึ่งพิง กลุ่มนักท่องเที่ยวมากเกินไป

คอลัมน์ : Market Move
ขอบคุณรูปภาพจาก : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
21 เมษายน 2557
แหล่งข้อมูล: ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • โปรตุเกสอาจไม่ใช่ประเทศลำดับต้น ๆ ที่โลกนึกถึงถ้าจะต้องเลือกไปค้าและลงทุน ณ เวลานี้ แต่สำหรับประเทศไทย เป็นจังหวะที่น่าสนใจ ต้นเดือน ก.ค. ศกนี้ กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ ชวนไปสำรวจโอกาสในโปรตุเกสด้วยกัน เพราะกำลังจะจะมีการหารือสองฝ่ายที่เรียกว่า การประชุม Political Dialogue ไทย-โปรตุเกส ครั้งที่ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 8 ก.ค. 2559 ที่กรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส ไทยอยากผลักดันเรื่องอะไรกับโปรตุเกส เวทีนี้คือโอกาส
  • แรงจูงใจทางด้านภาษีคือแม่เหล็กสำคัญที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ใช้ดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ รัฐบาลในอียูหลายประเทศก็เช่นกัน ต่างแข่งขันกันลดภาษีดึงดูดการลงทุน จนเรียกได้ว่ากลายเป็นสงครามภาษีระหว่างประเทศ  หรือ International Tax War แต่ตอนนี้ เอกชนที่ไปลงทุนในอียูคงต้องระวังมากขึ้น เพราะแรงจูงใจทางภาษีที่ได้รับ อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายบริษัท หากไม่ได้ตรวจสอบให้ดีก่อนว่า การลดหรือยกเว้นภาษีนั้นผิดกฎการอุดหนุนโดยภาครัฐ  
  • ฟินแลนด์ ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย นอกจากจะเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านความสวยงามทางธรรมชาติท่ามกลางบรรยากาศอันหนาวเย็น
  • สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Decision 2015/1338 of 30 July 2015 amending Decision 2011/163/EU on the approval of plans submitted by third countries in accordance with Article 29 of Council Directive 96/23/EC ซึ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไขบัญชีรายชื่อประเทศที่สามที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าสินค้าที่ปลอดสารตกค้่าง
  • เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ทางสหภาพยุโรปได้ออกประกาศกฎระเบียบ 2 ฉบับ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้...
  • เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๘ สหภาพยุโรปออกประกาศกฎระเบียบ Commission Regulation (EU) 2015/1005 of 25 June 2015 amending Regulation (EC) No 1881/2006 as regards maximum levels of lead in certain foodstuffs โดยตีพิมพ์ใน EU Official Journal L 161/9 ซึ่งเป็น การกำหนดระดับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่ว (lead) ในสินค้าอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน อันเป็นการแก้ไขกฎระเบียบเดิม ซึ่งได้แก่ Regulation (EC) No 1881/2006 เพื่อให้สอดคล้องกับผลงานวิจัย ของคณะทำงาน CONTAM Panel ของ EFSA ซึ่งได้ระบุว่า สารตะกั่วที่ได้รับผ่านการบริโภคอาหาร สามารถก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อพัฒนาการทางสมองในเด็กเล็ก และก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และ ความเป็นพิษต่อไตในผู้ใหญ่ได้ จึงเห็นควรให้มีการปกป้องกลุ่มผู้บริโภคที่มีความเสี่ยง คือ กลุ่มเด็กเล็กและ ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ ดังนั้น ในครั้งนี้ จึงให้มีการปรับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่วในสินค้าพืช สัตว์ และสัตว์น้ำบางรายการขึ้นใหม่...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ