สหภาพยุโรประงับการนำเข้าพืชที่มีปัญหาศัตรูพืชจากอินเดีย
สหภาพยุโรประงับการนำเข้าพืชที่มีปัญหาศัตรูพืชจากอินเดีย
         เมื่อ วันที่ 26 เมษายน 2557 คณะกรรมาธิการยุโรปมีประกาศ Commission Implementing Decision of 24 April 2014 on measures to prevent the introduction into and the spread within the Union of harmful organisms as regards certain fruits and vegetables originating in India เพื่อระงับการนำเข้าพืชที่มีปัญหาศัตรูพืช 5 ชนิด จากอินเดีย ดังนี้ (1) เมล็ดและรากของบอน (Colocasia Schott) (2) มะม่วง (3) มะระ (4) มะเขือ และ (5) บวบ เนื่องจากมีการตรวจพบแมลงวันผลไม้ (ที่ไม่ใช่สายพันธุ์ยุโรป) เพลี้ยไฟ และแมลงหวี่ ในระดับสูงตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา และผลการตรวจสอบระบบการควบคุมการเพาะปลูกพืชที่อินเดีย ของ FVO ในปี 2553 และ 2556 ไม่เป็นที่พอใจ แม้อินเดียได้ออกมาตรการแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้วก็ตาม สหภาพยุโรปก็ยังคงมีการตรวจพบศัตรูพืชในปี 2556 อย่างต่อเนื่อง
ประกาศดังกล่าวเป็นผลให้มีการระงับการนำเข้าจากอินเดียในทันทีจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2558 รายละเอียดตามเวปไซต์ต่อไปนี้ http://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=OJ:L:2014:125:FULL&from=EN
          สถานการณ์ของอินเดียในครั้งนี้คล้ายกับที่ไทยเคยประสบในปี 2553 ที่ EU มีหนังสือแจ้งเตือนปัญหาเรื่องศัตรูพืชในผักกลุ่มเสี่ยง 5 กลุ่มและต้องการที่จะระงับนำเข้าผักกลุ่มดังกล่าวจากไทย แต่ต่อมา ในปี 2554 ไทยได้เสนอให้มีการตรวจเข้ม 100% ก่อนการส่งออก และข้อเสนอดังกล่าวได้รับการตอบรับจาก EU ภายใต้เงื่อนไขไม่ให้มีการตรวจพบศัตรูพืชในผักลุ่เสี่ยงเกินกว่า 5 ครั้งต่อปี มิฉะนั้นจะระงับการนำเข้าผักกลุ่มเสี่ยงในทันที (เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2554) จากเงื่อนไขในครั้งนั้น กรมวิชาการเกษตรได้ออกมาตรการควบคุมพิเศษภายใต้ระบบการส่งออกเฉพาะจากโรงคัด บรรจุที่ได้รับการรับรอง (Establishment List) ส่งผลให้ปัญหาเรื่องศัตรูพืชลดลงเป็นอย่างมาก จนได้รับการยอมรับและคำชมจาก EU
         การที่ EU ระงับการนำเข้าพืชที่มีปัญหาเป็นเวลา 20 เดือนนี้เป็นการให้เวลาแก่อินเดียในการปรับปรุงและจัดวางระบบการส่งออกพืชไป ยังสหภาพยุโรปใหม่ให้ได้ตามมาตรฐานที่ EU กำหนด ซึ่งในระหว่างนี้ ผู้ประกอบการไทยควรเร่งขยายการส่งออกพืช ทั้ง 5 ชนิดที่อินเดียถูกระงับการส่งออกไป EU อยู่ในขณะนี้ไปยัง EU เพิ่มมากขึ้น
1 พฤษภาคม 2557
แหล่งข้อมูล: สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป
โดย: ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในยุโรป

Back to the list

More Related

  • โปรตุเกสอาจไม่ใช่ประเทศลำดับต้น ๆ ที่โลกนึกถึงถ้าจะต้องเลือกไปค้าและลงทุน ณ เวลานี้ แต่สำหรับประเทศไทย เป็นจังหวะที่น่าสนใจ ต้นเดือน ก.ค. ศกนี้ กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ ชวนไปสำรวจโอกาสในโปรตุเกสด้วยกัน เพราะกำลังจะจะมีการหารือสองฝ่ายที่เรียกว่า การประชุม Political Dialogue ไทย-โปรตุเกส ครั้งที่ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 8 ก.ค. 2559 ที่กรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส ไทยอยากผลักดันเรื่องอะไรกับโปรตุเกส เวทีนี้คือโอกาส
  • แรงจูงใจทางด้านภาษีคือแม่เหล็กสำคัญที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ใช้ดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ รัฐบาลในอียูหลายประเทศก็เช่นกัน ต่างแข่งขันกันลดภาษีดึงดูดการลงทุน จนเรียกได้ว่ากลายเป็นสงครามภาษีระหว่างประเทศ  หรือ International Tax War แต่ตอนนี้ เอกชนที่ไปลงทุนในอียูคงต้องระวังมากขึ้น เพราะแรงจูงใจทางภาษีที่ได้รับ อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายบริษัท หากไม่ได้ตรวจสอบให้ดีก่อนว่า การลดหรือยกเว้นภาษีนั้นผิดกฎการอุดหนุนโดยภาครัฐ  
  • ฟินแลนด์ ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย นอกจากจะเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านความสวยงามทางธรรมชาติท่ามกลางบรรยากาศอันหนาวเย็น
  • สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Decision 2015/1338 of 30 July 2015 amending Decision 2011/163/EU on the approval of plans submitted by third countries in accordance with Article 29 of Council Directive 96/23/EC ซึ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไขบัญชีรายชื่อประเทศที่สามที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าสินค้าที่ปลอดสารตกค้่าง
  • เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ทางสหภาพยุโรปได้ออกประกาศกฎระเบียบ 2 ฉบับ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้...
  • เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๘ สหภาพยุโรปออกประกาศกฎระเบียบ Commission Regulation (EU) 2015/1005 of 25 June 2015 amending Regulation (EC) No 1881/2006 as regards maximum levels of lead in certain foodstuffs โดยตีพิมพ์ใน EU Official Journal L 161/9 ซึ่งเป็น การกำหนดระดับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่ว (lead) ในสินค้าอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน อันเป็นการแก้ไขกฎระเบียบเดิม ซึ่งได้แก่ Regulation (EC) No 1881/2006 เพื่อให้สอดคล้องกับผลงานวิจัย ของคณะทำงาน CONTAM Panel ของ EFSA ซึ่งได้ระบุว่า สารตะกั่วที่ได้รับผ่านการบริโภคอาหาร สามารถก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อพัฒนาการทางสมองในเด็กเล็ก และก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และ ความเป็นพิษต่อไตในผู้ใหญ่ได้ จึงเห็นควรให้มีการปกป้องกลุ่มผู้บริโภคที่มีความเสี่ยง คือ กลุ่มเด็กเล็กและ ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ ดังนั้น ในครั้งนี้ จึงให้มีการปรับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่วในสินค้าพืช สัตว์ และสัตว์น้ำบางรายการขึ้นใหม่...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ