"โปรตุเกส" จ่อถอนยาแรง มั่นใจเศรษฐกิจฟื้น เมินเงินกู้ฉุกเฉิน

วอลล์ สตรีต เจอร์นัล อ้างคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี เปโดร พาสซอส กูเอลญู แห่งโปรตุเกสว่า รัฐบาลตัดสินใจไม่เปิดวงเงินกู้ฉุกเฉิน และจะอาศัยเพียงเงินกู้จากตลาดพันธบัตรหลังออกจากแพ็กเกจเงินช่วยเหลือ มูลค่า 7.8 หมื่นล้านยูโรเดือนหน้า
หลังจากประเทศดังกล่าวยุติการรับ ความช่วยเหลือจากนานาชาติ กรีซและไซปรัสจะเป็นเพียง 2 ประเทศสมาชิกยูโรโซนที่ยังคงอยู่ในโปรแกรมต่อไป ก่อนหน้านี้สเปนก็เพิ่งออกจากโปรแกรมอุ้มภาคการธนาคารในเดือนมกราคมที่ผ่าน มา
การตัดสินใจออกจากโปรแกรมแบบไร้พันธะหนี้สิน หรือ "Clean Exit" เช่นเดียวกับไอร์แลนด์ที่ยุติโปรแกรมเงินกู้จากนานาชาติเมื่อ 6 เดือนก่อน สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย เพราะแม้ว่าโปรตุเกสจะหลุดพ้นจากภาวะตกต่ำแล้ว แต่ยังมีภาระหนี้สาธารณะในสัดส่วนที่สูง ทั้งยังประสบปัญหาการว่างงานอย่างรุนแรง ซึ่งต้องใช้เวลาอีกหลายปีจึงจะคลี่คลาย
"ผมตระหนักดีว่าการที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจกลับมาเป็นบวกอีกครั้งในปีที่แล้ว ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ชีวิตประจำวันของหลายคนดีขึ้นตามไปด้วย แต่ตอนนี้โปรตุเกสมาถูกทางแล้ว ด้วยการฟื้นตัวบนรากฐานที่แข็งแกร่งและยั่งยืนกว่าที่เราเคยเป็นในอดีต" นายกูเอลญูกล่าว พร้อมให้ความเชื่อมั่นว่าการเสียสละของชาวโปรตุกีสจะไม่สูญเปล่า
นานาชาติพยายามกดดันให้โปรตุเกสเปิดวงเงินกู้ฉุกเฉินกับกลไกรักษาเสถียรภาพแห่งยุโรป (ESM) ซึ่งเป็นกองทุนเงินช่วยเหลือมูลค่า 5 แสนล้านยูโรของยูโรโซน เพื่อเป็นฟูกรองรับในกรณีที่เกิดความผันผวนในตลาดเงิน จนต้นทุนกู้ยืมของโปรตุเกสพุ่งสูง แต่นายกูเอลญูปฏิเสธ
นักวิเคราะห์ชี้ว่า สาเหตุมาจากรัฐบาลโปรตุเกสกลัวว่าเครดิตไลน์จะมาพร้อมกับเงื่อนไขรัดเข็มขัด ชุดใหม่ ซึ่งอาจกระทบต่อการเติบโตและสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนได้ นอกจากนี้ การขายพันธบัตรอายุ 10 ปีในเดือนที่แล้วได้รับเสียงตอบรับแง่บวกจากนักลงทุน โดยมีอัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 3.59% ซึ่งต่ำสุดในรอบเกือบ 8 ปี หลังจากทำสถิติสูงสุด 17% ในเดือนมกราคม 2555 ช่วยให้โปรตุเกสมีเงินสำรองครอบคลุมรายจ่ายในระยะปีเศษ
ทั้งนี้ สมาชิกยูโรโซนที่เข้าโปรแกรมรับเงินช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟ คณะกรรมาธิการยุโรป และธนาคารกลางยุโรป หรือที่เรียกรวมกันว่า "ทรอยก้า" ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขสุดหินหลายข้อ อาทิ ตัดงบประมาณภาครัฐ ยกเครื่องโครงสร้างเศรษฐกิจ ขึ้นภาษีและแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เงื่อนไขดังกล่าวกลายเป็นประเด็นโต้แย้งถึงความเหมาะสม ทั้งยังกระตุ้นให้เกิดการก่อหวอดประท้วงในประเทศที่รับเงินช่วยเหลือ
โปรตุเกสยื่นเรื่องขอรับความช่วยเหลือจากทรอยก้าในเดือนเมษายน 2554 หลังนักลงทุนเมินพันธบัตรรัฐบาลลิสบอน เนื่องจากกังวลกับปัญหาหนี้สาธารณะพุ่งสูง ซึ่งมีต้นตอจากการเติบโตในระดับต่ำของโปรตุเกส เฉลี่ยเพียง 1% ต่อปีในช่วงทศวรรษ 2000 ทำให้รัฐบาลมีรายได้ต่ำกว่ารายจ่าย และต้องก่อหนี้เพื่อชดเชยส่วนต่าง ขณะที่ภาคธุรกิจสูญเสียตลาดให้กับคู่แข่งต่างชาติที่มีต้นทุนต่ำกว่าภายใต้การกำกับดูแลของทรอยก้า โปรตุเกสลดการขาดดุลงบประมาณลงครึ่งหนึ่งเหลือ 4.9% ของจีดีพี ขายหุ้นรัฐวิสาหกิจ ลดวันหยุดจากปีละ 14 วัน เหลือ 10 วัน ผ่อนคลายกฎเกณฑ์การจ้างงาน ทำให้ภาคธุรกิจจ่ายค่าทำงานล่วงเวลาและค่าชดเชยให้พนักงานที่ถูกปลดในอัตรา ที่ลดลง
ซึ่งหลังจากโปรตุเกสเข้ารับการผ่าตัดใหญ่จากเงื่อนไขที่ เข้มงวดของทรอยก้า เศรษฐกิจที่ตกต่ำมายาวนานก็ค่อย ๆ ฟื้นตัว แม้จะต้องแลกกับรายได้ตลอดจนสวัสดิการที่ลดลงของประชากรชาวโปรตุกีส 10 ล้านคน ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลครั้งแรกในรอบ 20 ปี เพราะไม่เพียงโปรตุเกสมีเงินซื้อสินค้านำเข้าลดลง แต่สินค้าส่งออกยังถูกลงด้วยเนื่องจากต้นทุนด้านแรงงานต่ำลง การส่งออกซึ่งเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการแข่งขันพุ่งสูงกว่าช่วงก่อนวิกฤต 15-16%
อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจของโปรตุเกสจะกระเตื้องขึ้นบ้างแล้ว ทว่า ภาระหนี้สินของประเทศนี้กลับพอกพูนยิ่งกว่าก่อนรับความช่วยเหลือ ปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ 129% ของจีดีพี จากระดับ 93% ก่อนเข้าโปรแกรม เพราะรัฐบาลเข้าไปอุ้มรัฐวิสาหกิจที่ใกล้ล้มละลาย ประกอบกับทุ่มเงินอุดหนุนราคาพลังงาน ภาระหนี้สินส่งผลให้เศรษฐกิจโปรตุเกสอยู่ในภาวะเสี่ยง และยิ่งน่ากังวลมากขึ้นเมื่อรัฐบาลลิสบอนตัดสินใจไม่เปิดวงเงินกู้ฉุกเฉิน เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ไม่คาดคิด
รัฐบาลโปรตุเกสคาดว่าปีนี้ เศรษฐกิจจะขยายตัว 1.2% ส่วนอัตราการว่างงานจะลดลงจาก 17.7% เหลือ 15.3% แต่อัตราการว่างงานในกลุ่มคนอายุต่ำกว่า 25 ปียังสูงถึง 35%
แม้จะออกจากโปรแกรมรับความช่วยเหลือแล้ว แต่ยังมีอุปสรรคอีกมากที่รัฐบาลโปรตุเกสต้องสะสาง เพื่อสลัดภาพลักษณ์ตัวถ่วงแห่งยูโรโซน
ขอบคุณรูปภาพจาก : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
15 พฤษภาคม 2557
แหล่งข้อมูล:
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
โดย:
ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
