E-commerce ยักษ์ใหญ่ของอินเดีย Flipkart.com และ Myntra.com วางแผนรวมบริษัทกัน
E-commerce ยักษ์ใหญ่ของอินเดีย Flipkart.com และ Myntra.com วางแผนรวมบริษัทกัน
      ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กระทรวงการต่างประเทศ ได้รับรายงานที่น่าสนใจจากสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองมุมไบ (ประเทศอินเดีย) เกี่ยวกับการรวมบริษัท e-commerce ยักษ์ใหญ่ของอินเดีย Flipkart.com และ Myntra.com จึงขอนำมาเผยแพร่ต่อ ณ ที่นี้

     เมื่อปลายเดือนมกราคม 2557 บริษัท Myntra.com (บริษัท e-commerce ค้าปลีกแฟชั่นรายใหญ่ที่สุดในอินเดีย) และ Flipkart.com (บริษัท e-commerce ค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดในอินเดีย) ประกาศแผนที่จะรวมบริษัทกัน โดยบริษัท Flipkart ประสงค์จะซื้อหุ้นของ Myntra มากกว่าร้อยละ 50 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

     ทั้งนี้ Myntra จะยังคงบริหารกิจการของบริษัทตามปกติเน้นการขายปลีกสินค้าแฟชั่นเสื้อผ้า เครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและเครื่องสำอาง ขณะนี้ทั้งสองบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาและคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 6 สัปดาห์ก่อนที่จะบรรลุข้อตกลงกันได้

     Flipkart ก่อตั้งเมื่อปี 2550 เน้นการขายปลีกหนังสือ DVD ภาพยนตร์ เพลง คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ปัจจุบันป็นบริษัทค้าปลีก e-commerce รายใหญ่ที่สุดในอินเดีย เมื่อปี 2556 – 2557 มีรายได้กว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เติบโตหนึ่งเท่าตัวในช่วงสามปีที่ผ่านมา ว่าจ้างพนักงานประมาณ 10,000 คน ทั้งนี้ เมื่อปี 2555 ได้เริ่มขายผลิตภัณฑ์แฟชั่นด้วย แต่ยังไม่ได้รับความนิยมเท่าผลิตภัณฑ์แฟชั่นของ Myntra ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2550 พร้อมกัน ซึ่งเมื่อปี 2556 – 2557 มีรายได้กว่า 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณครึ่งหนึ่งของรายได้ในการขายสินค้าแฟชั่นของห้าง Shopper Stop

     การรวมตัวกันของ Flipkart และ Myntra จะเป็นการรวมตัวกันของ 2 บริษัทยักษ์ใหญ่ใน e-commerce ของอินเดียครั้งแรก แม้ว่าทั้ง 2 บริษัทจะยังคงขายสินค้าแยกกันใน website ของ Flipkart และ Myntra แต่สามารถแบ่งปันฐานข้อมูลลูกค้าและการจัดการด้านโลจิสติกส์ซึ่ง Flipkart มีความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการเรื่องนี้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ นักวิเคราะห์เชื่อว่า การที่ Amazon เข้ามาในตลาด e-commerce อินเดียเมื่อปีที่แล้ว เป็นสาเหตุหลักของการรวมตัวกันของ 2 บริษัทดังกล่าว

     “การค้า e-commerce ในอินเดียเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ปี 2556 มีอัตราการขยายตัวถึงร้อยละ 88 มีมูลค่าตลาดโดยรวมประมาณ 3.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดว่าจะมีมูลค่า 76,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2564 ปัจจุบัน มีบริษัทดำเนินกิจการในสาขานี้ประมาณ 200 ราย อาทิ Flipkart, Myntra, Amazon, Snapdeal และ Jabong ทั้งนี้ e-commerce ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในอินเดียเนื่องจากสามารถตอบโจทย์ของผู้บริโภคทั้งกลุ่มชนชั้นกลางระดับสูงที่ต้องการความสะดวกสบายในการเลือกซื้อสินค้า โดยมุ่งเน้นการบริการส่งออกที่รวดเร็วและมีผลิตภัณฑ์หลากหลายให้เลือกซื้อ รวมทั้งมีบริการ Cash on Delivery (COD) หรือการชำระเงินสดเมื่อได้รับสินค้าจากพนักงานส่งสินค้า และยังสามารถตอบโจทย์ของกลุ่มผู้บริโภคที่มีความอ่อนไหวต่อราคาด้วยการเสนอสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าร้านค้าปลีกทั่วไป” สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองมุมไบให้ข้อมูล

     ปัจจุบัน บริษัทขายปลีกรายใหญ่ของอินเดียต่างหันมาให้ความสนใจต่อ e-commerce กันเป็นอย่างมาก โดยกลุ่ม Future Group ได้เริ่มให้บริการขายปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคผ่าน Big-Bazar Direct แล้ว ส่วนกลุ่มบริษัท Reliance Tata และ Walmart ก็แสดงความสนใจที่จะประกอบการค้าในรูปแบบ e-commerce เช่นกัน


ขอบคุณรูปภาพจาก : www.brandbuffet.in.th
20 พฤษภาคม 2557
แหล่งข้อมูล: สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองมุมไบ
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ