รัฐบาลโปรตุเกสประกาศสิ้นสุดการขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจาก Troika อย่างสมบูรณ์ (clean exit)

การตัดสินใจ “clean exit” ของรัฐบาลโปรตุเกสได้รับการสนับสนุนจากที่ประชุม รมว. คลังกลุ่มยูโรโซน (Eurogroup) เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 57 นอกจากนี้ สื่อมวลชนระหว่างประเทศรายงานด้วยว่า รัฐบาลหลายประเทศใน EU สนับสนุนแนวทาง “clean exit” เนื่องจากเผชิญแรงกดดันภายในประเทศ ที่ไม่ประสงค์ให้รัฐบาลของตนให้เงินสนับสนุนแก่ประเทศที่มีปัญหาเพิ่มเติม ซึ่งแตกต่างจากท่าทีของ Troika ซึ่งสนับสนุนให้โปรตุเกสรับ precautionary credit line อย่างไรก็ตาม นาง Christine Largarde ผู้อำนวยการ IMF ระบุว่า โปรตุเกสมีศักยภาพที่จะบรรลุการปรับสมดุลภาคการคลัง (fiscal consolidation) และปฏิรูปเชิงโครงสร้างซึ่งจำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน และการสร้างงานในประเทศ
สื่อมวลชนท้องถิ่นและต่างประเทศระบุว่า รัฐบาลโปรตุเกสเลือกแนวทาง “clean exit” เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อประโยชน์หลายประการ ได้แก่ 1) ผลการประเมินการปฏิบัติตามเงื่อนไขการขอรับความช่วยเหลือทางการเงิน ครั้งที่ 12 ของผู้แทน Troika ซึ่งออกมาเป็นบวก 2) การส่งออกของโปรตุเกสเติบโตได้ดี ทำให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นบวกได้ครั้งแรกภายในรอบหลายสิบปี 3) ต้นทุนการกู้ยืมเงินผ่านตลาดพันธบัตรระหว่างประเทศที่ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่องเป็นประวัติการณ์ 4) ความสำเร็จในการประมูลขายพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี มูลค่า 750 ล้านยูโร ที่อัตราผลตอบแทน 3.575% เมื่อเดือน เม.ย. 57 ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างประเทศจำนวนมาก 5) ”clean exit” อาจเป็นปัจจัยบวกให้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เช่น Moody’s / Fitch / Standard and Poor’s พิจารณาอันดับความน่าเชื่อถือของพันธบัตรโปรตุเกสในอนาคต นอกจากนี้ รัฐบาลโปรตุเกสยังเห็นข้อเสียของแนวทางการรับ precautionary credit line ซึ่งยังไม่เคยมีประเทศใดขอรับมาก่อน จึงมีความเสี่ยงที่โปรตุเกสอาจต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดเพิ่มเติมอีก
แม้โปรตุเกสจะเลือกแนวทาง “clean exit” แต่ Troika จะติดตามตรวจสอบโปรตุเกสอย่างใกล้ชิด เนื่องจากต้องชำระคืนเงินกู้ให้แก่ IMF ภายในปี 2024 และ EU/ECB ภายในปี 2042 และยังมีความเสี่ยงจากเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวอย่างช้า ปัญหาการว่างงานที่ยังสูง การบริโภคและการลงทุนภายใน ประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร และอาจได้รับผลกระทบจากการประกาศปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 23% เป็น 23.25% ในปี 2015 ตลอดจนการตัดและปรับลดการใช้จ่ายภาครัฐในหลายสาขา โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขและการศึกษา ปัจจัยดังกล่าว ทำให้นาย Antonio Jose Seguro หัวหน้าพรรคสังคมนิยม ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ว่า แม้การขอรับความช่วยเหลือฯ จะสิ้นสุดลง แต่ผลกระทบจากมาตรการเข้มงวดทางการคลังจะยังคงอยู่กับชาวโปรตุเกสต่อไปอีก
แหล่งข้อมูลรูปภาพ : Mario Proenca/Bloomberg
21 พฤษภาคม 2557
แหล่งข้อมูล:
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลิสบอน
โดย:
ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
