นโยบาย SMEs ของเยอรมนี
นโยบาย SMEs ของเยอรมนี
      เมื่อกล่าวถึงประเทศเยอรมนี เรามักนึกถึงบริษัทขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงมานาน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทผลิตรถยนต์ชื่อก้องหรือเครื่องจักรเทคโนโลยีสูงที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

     อย่างไรก็ดี SMEs เยอรมนี ก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กันในการทำให้ประเทศยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีแห่งนี้ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นลำดับต้นๆ ของโลก ด้วยเหตุนี้ เยอรมนี จึงได้รับความสนใจจากทั่วโลก ในฐานะที่เป็นต้นแบบของประเทศที่ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจ SMEs

     ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กระทรวงการต่างประเทศ ได้รับข้อมูลที่น่าสนใจจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน (ประเทศเยอรมนี) เกี่ยวกับนโยบายการพัฒนา SMEs ของเยอรมนี จึงขอหยิบยกมาฝากกัน ณ ที่นี้

คำจำกัดความ SMEs ในเยอรมนี
     "สถานประกอบการขนาดกลาง" มีพนักงานไม่เกิน 500 คน และมีผลประกอบการไม่เกิน 50 ล้านยูโรต่อปี ส่วน  "สถานประกอบการขนาดย่อม" มีพนักงานไม่เกิน 9 คน และมีผลประกอบการไม่เกิน 1 ล้านยูโรต่อปี ทั้งนี้ คำว่า Mittelstand ในภาษาเยอรมนี ยังมีความหมายถึงการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเน้น ownership ความ รับผิดชอบต่อพนักงานและฐานที่ตั้ง รวมถึงการดำเนินยุทธศาสตร์ในระยะยาว

โครงสร้าง SMEs ในเยอรมนี
     SMEs ในเยอรมนีคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 99.7 ของจำนวนบริษัททั้งหมดในประเทศ มีการสร้างงาน ร้อยละ 60.8 ของประเทศ และมีมูลค่าการผลิตคิดเป็นร้อยละ 51.3 ของ GDP SMEs ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจครอบครัว ซึ่งกระจายตัวอยู่ในรัฐต่างๆ โดยเฉพาะรัฐทางตอนใต้ ได้แก่ Baden-Wurttemberg และ Bayern ทางตอนตะวันตก ได้แก่ Nordrhein-Westfalen Hessen Rheinland- Pfalz ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่จะมีฐานการผลิตอยู่ในเมืองเล็กๆ แต่หลายบริษัทได้กลายเป็นบริษัทชั้นนำของโลก จึงเป็นที่มาของสมญานามว่า “hidden champion”

     สาขาธุรกิจที่สำคัญ ได้แก่ การผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักรกล การผลิตเครื่องไฟฟ้า เครื่องใช้ในครัวเรือน การผลิตสินค้าและบริการด้านอุตสาหกรรม โดยน่าสนใจว่า ได้มีการพัฒนา cluster ของอุตสาหกรรมตามพื้น ที่ตั้ง อาทิ อุตสาหกรรมการผลิต cutlery อยู่ที่บริเวณเมือง Solingen

กลไกส่งเสริม SMEs
     เยอรมนีจะบังคับให้ทุกบริษัทจดทะเบียนเป็นสมาชิกกับหอการค้าและอุตสาหกรรมในพื้นที่ (IHKs) โดยเสียค่าธรรมเนียมตามสัดส่วนผลประกอบการและการชำระภาษี - หอการค้าและอุตสาหกรรมท้องถิ่นจะให้บริการตอบแทนสมาชิก ตั้งแต่การให้คำแนะนำปรึกษาเพื่อ ก่อตั้งธุรกิจ การให้ความช่วยเหลือด้านการเขียนแผนสนับสนุนทางการเงิน การสร้างแรงงานฝีมือรุ่นใหม่ ภายใต้หลักสูตร dual system ไปจนถึงการประสานงานผ่านหอการค้าและอุตสาหกรรมเยอรมัน ในต่างประเทศ (AHK) เพื่อขยายตลาดส่งออก

     นอกจากนี้ สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมเยอรมนี (DIHK) มีบทบาทสำคัญในการประสานงานระดับนโยบาย กับรัฐบาลและส่วนราชการ โดยตรวจสอบการกำหนดนโยบาย ร่วมวางแผนกลยุทธ์แบบองค์รวม การพัฒนา ระบบการศึกษาสายอาชีพ (dual system) ที่เป็นหัวใจของการพัฒนาแรงงานฝีมือเพื่อรองรับความต้องการ ของภาคอุตสาหกรรม การสำรวจวิจัยความเห็นด้านเศรษฐกิจและตีพิมพ์เป็นเอกสารเผยแพร่เป็นประจำ (ราย 2-3 เดือน) การทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานการวิจัย

     ขณะเดียวกัน ภาครัฐโดยเฉพาะกระทรวงเศรษฐกิจฯ สหพันธ์ฯ มีหน้าที่รับฟังสถานการณ์และประสานความต้องการ ของภาคเอกชน แล้วนำมากำหนดแผนงานระยะยาว เพื่อแก้ไขปัญหาและอำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ลดอุปสรรคทางการทำงานของ SMEs

ความท้าทาย
     ปัจจุบันมีการจดทะเบียน SMEs ใหม่ ลดลงเรื่อยๆ โดยการจดทะเบียนในปี 2555 ได้ลดลงประมาณ ร้อยละ 23.5 เมื่อเทียบกับปี 2554 และจากการสำรวจสถิติผู้จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย มีเพียง ร้อยละ 6 ที่ต้องการเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมเยอรมนี (DIHK) จะแก้ปัญหานี้ โดยการเพิ่มการสนับสนุนด้าน high-tech start-up และกระตุ้นแนวคิดการเป็นผู้ประกอบการ ทั้งในระดับ โรงเรียนและอุดมศึกษา ตลอดจนหารือกับภาครัฐเกี่ยวกับแนวทางการลดทอนกระบวนการทางราชการที่ ซับซ้อน

ภารกิจที่สำคัญของภาครัฐ
1. พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยส่งเสริมการลงทุนผ่านโครงการ Central SME Innovation Programme (ZIM) เป็นต้น

2. ส่งเสริมโอกาสด้านการตลาดในต่างประเทศ โดยสนับสนุนข้อมูลผ่านหน่วยงาน Germany Trade & Invest การส่งเสริมเครือข่ายคณะรัฐมนตรีของหอการค้าและอุตสาหกรรมในต่างประเทศเพื่อเข้าร่วมงาน แสดงสินค้าในต่างประเทศ การมีข้อริเริ่มต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการส่งออก การประกันสินเชื่อส่งออกและการ ประกันการลงทุน

3. ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จาก pool แรงงานฝีมือ เช่น เว็บไซต์ www.make-it-in-germany.com การจัดตั้งศูนย์ Excellence เพื่อรักษาทักษะแรงงาน การประชาสัมพันธ์ การศึกษาสายอาชีพแก่เยาวชน ภายใต้ข้อริเริ่ม Vocational Training – Practically Unbeatable รวมทั้งการปรับแก้กฎ/ระเบียบการรับรอง คุณวุฒิแรงงานจากต่างประเทศ

4. สนับสนุนการก่อตั้งและการสืบทอดกิจการ เช่น การจัด German Entrepreneurship Week ข้อริเริ่มกระตุ้นการเป็นนักลงทุนในโรงเรียน (Entrepreneurial Spirit in Schools) การจัดการแข่งขัน “EXIST Start-up Culture-the Start-up College” การจัดทำเว็บไซต์ www.existenzgruender.de สำหรับผู้ที่ ต้องการเปิดกิจการ

5. การอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงแหล่งทุน ผ่านโครงการสนับสนุนทางการเงิน ERP, KfW, High-Tech Star- up Fund II, ERP/EIF, ERP Start –up Fund

6. การจัดหาแหล่งวัตถุดิบ รวมถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพในการใช้วัตถุดิบและพลังงาน

7. ลดทอนกระบวนการทางราชการ ที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ

ขอบคุณรูปภาพจาก : www.wegointer.com
22 พฤษภาคม 2557
แหล่งข้อมูล: สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลินประชาสัมพันธ์ฯ งาน Energy Storage Europe 2018 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 13 - 15 มีนาคม 2561 ณ เมืองดึสเซ็ลดอร์ฟ เยอรมนี โดยสมาคมอุตสาหกรรมการเก็บพลังงานเยอรมัน  เพื่อเป็นแสดงสินค้าและนวัตกรรมลักษณะ B2B ด้านการเก็บพลังงาน (energy storage) ที่ใหญ่ที่สุดงานหนึ่งโลก
  • เมื่อต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น รัฐบาลเยอรมนีเริ่มออกมาตรการกระตุ้นให้คนซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นตั้งแต่ปี 2559 ในขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ของเยอรมนีเร่งพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์โลกในอนาคต
  •           Adlershof Science Park เป็นอุทยานวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมต้นแบบชั้นนำของประเทศเยอรมนี ที่เป็นศูนย์รวมของหน่วยงานด้านวิจัยและนวัตกรรม ได้แก่ ที่มีทั้งศูนย์เทคโนโลยีและศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ (Incubator) กว่า 90 แห่งกระจายไปตามสาขาต่าง ๆ สถาบันวิจัยมากมายทั้งที่ไม่ใช่มหาลัยและสถาบันในระดับมหาวิทยาลัย เช่น Humboldt University รวมแล้วกว่า 20 แห่ง และบริษัทต่าง ๆ มากกว่า 1,000 แห่ง ในนิคมอุตสาหกรรมย่อย ๆ กว่า 16 โครงการ โดยมีบริษัทเกี่ยวกับเทคโนโลยีขั้นสูง 460 แห่ง มีพนักงานทั้งหมด 16,000 คน <br />
              Adlershof เป็นนิคมวิจัยที่มีสิ่งแวดล้อม (eco-system) ที่เหมาะสมสำหรับเอกชนในการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อตอบสนองความต้องการของบริษัทเอกชน สอดคล้องกับหลักการที่ว่า อุทยานวิทยาศาสตร์ควรประกอบด้วยองค์ประกอบสามส่วนในการสร้างนวัตกรรม (innovation triple helix) ได้แก่ 1. บริษัทเอกชน ซึ่งเป็นที่มาของแหล่งเงินทุนแอละโจทย์การวิจัย 2. สถาบันวิจัย ซึ่งเป็นแหล่งที่มาขององค์ความรู้และการวิจัยประยุกต์ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย เช่น ห้องแล็บ และ 3. สถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของการวิจัยขั้นพื้นฐานและเป็นผู้สร้างนักวิจัยที่มีคุณภาพ <br />
              ด้วยเหตุนี้ Adlershof จึงประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการสร้างนวัตกรรมที่เอกชนสามารนำไปสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้ และสามารถขยายโครงสร้างองค์การอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันมีส่วนให้บริการมากมาย ศูนย์บริการหลักๆ ได้แก่ ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ (incubator) ที่ให้บริการผู้ประกอบการ หรือ บริษัทตั้งแต่ ด้านการจัดเตรียมเอกสาร ใบอนุญาต ด้านการตลาด และการส่งต่อเทคโนโลยี ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีดิจิทัลในSMEs และ ศูนย์วิจัยข้อมูลทางสถิติ <br />
    หัวใจของ Adlershof คือ ศูนย์วิจัยในสาขาต่าง ๆ ได้แก่  ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีชีวภาพและสิ่งแวดล้อม ศูนย์วิจัย Photonics and Optics ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและมัลติมีเดีย ศูนย์วิจัย Microsystems and Materials และศูนย์วิจัยเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy)<br />
               การทำงานของ Adlershof  เริ่มตั้งแต่การปูรากฐานการทำวิจัย การทํางานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานวิจัยและบริษัทผู้ผลิต เพื่อปรับปรุง และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่สามารถนำมาใช้งานได้จริง และสามารถนำไปสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ ประกอบกับการมีเครือข่ายที่กว้างขวาง Adlershof จึงช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจของบริษัทในการพบปะกับบริษัทชั้นนำมากมาย<br />
               ลักษณะสำคัญของ Adlershof  คือ  <br />
               1.    การที่รัฐบาลริเริ่มโครงการแล้วส่งต่อให้ภาคเอกชนเป็นผู้บริหารจัดการ ด้วยแนวทางการบริหารแบบเอกชนนี้เอง ปัจจุบันมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นภายใน Adlershof กว่า 70% ของรายได้ต่อปีกว่า 2 พันล้านยูโร จึงมาจากภาคเอกชน<br />
               2.    จุดมุ่งหมายในการทำการวิจัย คือ เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ใช้การได้มากกว่าหารายได้จากแหล่งอื่น ๆ ไม่เน้นการสร้างงานวิจัยเพื่อผลงานทางวิชาการ แต่ไม่นำมาปรับใช้ หรือที่เรียกว่า ขึ้นหิ้ง<br />
               3.     การสร้างเครือข่ายจากจุดแข็งของกรุงเบอร์ลิน ในการเป็นศูนย์บ่มเพาะธุรกิจสำหรับ Start-ups ที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 1 ของโลก <br />
               4.    มุ่งแสวงหาผู้ประกอบการรายใหม่ (“incubees”) เพื่อนำมาบ่มเพาะกับเทคโนโลยี และร่วมมือกับ บริษัท ขนาดใหญ่ที่อาจมีการแตกหน่อทางธุรกิจใหม่ ๆ<br />
               จากการเยี่ยมศึกษาดูงานที่ Adlershof ของ ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2560 ฝ่ายไทยได้เล็งเห็นถึงโอกาสที่จะเรียนรู้ประสบการณ์จาก Adlershof รวมทังขยายความร่วมมือระหว่าง Adlershof กับอุทยานวิทยาศาสตร์ของไทย ทั้งด้าโดยเฉพาะด้าน การวางระบบศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเพื่อให้ผู้ประกอบการเข้มแข็งและมีการลงทุนด้าน R & D อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลทางธุรกิจมากที่สุด และการศึกษาโครงสร้างเครือข่าย R & D ของ Adlershof ให้แก่ผู้ประกอบการตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ที่ไทยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทั้งกับผู้ประกอบการระดับ high-tech หรือ mid-tech ได้ <br />
  • สถานเอกอัครราขทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญชาวเยอรมัน 2 คน ได้แก่ Dr. Christina Schmidt-Holtmann ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล จากกระทรวงเศรษฐกิจและพลังงานของเยอรมนี และนาย Lutz Haase ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร FTWK ซึ่งเป็น start-up ด้านบริการสุขภาพที่ประสบความสำเร็จ เดินทางเยือนประเทศไทยระหว่างวันที่ 18 – 24 กันยายน 2560 เพื่อขยายหุ้นส่วนด้านเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างไทยกับเยอรมนี และร่วมเป็นวิทยากรในงานสัมมนา Green and Innovative Economy ซึ่งในปีนี้ จัดในหัวข้อ Digital Agenda ของเยอรมนีกับโอกาสทางธุรกิจของไทย เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2560 ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพมหานคร
  • สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ Train the Trainer ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 19-24 มีนาคม 2559 ที่สถานเอกอัครราชทูตฯ แก่คณะผู้บริหารและครูอาชีวะจากวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเทคนิคทั่วประเทศไทย ตามโครงการต่อยอดความร่วมมืออาชีวศึกษาไทย-เยอรมัน ประจำปี 2559 โดยผู้เชี่ยวชาญเยอรมันจากสถาบัน IRATEC เพื่อต่อยอดการถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศในการพัฒนาทักษะแรงงานคุณภาพและการบริหารจัดการระบบอาชีวศึกษาทวิภาคี โดยชมการสาธิตและลงมือปฏิบัติจริงตามหัวข้อต่างๆ และเยี่ยมชมศูนย์ฝึกงานของบริษัทเยอรมันด้วย<br />
    <br />
    ในโอกาสที่ พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เดินทางเยือนกรุงเบอร์ลิน เพื่อเข้าร่วมการประชุม Berlin Energy Transition Dialogue เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2559 รัฐมนตรีฯ ในฐานะอดีตสมาชิก สนช. คณะกรรมาธิการด้านการศึกษาและการกีฬา จึงได้ให้คณะครูอาชีวะ ที่เข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการ Train the Trainer ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 19-24 มีนาคม 2559 ที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน เข้าพบและให้โอวาทแก่คณะ โดยกล่าวว่า รัฐบาลได้ตั้งเป้าปฏิรูปอาชีวศึกษา เพื่อให้ประชาชนมีรายได้ มีงานทำ มีศักดิ์ศรีและมีคุณค่าในสังคม อาชีวศึกษาและพลังงานทดแทนเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกหนีกันได้ จึงขอให้ทุกคนมุ่งมั่นพัฒนาตนเอง ปัจจุบัน นโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ การตั้งนิคมอุตสาหกรรม และส่งเสริมการลงทุนในสาขาต่างๆ ในหลายจังหวัด จะช่วยให้มีการจ้างงานอีกมาก หากไทยมีบุคลากรคุณภาพ จะสามารถพัฒนาเป็นประเทศต้นน้ำและปลายน้ำที่ดีได้ ในช่วงท้าย เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ได้บรรยายสรุปกิจกรรมที่ผ่านมาของสถานเอกอัครราชทูตฯ และแนวทางความร่วมมือไทย-เยอรมันในอนาคต โดยเฉพาะการจัดทำหลักสูตรการฝึกงานของนักศึกษา และหลักสูตรการพัฒนาครูฝึก/ครูช่างในสถานประกอบการ

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ