อุตสาหกรรมไวน์ของอินเดีย
อุตสาหกรรมไวน์ของอินเดีย
         อุตสาหกรรมไวน์ของอินเดียมีขนาดเล็กแต่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้การบริโภคไวน์อินเดียมีประมาณร้อยละ 1 – 2 ของการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เท่านั้น เนื่องจากคนอินเดียนิยมเครื่องดื่มที่ส่วนผสมของแอลกอฮอล์สูง เช่น วิสกี้และวอดกา มากกว่าไวน์และเบียร์ นอกจากนั้น คนอินเดียเห็นว่าไวน์เป็นเครื่องดื่มที่มีราคาสูงและใช้ในโอกาสที่เป็นทางการ ปัจจุบันอินเดียผลิตไวน์ได้ 1 – 1.5 ล้านหีบ (1 หีบเท่ากับ 12 ขวด) ต่อปี ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่าเมื่อ 15 ปีที่แล้วที่ผลิตได้ประมาณ 150,000 หีบ การบริโภคไวน์มีอัตราขยายตัวร้อยละ 16.3 ในปี 2013 กำลังการผลิตไวน์ยังต่ำกว่าสุรามากที่มีการผลิต 300 ล้านหีบต่อปีแหล่งผลิตไวน์ที่สำคัญของอินเดียอยู่ที่รัฐมหาราษฏระ ที่เมืองนาสิก, ปูเน่ และโสลาปู และรัฐกรณาฏกะที่เมืองบังกาลอร์
          อุตสาหกรรมไวน์ของอินเดียมีแนวโน้มเติบโตได้ดี จัดเป็นอุตสาหกรรมดาวรุ่ง (sunrise industry) แต่ผู้ผลิตส่วนใหญ่เป็นรายเล็กที่มีกำลังการผลิตไม่มาก มีผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น Sula, Fratelli และ Grover Zampa โดย Sula เป็นผุ้ผลิตรายใหญ่ที่สุดสามารถผลิตได้ 650,000 หีบในปี 2013 คิดเป็นสัดส่วนไวน์ที่ผลิตได้ในอินเดียถึงร้อยละ 70 การที่ไวน์เป็นอุตสาหกรรมดาวรุ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้มีผู้ลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมนี้อย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่เป้ฯเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจากกิจการอื่นแล้ว อาทิ บริษัท Charosa Vineyards ในเครือของบริษัท Hindustan Construction Company (HCC) ได้ดำเนินการผลิตไวน์เมื่อปี 2012 ด้วยทุน 1,000 ล้านรูปี (ประมาณ 500 ล้านบาท) มีพื้นที่การผลิตอยู่ที่เมืองนาสิก อย่างไรก็ตาม การที่อุตสาหกรรมนี้ให้ผลตอบแทนการลงทุนค่อนข้างสูง (ประมาณร้อยละ 60) ทำให้มีเกษตรกรที่ปลูกองุ่นเพื่อการบริโภคหันมาผลิตไวน์เพิ่มขึ้นมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีไวน์คุณภาพต่ำเข้ามาสู่ตลาดมากขึ้น ส่งผลเสียต่ออุตสาหกรรมไวน์ทั้งระบบจนผู้ผลิตไวน์รายเล็กหลายรายต้องเลิกล้มกิจการ
         การบริโภคไวน์ในอินเดียเป็นเพียงช่วงเริ่มต้นเท่านั้น ยังสามารถเติบโตได้อีกมากตามการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของจำนวนคนชั้นกลางที่มีไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ โดยสาวอินเดียยุคใหม่จะเป็นลูกค้าสำคัญในการเติบโตของตลาดไวน์เนื่องจากเป็นเครื่องดื่มที่สังคมยอมรับได้มากกว่าสุรา ทั้งนี้ แม้การดื่มไวน์จะมีสัดส่วนต่ำเพียงร้อยละ 1 – 2 แต่เมื่อคิดเป็นจำนวนคนแล้วมีมากถึง 20 ล้านคน ซึ่งหากคนจำนวนนี้บริโภคไวน์พียงแค่คนละขวดต่อปีก็สามารถสร้างการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ได้อีกมาก อุตสาหกรรมไวน์อินเดียมีแนวโน้มเติบโตร้อยละ 25 ต่อปี ซึ่งผู้ผลิตได้พยายามส่งเสริมการขายด้วยการจัดเทศกาลชิมไวท์ร่วมกับงานแสดงศิลปะและดนตรีอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างค่านิยมการดื่มไวน์ให้มากขึ้น โดยมีช่องทางการจำหน่ายไวน์ที่สำคัญ อาทิ ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ โรงแรม ภัตตาคาร และร้านค้าเฉพาะ ซึ่งห้างค้าปลีกสมัยใหม่มียอดจำหน่ายสูงสุด
          การเติบโตของอุตสาหกรรมไวน์อินเดียมีอุปสรรคอยู่บ้าง โดยถูกมองว่าเป็นเครื่องดื่มที่มีราคาสูงคนทั่วไปเข้าถึงได้ยากและคนอินเดียยังนิยมดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์สูง รวมทั้ง กฎระเบียบของแต่ละรัฐเกี่ยวกับใบอนุญาตและการติดฉลากที่มีความแตกต่างกันก็เป็นอุปสรรค นอกจากนั้น ภาษีทั่วไปและภาษีสรรพสามิตที่เก็บจากไวน์สูง (รัฐไม่ส่งเสริมให้ประชาชนบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์) ก็ทำให้ราคาจำหน่ายไวน์สูงขึ้นมากด้วย และบางรัฐยังมีระเบียบห้ามนำไวน์ที่ผลิตจากรัฐอื่นเข้าไปจำหน่ายในรัฐของตน เช่น
        รัฐทมิฬนาฑู แต่ไม่มีกฎห้ามจำหน่ายไวน์จากต่างประเทศ ดังนั้น ธุรกิจไวน์ของอินเดียนอกจากจะต้องแข่งขันกันเองแล้ว ยังต้องแข่งขันกับไวน์ต่างชาติที่บางยี่ห้อราคาต่ำเทียบเท่าไวน์ของอินเดีย ในขณะที่นักดื่มอินเดียยังเห็นว่าไวน์ต่างชาติมีคุณภาพเหนือกว่า แต่ขณะนี้ รัฐมหาราษฏระและรัฐกรณาฎกะที่เป็นแหล่งผลิตไวน์ที่สำคัญของอินเดียได้เริ่มออกระเบียบให้เอื้อต่อการจำหน่ายไวน์ได้มากขึ้นแล้ว ทั้งนี้ ผู้ผลิตไวน์เห็นว่าภาษีสินค้าและบริการ (GST) ที่จะออกมาให้ที่จะเก็บภาษีจากไวน์ร้อยละ 20 มีอัตราสูงเกินไป เนื่องจากไวน์มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์น้อยกว่าสุรา นอกเหนือจากอุปสรรคข้างต้นแล้ว อุตสาหกรรมไวน์ต้องใช้เงินลงทุนสูงในการจัดหาที่ดินในการปลูกองุ่นและตั้งโรงผลิตไวน์ ซึ่งที่ดินผืนใหญ่ๆ หาได้ยาก ผู้ผลิตไวน์บางส่วนจึงทำcontact farmimg ให้เกษตรปลูกองุ่นป้อนโรงผลิตไวน์
ข้อคิดเห็น
         อุตสาหกรรมไวน์ของอินเดียมีแนวโน้มเติบโตได้ดีจากกระแสความนิยมดื่มไวน์และการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของจำนวนคนชั้นกลาง ผู้ผลิตไวน์อินเดียเห็นว่า จำนวนผู้ดื่มไวน์ในอินเดียจะคงอยู่ในสัดส่วนประมาณร้อยละ 2.1 หรือประมาณ 24 ล้านคน โดยขณะนี้คนอินเดียยังนิยมดื่มไวน์ต่างประเทศมากกว่าไวน์อินเดีย แต่ในอนาคตเมื่อไวน์อินเดียได้รับการพัฒนามากขึ้น คนอินเดียก็จะหันมาดื่มไวน์ที่ผลิตในประเทศมากขึ้น ซึ่งผู้ผลิตไวน์รายใหญ่ของอินเดียพยายามปรับปรุงคุฯภาพไวน์ด้วยการนำที่ปรึกษาจากฝรั่งเศส อิตาลี และสหรัฐฯ เข้ามาช่วยในการพัฒนาไวน์ของตน ทั้งนี้ กฎหมายอินเดียกำหนดให้บุคคลที่ดื่มแอลกอฮอล์ได้ต้องมีอายุ 25 ปีขึ้นไป ซึ่งประชากรของอินเดียประมาณครึ่งหนึ่งอายุต่ำกว่า 25 ปี ทั้งนี้ เมื่อประชากรกลุ่มนี้มีอายุมากขึ้นก็จะเป็นปัจจัยเพิ่มปริมาณการดื่มไวน์ให้มีมากขึ้น รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ
         อินเดียมีการส่งออกไวน์ไปต่างประเทศด้วย โดยเฉพาะผู้ผลิตไวน์ที่สำคัญ อาทิ Sula, Fratelli และ Grover Zampa โดยสหราชอาณาจักรเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญที่สุด และมีการส่งออกไปฮ่องกง และญี่ปุ่น ด้วย แต่ปริมาณการส่งออกโดยรวมยังไม่สูงนัก

*** อ่านเพิ่มเติมที่นี่
29 พฤษภาคม 2557
แหล่งข้อมูล: สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองมุมไบ
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ