คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศเตือนฟิลิปปินส์และปาปัวนิวกินีในเรื่องการต่อต้านการทำประมงที่ผิดกฎหมาย

มาตรการที่อียูได้เสนอให้ทั้งสองประเทศได้แก่ การแก้ไขกฎหมายเพื่อต่อต้าน IUU Fishing การปรับปรุงการควบคุมและติดตามการดำเนินการและแสดงบทบาทเชิงรุกในการดำเนินการตามกฎหมายและกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศ เช่น ข้อตกลงขององค์การบริหารจัดการประมงระดับภูมิภาค (Regional Fisheries Management Organization)
ประเทศอื่นๆ ที่เคยได้รับใบเหลือง เช่น กานา คูราเซา เกาหลีใต้ ฟิจิ ศรีลังกา ปานามา โตโก และวานูอาตู ก็ให้ความร่วมมือและแก้ไขสถานการณ์อย่างใกล้ชิดกับอียู มีการใช้กฎหมายใหม่และปรับปรุงระบบการติดตาม ควบคุมและตรวจสอบ อียูได้ประมาณมูลค่าของ IUU Fishing ประมาณ 10 พันล้านยูโรต่อปี คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ19 ของมูลค่าการประมงที่รายงาน ซึ่งปลาที่ถูกจับอย่างผิดกฎหมายมีประมาณ11-26ล้านตันต่อปี คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 15 ของการจับปลาในโลก ซึ่งฟิลิปปินส์และปาปัวนิวกินีเป็นผู้ผลิตปลาทูนาหลักในเขตแปซิฟิกตะวันตก ครึ่งหนึ่งของปลาทูนาเขตนี้ส่งออกมายังอียู อีกทั้งฟิลิปปินส์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่ทำการประมงอันดับที่16ของโลก ดังนั้นหากทั้งสองประเทศไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ภายในระยะเวลา 6 เดือนตามที่อียูกำหนด และถูกห้ามส่งสินค้าทะเลไปยังอียู ก็น่าจะเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสองประเทศอย่างมาก
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีการนำเข้าสินค้าประมงจากฟิลิปปินส์คิดเป็นมูลค่า 44.427 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2556 และ77.975 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2555 และจากปาปัวนิวกินีคิดเป็นเป็นมูลค่า 52.923 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2556 และ74.216ล้านเหรียญสหรัฐในปี2555 ซึ่งเมื่อรวมทั้งสองประเทศคิดเป็นการนำเข้าประมาณร้อยละ4ของการนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้ นับเป็นการนำเข้าในมูลค่าที่สูง ดังนั้นหากสองประเทศไม่สามารถดำเนินการแก้ไขตาม IUU Fishing และอียูแบนสินค้าประมงจากสองประเทศนี้อย่างเป็นทางการ ผลิตภัณฑ์อาหารทะเลที่ไทยนำเข้าจากทั้งสองประเทศเพื่อการแปรรูปและส่งออกมายังอียูก็จะถูกแบนไปด้วย ผู้ประกอบการส่งออกสินค้าอาหารทะเลของไทยที่นำเข้าสินค้าประมงจากสองประเทศนี้ ควรติดตามความคืบหน้าเพื่อการเตรียมการรับมือต่อในอนาคต
30 มิถุนายน 2557
แหล่งข้อมูล:
สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงบรัสเซลส์
โดย:
ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
