ปีของ "บริกส์" จัดตั้งแบงก์ร่วมเทียบชั้นธนาคารโลก-ไอเอ็มเอฟ

สมาชิกบริกส์ซึ่งประกอบด้วย จีน อินเดีย รัสเซีย บราซิล และแอฟริกาใต้ พยายามผลักดันประเทศตัวเองและชาติกำลังพัฒนาอื่นๆ ออกจากร่มเงาของประเทศพัฒนาแล้วที่นำโดยสหรัฐและยุโรป สำนักข่าวดอยเชอร์ เวลเลอ จากเยอรมนีมองว่า การก่อตั้งสถาบันการเงินร่วมกันเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญในการก้าวมาทาบรัศมีมหาอำนาจดั้งเดิม
ในการประชุมกลุ่มบริกส์ครั้งล่าสุดที่บราซิลช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดิ แห่งอินเดีย ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ประธานาธิบดีดิลมา รูสเซฟฟ์ ของบราซิล และประธานาธิบดีจาค็อบ ซูมา จากแอฟริกาใต้ ร่วมลงนามในข้อตกลงที่ทำให้สหรัฐต้องหนาวๆ ร้อนๆ
ธนาคารเพื่อการพัฒนา
ธนาคารที่บริกส์วางแผนจัดตั้งขึ้นในชื่อ "ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งใหม่" (NDB) มีเป้าหมายให้สินเชื่อโครงการโครงสร้างพื้นฐานในประเทศสมาชิกรวมถึงชาติตลาดเกิดใหม่อื่นๆ โดยใช้กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดน้อยกว่าเวิลด์แบงก์ สำนักงานใหญ่ของของธนาคารแห่งนี้จะตั้งอยู่ที่นครเซี่ยงไฮ้ของจีน แลกกับการที่จีนจะไม่ได้นั่งเก้าอี้ประธานธนาคารในระยะ 20 ปีแรกที่ก่อตั้ง ทั้งนี้ ตัวแทนจากอินเดียจะดำรงตำแหน่งประธานคนแรกของ NDB วาระ 5 ปี
จากนั้นเก้าอี้จะหมุนเวียนไปยังบราซิล รัสเซีย และแอฟริกาใต้ ทุนประเดิมของ NDB อยู่ที่ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งสมาชิก 5 ประเทศของบริกส์จะลงขันเท่าๆ กัน คาดว่าธนาคารดังกล่าวจะเริ่มปล่อยเงินกู้ก้อนแรกได้ปี 2559 และเปิดโอกาสให้ประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆ เช่น เม็กซิโก อินโดนีเซีย หรือตุรกี เข้าร่วมได้ แต่สัดส่วนเงินทุนของบริกส์ใน NDB ต้องไม่ต่ำกว่า 55%
วัดรอยเท้าไอเอ็มเอฟ
รอยเตอร์สระบุว่า นอกจาก NDB บริกส์ยังเตรียมตั้ง "ข้อตกลงเงินสำรองกรณีฉุกเฉิน" (CRA) เพื่อให้เงินกู้แก่สมาชิกที่ประสบปัญหาค่าเงินหรือขาดแคลนทุนสำรองมีเงินทุนก้อนแรก 1 แสนล้านดอลลาร์ จีนควักกระเป๋ามากสุด 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์ อินเดีย บราซิล และรัสเซียสมทบทุนประเทศละ 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนแอฟริกาใต้ 5 พันล้านดอลลาร์
การตั้ง CRA สะท้อนถึงการวางแผนรับมือวิกฤตการเงินที่มักเกิดกับประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งส่วนใหญ่มีต้นตอจากนักลงทุนต่างชาติถอนเงินลงทุนก้อนใหญ่ออกไปอย่างฉับพลัน ไม่ว่าจะเป็นเพราะวิตกกับเสถียรภาพภายในประเทศหรือปัจจัยภายนอก ที่ผ่านมาสถาบันหลักที่ให้ความช่วยเหลือด้านทุนสำรอง คือ ไอเอ็มเอฟ
แต่เงินกู้ฉุกเฉินก็มาพร้อมกับเงื่อนไขอันเข้มงวด อาทิ จำกัดรายจ่ายภาครัฐ เปิดเสรีธุรกิจให้นักลงทุนต่างชาติหั่นภาษีนำเข้า แปรรูปรัฐวิสาหกิจ ผ่อนคลายกฎเกณฑ์กำกับดูแลตลาดอย่างที่ไทยเคยเผชิญช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540
หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่า หลักเกณฑ์การปล่อยกู้ของ CRA แตกต่างจากไอเอ็มเอฟอย่างไร เพราะถ้าให้กู้อย่างหละหลวมกองทุนนี้คงไปไม่รอดในระยะยาว แต่ถ้ามีมาตรฐานเข้มงวดบรรดาว่าที่ประเทศลูกหนี้คงหันไปพึ่งไอเอ็มเอฟซึ่งน่าเชื่อถือมากกว่า
ในประเด็นนี้ นายโฮเซ่ อัลเฟรโด กราซา ลิมา รองเลขาธิการด้านกิจการการเมือง กระทรวงการต่างประเทศบราซิล เผยว่า CRA จะมีรูปแบบคล้ายกับ "ความริเริ่มเชียงใหม่" (Chiang Mai Initiative) ซึ่งสมาชิกอาเซียนผลักดันขึ้นในปี 2543 เพื่อสนับสนุนสภาพคล่องทางการเงินแก่ประเทศสมาชิก แต่โครงสร้างของความริเริ่มเชียงใหม่มีส่วนคล้ายคลึงกับไอเอ็มเอฟไม่น้อย โดยสมาชิกที่ขอกู้เกิน 40% ของโควตาที่ตนมีสิทธิ์จะต้องเข้าโปรแกรมเข้มงวดคล้ายกับของไอเอ็มเอฟ
"บริกส์" ผงาด
แผนก่อตั้งธนาคารและกองทุนคู่ขนานกับเวิลด์แบงก์รวมถึงไอเอ็มเอฟเป็นความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมชิ้นแรกของบริกส์ที่รวมกลุ่มกันตั้งแต่ปี 2552 โดยเริ่มแรกมี 4 ประเทศ แล้วเชิญแอฟริกาใต้มาสมทบภายหลัง
กลุ่มดังกล่าวมีประชากรรวมกันเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรโลก และมีจีดีพีราว 1 ใน 5 ของโลก หลายปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจของบริกส์และประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆ เติบโตอย่างรวดเร็ว
ขณะที่สหรัฐและยุโรปประสบวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่หายขาด บทบาทของประเทศกำลังพัฒนาในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกเพิ่มสูงขึ้น แต่การมีอำนาจในการกำหนดทิศทางธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ซึ่งเป็นเหมือนกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจทุนนิยมยังตกอยู่ในมือของประเทศตะวันตกเช่นเดิม
โดยมีธรรมเนียมปฏิบัติว่าประธานธนาคารโลกเป็นคนอเมริกัน ส่วนนายใหญ่ไอเอ็มเอฟมาจากยุโรป ประเทศตลาดเกิดใหม่มองว่าแนวทางดังกล่าวไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันอีกต่อไป พร้อมเรียกร้องให้ปฏิรูปโครงสร้างของทั้ง 2 องค์กร
"นายมาร์ค ไวส์บรอท ผู้อำนวยการร่วมศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและนโยบาย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ตั้งข้อสังเกต ว่า "สหรัฐรวมถึงพันธมิตรหยิบมือเดียวเป็นผู้ตัดสินใจเกือบทุกเรื่องที่ไอเอ็มเอฟ และธนาคารโลก ขณะที่ประเทศที่เหลือซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของโลกเกือบไม่มีสิทธิ์มีเสียงใดๆ ช่วง 15 ปีมานี้ ไอเอ็มเอฟสูญเสียอิทธิพลเหนือประเทศรายได้ปานกลาง ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนแปลงของบรรดาสถาบันระหว่างประเทศ"
การก่อตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาและกองทุนเงินช่วยเหลือฉุกเฉินของกลุ่มบริกส์ เป็นการท้าทายครั้งล่าสุดที่ประเทศตลาดเกิดใหม่ส่งถึงสหรัฐและยุโรป ที่ดื้อแพ่งไม่ยอมรับดุลอำนาจใหม่บนเวทีเศรษฐกิจโลก
มะกันหวงอำนาจกดดันบริกส์ตอบโต้
ธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ซึ่งก่อตั้งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีจุดประสงค์ให้เงินช่วยเหลือเพื่อฟื้นฟูยุโรปจากซากปรักหักพังของสงคราม แม้บอร์ดบริหารของ 2 องค์กรดังกล่าวประกอบด้วยบุคลากรจากหลายประเทศ แต่ยังคงอยู่ภายใต้การครอบงำของสหรัฐและยุโรปตะวันตก
การผงาดของประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะจีน ทำให้มีเสียงเรียกร้องขอเพิ่มบทบาทกลุ่มบริกส์ในการกำหนดทิศทางทั้ง 2 สถาบัน
เบื้องต้นดูเหมือนข้อเรียกร้องของประเทศกำลังพัฒนาจะได้รับการตอบสนอง 4 ปีที่แล้วร่างปฏิรูปบอร์ดบริหารธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ซึ่งเพิ่มสัดส่วนการออกเสียงของประเทศตลาดเกิดใหม่คลอดออกมา แต่ร่างฉบับดังกล่าวซึ่งต้องได้รับการรับรองจากสมาชิกรัฐสภาสหรัฐ กลับถูกสภาคองเกรสตีตกไป ซึ่งสร้างความไม่พอใจและผิดหวังอย่างมากให้กับประเทศกำลังพัฒนา
ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งใหม่ และ ข้อตกลงเงินสำรองกรณีฉุกเฉิน ของบริกส์เป็นอีกหนึ่งแรงกดดันให้สหรัฐก้าวสู่เส้นทางปฏิรูปและยอมคลายมือจากอำนาจที่ครอบครองมานานเสียที
ขอบคุณรูปภาพจาก : รัฐบาลบราซิล, รอยเตอร์ส
21 กรกฎาคม 2557
แหล่งข้อมูล:
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
โดย:
ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
