โอกาสการลงทุนของไทยในเยอรมนี
โอกาสการลงทุนของไทยในเยอรมนี
การประเมินศักยภาพและโอกาสการลงทุนของไทยในเยอรมนี
         เยอรมนีเป็นประเทศที่มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งรวมทั้งเป็นแหล่งนวัตกรรม มีจุดเด่นในเรื่ององค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะสาขาโครงสร้างพื้นฐาน/โลจิสติกส์ การศึกษา พลังงาน อุตสาหกรรมเกษตร ตลอดจนการบริการจัดการเครือข่าย R&D
         เยอรมนีต้อนรับการลงทุนของต่างชาติและมีหน่วยงานเฉพาะที่บริการข้อมูล ข้อแนะนำ ในเรื่องนี้ คือหน่วยงาน Germany Trade and Invest (GTAI)
         ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของเยอรมนีอยู่กลางทวีปยุโรป หากรวมถึงด้านยุโรปตะวันออก กลุ่มประเทศ บัลคานส์ รวมถึง เอเชียกลาง และรัสเซีย มีระบบการขนส่งทางบก เรือ อากาศ ที่รวดเร็วและทันสมัย เหมาะที่จะใช้เป็นฐานการลงทุนเพื่อเข้าสู่ตลาดในประเทศอื่นๆ
         ธุรกิจเยอรมนีมีความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และเครือข่ายในการลงทุน/ทำธุรกิจในตลาดใหม่ๆ ในยุโรปตะวันออก บัลคานส์ ฯลฯ ซึ่งมีระบบราชการ ขั้นตอนการเข้าสู่ตลาดที่เข้าถึงยาก การมี JV กับธุรกิจเยอรมันน่าจะเป็นข้อได้เปรียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เยอรมนี ให้ความสนใจที่จะร่วมมือกับไทย ในการเจ้าไปลงทุนในประเทศที่สามเพื่อขยายตลาดและเพิ่มพูนการลงทุน ในภูมิภาคและระหว่างประเทศด้วย
สาขาธุรกิจที่มีศักยภาพสำหรับนักลงทุนไทย
         • อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร
           ในปี 2556 อุตสาหกรรมเกษตรของเยอรมนี มีมูลค่าในประเทศ รวม 21.89 พันล้านยูโร ร้อยละ 90 เป็นธุรกิจครอบครัว มีการจ้างงานประมาณ 1 ล้านคน อุตสาหกรรมเกษตรหลักๆ ประกอบด้วย การผลิตเนื้อสัตว์และผสมพันธุ์สัตว์การผลิตอาหารสัตว์ ประมง การปลูกธัญพืช ผลไม้ ดอกไม้ องุ่น (ไวน์) การพัฒนาป่า
           เยอรมนีเป็นผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ที่สุดของยุโรป กอปรกับอุตสาหกรรมผลิตอาหาร/เครื่องดื่มในเยอรมนีถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของประเทศ มูลค่าการผลิตในปี 2556 อยู่ที่ 175.2 พันล้านยูโร (ส่งออก 64.2 พันล้านยูโร) อุตสาหกรรมอาหารหลัก ได้แก่ ปศุสัตว์ (ร้อยละ 23.3) ผลิตภัณฑ์นม (ร้อยละ 16.2) อาหารและขนมอบ (ร้อยละ 8.8) และของหวาน (ร้อยละ 7.7) ผู้ประกอบการที่สำคัญ ได้แก่ Dr. Oetker Group, Südzucker, Arls, Mondelez Deutschland, Nestlé, Cargill
           แนวโน้มตลาด นอกจากความนิยมสินค้าไทยที่เป็นต้นทุนที่สำคัญแล้ว ผู้บริโภคเยอรมนียังให้ความสนใจ (1) ผลิตภัณฑ์อินทรีย์ (2) อาหารเพื่อสุขภาพ มี ปย. และตอบความต้องการพิเศษ อาทิ lactose-free หรือ gluten-free (3) อาหารสำเร็จรูป/พร้อมรับประทาน (4) อาหารที่มีการผลิตที่เป็นธรรม (fair trade)
           อาหารเสริมความงาม (beauty foods) (6) อาหารฮาลาล โดยคำนึงว่า ปัจจุบัน เยอรมนีมี ปชก. อิสลาม อาศัยอยู่กว่า 4 ล้านคน (จากตุรกี ประมาณ 3 ล้านคน)
        • ก่อสร้าง/วัสดุ
           ในปี 2556 ธุรกิจก่อสร้าง/วัสดุ มีมูลค่า 128.58 พันล้านยูโร คิดเป็นร้อยละ 4.7 ของ GDP มีการขออนุญาตโครงการใหม่ 213,362 โครงการและมีโครงการแล้วเสร็จ 194,277 โครงการ มีการจ้างงานกว่า 2 ล้านคน
           นโยบายพลังงานของรัฐบาลสหพันธ์ฯ ให้ความสำคัญกับการบูรณะอาคารเป็นลำดับต้นเนื่องจากผลการศึกษาพบว่า การใช้ไฟฟ้าในอาคารและโรงงานมีสัดส่วนเป็นอันดับ 1 ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศ (รองลงมา ได้แก่ คมนาคม ครัวเรือน) ทำให้อุปสงค์ในธุรกิจก่อสร้างเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สมาพันธ์ธุรกิจก่อสร้างแห่งเยอรมนี (ZDB) ได้ประเมินตัวเลขการเติบโตในปี 2556 ที่ร้อยละ 1.9 โดยเฉพาะบ้านพักอาศัย เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.4 คิดเป็นมูลค่า 33.6 พันล้านยูโร และมีบ้านที่ก่อสร้างแล้วเสร็จกว่า 230,000 หลัง
           สอท. สนับสนุนโครงการ Thai-German Construction Academy ตั้งแต่ปี 2553 เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงเครือข่ายวิชาการไทย-เยอรมนี ซึ่งที่ผ่านมา มี MOU แล้ว 2 ฉบับ จึงน่าจะสามารถใช้ประโยชน์ให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม

*** สามารถอ่านข้อมูลฉบับเต็มได้ที่ "มุมสมาชิก"
28 กรกฎาคม 2557
แหล่งข้อมูล: สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

Back to the list

More Related

  • สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลินประชาสัมพันธ์ฯ งาน Energy Storage Europe 2018 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 13 - 15 มีนาคม 2561 ณ เมืองดึสเซ็ลดอร์ฟ เยอรมนี โดยสมาคมอุตสาหกรรมการเก็บพลังงานเยอรมัน  เพื่อเป็นแสดงสินค้าและนวัตกรรมลักษณะ B2B ด้านการเก็บพลังงาน (energy storage) ที่ใหญ่ที่สุดงานหนึ่งโลก
  • เมื่อต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น รัฐบาลเยอรมนีเริ่มออกมาตรการกระตุ้นให้คนซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นตั้งแต่ปี 2559 ในขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ของเยอรมนีเร่งพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์โลกในอนาคต
  •           Adlershof Science Park เป็นอุทยานวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมต้นแบบชั้นนำของประเทศเยอรมนี ที่เป็นศูนย์รวมของหน่วยงานด้านวิจัยและนวัตกรรม ได้แก่ ที่มีทั้งศูนย์เทคโนโลยีและศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ (Incubator) กว่า 90 แห่งกระจายไปตามสาขาต่าง ๆ สถาบันวิจัยมากมายทั้งที่ไม่ใช่มหาลัยและสถาบันในระดับมหาวิทยาลัย เช่น Humboldt University รวมแล้วกว่า 20 แห่ง และบริษัทต่าง ๆ มากกว่า 1,000 แห่ง ในนิคมอุตสาหกรรมย่อย ๆ กว่า 16 โครงการ โดยมีบริษัทเกี่ยวกับเทคโนโลยีขั้นสูง 460 แห่ง มีพนักงานทั้งหมด 16,000 คน <br />
              Adlershof เป็นนิคมวิจัยที่มีสิ่งแวดล้อม (eco-system) ที่เหมาะสมสำหรับเอกชนในการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อตอบสนองความต้องการของบริษัทเอกชน สอดคล้องกับหลักการที่ว่า อุทยานวิทยาศาสตร์ควรประกอบด้วยองค์ประกอบสามส่วนในการสร้างนวัตกรรม (innovation triple helix) ได้แก่ 1. บริษัทเอกชน ซึ่งเป็นที่มาของแหล่งเงินทุนแอละโจทย์การวิจัย 2. สถาบันวิจัย ซึ่งเป็นแหล่งที่มาขององค์ความรู้และการวิจัยประยุกต์ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย เช่น ห้องแล็บ และ 3. สถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของการวิจัยขั้นพื้นฐานและเป็นผู้สร้างนักวิจัยที่มีคุณภาพ <br />
              ด้วยเหตุนี้ Adlershof จึงประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการสร้างนวัตกรรมที่เอกชนสามารนำไปสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้ และสามารถขยายโครงสร้างองค์การอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันมีส่วนให้บริการมากมาย ศูนย์บริการหลักๆ ได้แก่ ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ (incubator) ที่ให้บริการผู้ประกอบการ หรือ บริษัทตั้งแต่ ด้านการจัดเตรียมเอกสาร ใบอนุญาต ด้านการตลาด และการส่งต่อเทคโนโลยี ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีดิจิทัลในSMEs และ ศูนย์วิจัยข้อมูลทางสถิติ <br />
    หัวใจของ Adlershof คือ ศูนย์วิจัยในสาขาต่าง ๆ ได้แก่  ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีชีวภาพและสิ่งแวดล้อม ศูนย์วิจัย Photonics and Optics ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและมัลติมีเดีย ศูนย์วิจัย Microsystems and Materials และศูนย์วิจัยเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy)<br />
               การทำงานของ Adlershof  เริ่มตั้งแต่การปูรากฐานการทำวิจัย การทํางานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานวิจัยและบริษัทผู้ผลิต เพื่อปรับปรุง และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่สามารถนำมาใช้งานได้จริง และสามารถนำไปสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ ประกอบกับการมีเครือข่ายที่กว้างขวาง Adlershof จึงช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจของบริษัทในการพบปะกับบริษัทชั้นนำมากมาย<br />
               ลักษณะสำคัญของ Adlershof  คือ  <br />
               1.    การที่รัฐบาลริเริ่มโครงการแล้วส่งต่อให้ภาคเอกชนเป็นผู้บริหารจัดการ ด้วยแนวทางการบริหารแบบเอกชนนี้เอง ปัจจุบันมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นภายใน Adlershof กว่า 70% ของรายได้ต่อปีกว่า 2 พันล้านยูโร จึงมาจากภาคเอกชน<br />
               2.    จุดมุ่งหมายในการทำการวิจัย คือ เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ใช้การได้มากกว่าหารายได้จากแหล่งอื่น ๆ ไม่เน้นการสร้างงานวิจัยเพื่อผลงานทางวิชาการ แต่ไม่นำมาปรับใช้ หรือที่เรียกว่า ขึ้นหิ้ง<br />
               3.     การสร้างเครือข่ายจากจุดแข็งของกรุงเบอร์ลิน ในการเป็นศูนย์บ่มเพาะธุรกิจสำหรับ Start-ups ที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 1 ของโลก <br />
               4.    มุ่งแสวงหาผู้ประกอบการรายใหม่ (“incubees”) เพื่อนำมาบ่มเพาะกับเทคโนโลยี และร่วมมือกับ บริษัท ขนาดใหญ่ที่อาจมีการแตกหน่อทางธุรกิจใหม่ ๆ<br />
               จากการเยี่ยมศึกษาดูงานที่ Adlershof ของ ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2560 ฝ่ายไทยได้เล็งเห็นถึงโอกาสที่จะเรียนรู้ประสบการณ์จาก Adlershof รวมทังขยายความร่วมมือระหว่าง Adlershof กับอุทยานวิทยาศาสตร์ของไทย ทั้งด้าโดยเฉพาะด้าน การวางระบบศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเพื่อให้ผู้ประกอบการเข้มแข็งและมีการลงทุนด้าน R & D อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลทางธุรกิจมากที่สุด และการศึกษาโครงสร้างเครือข่าย R & D ของ Adlershof ให้แก่ผู้ประกอบการตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ที่ไทยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทั้งกับผู้ประกอบการระดับ high-tech หรือ mid-tech ได้ <br />
  • สถานเอกอัครราขทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญชาวเยอรมัน 2 คน ได้แก่ Dr. Christina Schmidt-Holtmann ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล จากกระทรวงเศรษฐกิจและพลังงานของเยอรมนี และนาย Lutz Haase ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร FTWK ซึ่งเป็น start-up ด้านบริการสุขภาพที่ประสบความสำเร็จ เดินทางเยือนประเทศไทยระหว่างวันที่ 18 – 24 กันยายน 2560 เพื่อขยายหุ้นส่วนด้านเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างไทยกับเยอรมนี และร่วมเป็นวิทยากรในงานสัมมนา Green and Innovative Economy ซึ่งในปีนี้ จัดในหัวข้อ Digital Agenda ของเยอรมนีกับโอกาสทางธุรกิจของไทย เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2560 ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพมหานคร
  • สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ Train the Trainer ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 19-24 มีนาคม 2559 ที่สถานเอกอัครราชทูตฯ แก่คณะผู้บริหารและครูอาชีวะจากวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเทคนิคทั่วประเทศไทย ตามโครงการต่อยอดความร่วมมืออาชีวศึกษาไทย-เยอรมัน ประจำปี 2559 โดยผู้เชี่ยวชาญเยอรมันจากสถาบัน IRATEC เพื่อต่อยอดการถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศในการพัฒนาทักษะแรงงานคุณภาพและการบริหารจัดการระบบอาชีวศึกษาทวิภาคี โดยชมการสาธิตและลงมือปฏิบัติจริงตามหัวข้อต่างๆ และเยี่ยมชมศูนย์ฝึกงานของบริษัทเยอรมันด้วย<br />
    <br />
    ในโอกาสที่ พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เดินทางเยือนกรุงเบอร์ลิน เพื่อเข้าร่วมการประชุม Berlin Energy Transition Dialogue เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2559 รัฐมนตรีฯ ในฐานะอดีตสมาชิก สนช. คณะกรรมาธิการด้านการศึกษาและการกีฬา จึงได้ให้คณะครูอาชีวะ ที่เข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการ Train the Trainer ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 19-24 มีนาคม 2559 ที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน เข้าพบและให้โอวาทแก่คณะ โดยกล่าวว่า รัฐบาลได้ตั้งเป้าปฏิรูปอาชีวศึกษา เพื่อให้ประชาชนมีรายได้ มีงานทำ มีศักดิ์ศรีและมีคุณค่าในสังคม อาชีวศึกษาและพลังงานทดแทนเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกหนีกันได้ จึงขอให้ทุกคนมุ่งมั่นพัฒนาตนเอง ปัจจุบัน นโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ การตั้งนิคมอุตสาหกรรม และส่งเสริมการลงทุนในสาขาต่างๆ ในหลายจังหวัด จะช่วยให้มีการจ้างงานอีกมาก หากไทยมีบุคลากรคุณภาพ จะสามารถพัฒนาเป็นประเทศต้นน้ำและปลายน้ำที่ดีได้ ในช่วงท้าย เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ได้บรรยายสรุปกิจกรรมที่ผ่านมาของสถานเอกอัครราชทูตฯ และแนวทางความร่วมมือไทย-เยอรมันในอนาคต โดยเฉพาะการจัดทำหลักสูตรการฝึกงานของนักศึกษา และหลักสูตรการพัฒนาครูฝึก/ครูช่างในสถานประกอบการ

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ