รัฐบาลโมดีแจกแจงงบประมาณประจำปี 2557-2558
รัฐบาลโมดีแจกแจงงบประมาณประจำปี 2557-2558
     เมื่อเร็วๆ นี้ นายอรุณ เชฏลี (Arun Jaitley) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของอินเดีย ได้แถลงแผนการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ (นายนเรนทรา โมดี) ประจำปี 2557-2558 (สิงหาคม 2557-มีนาคม 2558)

     สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี เห็นว่า การแถลงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการบริหารประเทศของรัฐบาลใหม่ชุดนี้ จึงฝากข้อมูลมาเผยแพร่ผ่านศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กระทรวงการต่างประเทศ ณ ที่นี้

     โครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557-2558 รัฐบาลอินเดียมีแผนใช้จ่ายงบประมาณทั้งสิ้น 17,948,920 ล้านรูปี (ประมาณ 10 ล้านล้านบาท) เป็นงบประมาณแบบขาดดุล 4.1% ของ GDP (ตั้งเป้าจะลดการขาดดุลเหลือ 3.6% และ 3% ของ GDP ในปี 2558-2559 และ 2559-2560 ตามลำดับ)

     แผนการใช้จ่ายงบประมาณและนโยบายด้านต่าง ๆ ดังนี้

     ด้านการทหาร จัดสรรงบประมาณด้านการทหารทั้งสิ้น 2.29 ล้านล้านรูปี (ประมาณ 1.28 ล้านล้านบาท) ประมาณ 12.8% ของงบประมาณทั้งหมด โดยจะส่งเสริมการพัฒนาความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมทหารของประเทศด้วยการเพิ่มเพดานการลงทุน FDI ด้านการทหารจาก 26% เป็น 49%

     ด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านมาตรการเหล่านี้

     - ส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ (FDI) โดยปรับเพิ่มเพดานการลงทุนในสาขาต่าง ๆ เช่น ด้านการทหาร และประกัน (เพิ่มเพดานการลงทุนของต่างชาติจากร้อยละ 26 เป็นร้อยละ 49) การพัฒนา Smart Cities (ผ่อนปรนกฎระเบียบสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้าร่วมโครงการก่อสร้าง) และสาขาการผลิต (อนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติขายสินค้าที่ผลิตในอินเดียแบบขายปลีกและผ่าน e-Commerce)

     - พัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศ สร้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับรากหญ้า

     - ปรับเพิ่มฐานรายได้ขั้นต่ำสำหรับการเก็บภาษีรายได้ เพื่อแบ่งเบาภาระประชาชนระดับรากหญ้า รวมทั้งเพิ่มสิทธิพิเศษทางภาษีแก่เอกชนที่เข้ามาลงทุน เพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ส่วนนักลงทุนต่างชาติ รัฐบาลจะเร่งพิจารณาการใช้ระบบภาษีสินค้าและบริการระบบเดียวทั้งประเทศ (Goods and Service Tax หรือ GST) และจะเพิ่มความเป็นธรรมให้กับบริษัทต่างชาติที่มีข้อพิพาทด้านภาษีกับรัฐบาล

     - พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลจะพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities) รอบหัวเมืองใหญ่จำนวน 100 เมือง เพื่อรองรับการขยายตัวของชนชั้นกลาง และจะจัดตั้งกองทุนพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อหาแหล่งทุนในการสนับสนุนโครงการก่อสร้างเส้นทางคมนาคม ระบบขนส่งมวลชน ที่พักอาศัยราคาประหยัด รวมถึงการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

     - พัฒนาภาคอุตสาหกรรม เดินหน้าพัฒนาระเบียงอุตสาหกรรมทั่วอินเดียเพิ่มเติมจากระเบียงอุตสาหกรรมเดลี-มุมไบ (DMIC) ได้แก่ ระเบียงอมริตสาร์-กัลกัตตา บังกาลอร์-มุมไบ เจนไน-บังกาลอร์ และเจนไน-ไวแซก โดยจะจัดตั้ง National Industrial Corridors Authority ขึ้นมาดูแลโครงการทั้งหมด นอกจากนี้ จะพัฒนาระบบ eBiz เพื่อเป็นศูนย์บริการเบ็ดเสร็จสำหรับการขออนุญาตดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมได้ตลอด 24 ชั่วโมง ภายใน 31 ธันวาคม 2557

     - พัฒนาภาคเกษตรกรรม โดยจะตั้งกองทุนเพื่อพยุงราคาสินค้าเกษตร (Price Stabilization Fund) ด้วยทุนตั้งต้น 5 พันล้านรูปี (ประมาณ 2.8 พันล้านบาท) จัดตั้ง National Market และ Farmer’s Markets ในเมืองต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาพ่อค้าคนกลาง ปล่อยกู้สินเชื่อเพื่อเกษตร และพัฒนาระบบชลประทาน

     ด้านสังคม รัฐบาลอินเดียให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของชนชั้นรากหญ้า โดยเฉพาะชนกลุ่มน้อย โดยมีนโยบายสำคัญ ดังนี้

     - พัฒนาชนบท เร่งพัฒนาระบบสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา และจัดสรรที่อยู่อาศัยให้คนชนบทภายใต้โครงการ Rural Housing Scheme ผ่านธนาคาร National Housing Bank

     - ดูแลชนกลุ่มน้อยและผู้ด้อยโอกาส จัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนสวัสดิการของชนกลุ่มน้อย Scheduled Castes / Scheduled Tribes เด็กและสตรี นอกจากนั้น ชาวมุสลิมที่เป็นชนกลุ่มน้อยจะได้รับงบประมาณเพื่อพัฒนาโรงเรียนสอนศาสนา (Madrasas) ให้ทันสมัยมากขึ้น

     - พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยจะให้ความสำคัญกับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (อายุ 6-14 ปี) และจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา สำหรับระดับอุดมศึกษาจะจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีอินเดีย (IIT) และสถาบันการจัดการอินเดีย (IIM) เพิ่มเติมในรัฐต่างๆ

     - พัฒนาระบบสาธารณสุข ตั้งเป้าให้ทุกครัวเรือนมีระบบสุขอนามัยแบบครบวงจรภายในปี 2562 ซึ่งตรงกับปีแห่งการเฉลิมฉลองวันเกิดครบรอบ 150 ปี มหาตมะคานธี และจะจัดตั้งสถาบันทางการแพทย์เช่นเดียวกับ All India Institute of Medical Sciences (AIIMS) ที่กรุงนิวเดลี ในรัฐอานธรประเทศ รัฐเบงกอลตะวันตก รัฐมหาราษฏระ และรัฐอุตตรประเทศ

     อนึ่ง ในโอกาสการแถลงแผนงบประมาณข้างต้น รัฐมนตรีคลังอินเดียได้กล่าวถึงผลสำรวจ Economic Survey 2013-2014 ของอินเดียด้วย ซึ่งสรุปได้ว่า ปัญหาเร่งด่วนที่อินเดียต้องเร่งแก้ไข คือ การมีอัตราการเติบโต GDP ซึ่งต่ำกว่า 5% สองปีติดต่อกัน ปัญหาอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง และการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น การชะลอตัวของการลงทุนและการผลิตทางอุตสาหกรรม ฯลฯ

     แผนการใช้จ่ายของรัฐบาลชี้ชัดว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยชู “Gujarat model” เป็นต้นแบบของการพัฒนาประเทศ ใช้แนวทางการบริหารแบบ Minimum Government, Maximun Governance ลดการอุดหนุนจากภาครัฐ ตลอดจนเน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งภาคเอกชนไทยควรเข้าไปลงทุนในโครงการต่าง ๆ ที่ได้ริเริ่มโดยรัฐบาลโมดี อาทิ การพัฒนาระเบียงอุตสาหกรรม การสร้าง Smart Cities โครงสร้างพื้นฐานสำหรับที่อยู่อาศัย หรือแม้แต่การส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยสู่ตลาดชนชั้นกลางซึ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี กล่าวทิ้งท้าย


ขอบคุณรูปภาพจาก : sameaf.mfa.go.th
7 สิงหาคม 2557
แหล่งข้อมูล: สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ