ภาพรวมเศรษฐกิจกรีซผ่านสายตาของ IMF
ภาพรวมเศรษฐกิจกรีซผ่านสายตาของ IMF
     เมื่อเร็วๆ นี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เผยแพร่รายงานฉบับที่ 3 ประเมินความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของกรีซ (http://www.imf.org/external/pubs/ft/scr/2014/cr14151.pdf)

     โดยเป็นการแก้ไขปัญหาตามแนวทางของธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank) คณะกรรมาธิการยุโรป(European Commission) และ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund) หรือที่รู้จักกันในนาม “Troika”

     ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กระทรวงการต่างประเทศ เห็นว่า รายงานดังกล่าวมีประเด็นที่น่าสนใจ โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจกับยุโรป จึงขอสรุปสาระสำคัญมา ณ ที่นี้

ภาพรวมเศรษฐกิจกรีซ

     IMF ยอมรับว่า ในปีที่ผ่านมา ภาพรวมเศรษฐกิจของกรีซอยู่ในเกณฑ์ดี โดยสามารถปรับระบบการเงินการคลังได้ดุลงบประมาณ (primary surplus) ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น และส่งผลให้รัฐบาลประสบความสำเร็จในการขายพันธบัตรรัฐบาลอายุ 3-5 ปี (medium-term bond) ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกว่าเศรษฐกิจกรีซจะปรับตัวดีขึ้น หลังจากที่จมดิ่งยาวนานถึง 6 ปี อย่างไรก็ดี กรีซยังคงต้องเผชิญกับปัญหาที่คั่งค้างในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปภาคการผลิตที่ล่าช้า สินค้าที่ขาดความหลากหลายและไม่อยู่ในภาวะที่จะแข่งขัน ซึ่งทำให้เกิดการว่างงานเพิ่มขึ้นถึง 26.5% โดย 2 ใน 3 เป็นกลุ่มว่างงานต่อเนื่อง นอกจากนั้น ในช่วงระหว่างปี 2009-2012 กรีซยังคงประสบภาวะความยากจนที่เพิ่มขึ้นจาก 20% เป็น 23% รวมถึงการกระจายรายได้ที่ลดลงด้วยเช่นกัน

     ในรายงานยังได้ระบุถึงเสถียรภาพของรัฐบาลกรีซ ว่ามีผลต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างมาก เนื่องจากที่ผ่านมา IMF ได้ดำเนินโครงการ Extended Fund Facility (EFF) สำหรับกรีซ ซึ่งการดำเนินโครงการนี้ จำเป็นจะต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน อย่างไรก็ดี การปฏิรูปไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น เพราะไม่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายการเมือง และรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพเท่าที่ควร (เสียงสนับสนุน 152 เสียงต่อ 300 เสียง) ทำให้ขาดพลังขับเคลื่อนที่เข้มแข็ง

     ข้อสรุปของ IMF เกี่ยวกับเศรษฐกิจกรีซในปีที่ผ่านมา

     - งบประมาณเกินดุลของรัฐบาลกรีซในปี 2556 คิดเป็นเงินราว 800 ล้านยูโร หรือ 0.8% ของ GDP

     - Real GDP = -3.9% ของ GDP (จากที่คาดการณ์ไว้ -4.2% ของ GDP) และ GDP กรีซช่วงไตรมาสแรกของปี 2557 = -1.1% ของ GDP คาดว่าจะกระเตื้องขึ้นในครึ่งปีหลังที่มาจากรายได้การท่องเที่ยวที่สูงขึ้น โดยเศรษฐกิจของกรีซจะเติบโต +0.6% ของ GDP ในปีนี้

     - ค่าเงินยูโรในประเทศอ่อนลง แต่อัตราแลกเปลี่ยนที่เป็นจริง (Real Effective Exchange Rate- REER) ยังมีมูลค่าสูง ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นเช่นเดียวกับดัชนีราคาผู้บริโภค (สินค้าอุปโภคบริโภคมีราคาแพง)

     - แม้ในปี 2556 ดุลบัญชีเดินสะพัดระหว่างประเทศ (External Current Account) ได้ปรับตัวสมดุลเป็นครั้งแรกในช่วงสิบปีที่ผ่านมา แต่ภาคการส่งออกยังอ่อนแอมากเมื่อเทียบกับสมาชิกอียูที่มีเศรษฐกิจระดับเดียวกับกรีซ และภาวะสมดุลของบัญชีเดินสะพัดส่วนใหญ่มาจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยว การส่งออกน้ำมัน เงินช่วยเหลือจากอียู และการนำเข้าสินค้าจากต่างชาติลดลง

     - รัฐบาลกรีซได้ปฏิบัติตามมาตรการทางเศรษฐกิจสำหรับปี 2556 ตามที่ตกลงไว้กับ Troika ทั้งหมด แต่ไม่สำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ IMF ได้คาดการณ์ด้วยว่าจะยังมีช่องโหว่ของงบประมาณปี 2558 อีก 2 พันล้านยูโร และปี 2559 อีก 3.7 พันล้านยูโร ดังนั้น IMF จึงเรียกร้องให้รัฐบาลกรีซออกมาตรการหารายได้เพิ่มเติม

     ข้อเสนอของ IMF ต่อรัฐบาลกรีซ

     1. IMF ได้เรียกร้องให้อียูซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาหนี้สินของกรีซ เพื่อให้กรีซสามารถลดหนี้สาธารณะที่มีอยู่ปริมาณ 174% ของ GDP ให้เหลือ 128% ของ GDP ภายในปี 2563 และเหลือ 117% ของ GDP ภายในปี 2565 โดยได้นำเสนอแนวทางต่าง ๆ ดังนี้

          - ตั้งเป้าการบริหารงบประมาณปี 2557 ให้ได้เกินดุล 1.5% ของ GDP

          - เร่งรัดปฏิรูปโครงสร้างการให้บริการสาธารณะ ลดขั้นตอนที่ทำให้ล่าช้า

          - เปิดเสรีในการกำหนดค่าเช่าสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์

          - เปิดเสรีด้านการขนส่งทุกด้าน

          - ลดต้นทุนด้านพลังงานเพื่อส่งเสริมการลงทุน

          - เพิ่มทุนหมุนเวียนสำหรับธนาคารพาณิชย์ 

     2. IMF ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับนโยบายการหาเสียงเลือกตั้งของรัฐบาล ที่เน้นให้เงินช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อย รวมถึงไม่มีการบังคับใช้มาตรการเศรษฐกิจใหม่ ๆ เพิ่มเติม นอกจากนั้น IMF ระบุด้วยว่า รัฐบาลจะไม่สามารถปรับขึ้นเงินเดือนและเงินบำนาญในภาวะเศรษฐกิจของกรีซในปัจจุบัน ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้จะลากยาวไปจนถึงการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่จะมีขึ้นประมาณกลางปี 2559 โดย IMF ได้เสนอมาตรการลดการใช้จ่ายใน 3 ด้าน ได้แก่

          ด้านการจ้างงาน

               - IMF เสนอให้รัฐบาลปรับลดจำนวนเจ้าหน้าที่ของรัฐลงอีกภายหลังปี 2558 ซึ่งถึงแม้จะเป็นช่วงที่กรีซได้ออกจากโครงการช่วยเหลือของ Troika แล้วก็ตาม อย่างไรก็ดี ภายใต้ข้อตกลงของ Troika รัฐบาลจะต้องปลดเจ้าหน้าที่รัฐจำนวน 11,000 คน ภายในปี 2557

               - เสนอให้ลดการจ่ายเงินชดเชยการปลดพนักงานหรือลูกจ้าง โดยเฉพาะการให้คนงานออกจากงานเป็นจำนวนมาก อาทิ กรณีการปิดกิจการ ฯลฯ ทั้งนี้ IMF ขอให้ดำเนินการภายในตุลาคมนี้

               - เสนอให้กำหนดอัตราค่าจ้างและขึ้นค่าจ้างในลักษณะเป็นการตกลงกันเองระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง รวมทั้งให้ยกเลิกการจ้างงานที่ระบุให้ขึ้นเงินเดือนทุก 3 ปี

               - เสนอให้แก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิและอำนาจในการนัดหยุดงาน จากที่เคยใช้เสียงส่วนใหญ่ของกรรมการสหภาพแรงงานเปลี่ยนเป็นใช้เสียงข้างมากจากสมาชิกสหภาพทั้งหมด รวมทั้งเสนอให้สิทธิต่อสมาคมนายจ้างในการต่อต้านการนัดหยุดงาน อาทิ ปิดโรงงานในวันนัดหยุดงาน (lock out) ฯลฯ

          ด้านประกันสังคม

               - ปัจจุบันรัฐบาลกรีซมีรายจ่ายด้านประกันสังคมคิดเป็น 17% ของ GDP ซึ่ง IMF เห็นว่า ทั้งรายจ่ายของรัฐบาลกรีซด้านการรักษาพยาบาลและการจ่ายเงินบำนาญมีปริมาณมากเกินไป จึงเสนอให้ตัดรายจ่ายด้านนี้ลงอีก

               - ให้รัฐบาลกรีซเข้าไปตรวจสอบระบบการจัดเก็บ-จ่ายเบี้ยประกันสังคมของธุรกิจห้างร้าน หากจำเป็นรัฐบาลกรีซสามารถเข้าแทรกแซงหรือจัดการกับกองทุนประกันสังคมแต่ละแห่งได้

          ด้านเกี่ยวกับภาษี

               - รัฐบาลกรีซยังต้องเก็บภาษีในอัตราที่สูงต่อไปควบคู่กับการตัดรายจ่ายลงอีก

               - เร่งรัดให้ปฏิรูประบบการจัดเก็บภาษีที่กำลังดำเนินอยู่ให้เห็นผลโดยเร็ว

               - ไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลกรีซจะออกระเบียบใหม่เพื่ออะลุ้มอะล่วยให้กับการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มและผ่อนปรนให้กลุ่มธุรกิจที่ติดค้างการชำระภาษีให้รัฐอยู่

     สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเอเธนส์ ให้ข้อมูลด้วยว่า รายงานของ IMF ฉบับนี้ ได้แสดงความวิตกเกี่ยวกับคำตัดสินของศาลปกครองของกรีซที่ให้รัฐบาลคืนเงินเดือนและเงินบำนาญของข้าราชการในเครื่องแบบ ซึ่งในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้หักเงินเดือน เงินบำนาญ ตลอดจนปลดพนักงาน หรือลูกจ้างภาครัฐ เพื่อให้เป็นไปตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับกลุ่มเจ้าหนี้เงินกู้ นอกจากนั้น ศาลยังตัดสินด้วยว่าการเก็บภาษีอหังสาริมทรัพย์ของรัฐบาลมีความซ้ำซ้อนและผิดกฎหมาย ซึ่ง IMF มองว่าการตัดสินนี้จะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินมาตรการเศรษฐกิจที่กรีซได้ตกลงไว้แล้วกับ Troika


ขอบคุณรูปภาพจาก : www.sntsky.com
15 สิงหาคม 2557
แหล่งข้อมูล: สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเอเธนส์
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • โปรตุเกสอาจไม่ใช่ประเทศลำดับต้น ๆ ที่โลกนึกถึงถ้าจะต้องเลือกไปค้าและลงทุน ณ เวลานี้ แต่สำหรับประเทศไทย เป็นจังหวะที่น่าสนใจ ต้นเดือน ก.ค. ศกนี้ กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ ชวนไปสำรวจโอกาสในโปรตุเกสด้วยกัน เพราะกำลังจะจะมีการหารือสองฝ่ายที่เรียกว่า การประชุม Political Dialogue ไทย-โปรตุเกส ครั้งที่ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 8 ก.ค. 2559 ที่กรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส ไทยอยากผลักดันเรื่องอะไรกับโปรตุเกส เวทีนี้คือโอกาส
  • แรงจูงใจทางด้านภาษีคือแม่เหล็กสำคัญที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ใช้ดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ รัฐบาลในอียูหลายประเทศก็เช่นกัน ต่างแข่งขันกันลดภาษีดึงดูดการลงทุน จนเรียกได้ว่ากลายเป็นสงครามภาษีระหว่างประเทศ  หรือ International Tax War แต่ตอนนี้ เอกชนที่ไปลงทุนในอียูคงต้องระวังมากขึ้น เพราะแรงจูงใจทางภาษีที่ได้รับ อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายบริษัท หากไม่ได้ตรวจสอบให้ดีก่อนว่า การลดหรือยกเว้นภาษีนั้นผิดกฎการอุดหนุนโดยภาครัฐ  
  • ฟินแลนด์ ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย นอกจากจะเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านความสวยงามทางธรรมชาติท่ามกลางบรรยากาศอันหนาวเย็น
  • สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Decision 2015/1338 of 30 July 2015 amending Decision 2011/163/EU on the approval of plans submitted by third countries in accordance with Article 29 of Council Directive 96/23/EC ซึ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไขบัญชีรายชื่อประเทศที่สามที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าสินค้าที่ปลอดสารตกค้่าง
  • เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ทางสหภาพยุโรปได้ออกประกาศกฎระเบียบ 2 ฉบับ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้...
  • เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๘ สหภาพยุโรปออกประกาศกฎระเบียบ Commission Regulation (EU) 2015/1005 of 25 June 2015 amending Regulation (EC) No 1881/2006 as regards maximum levels of lead in certain foodstuffs โดยตีพิมพ์ใน EU Official Journal L 161/9 ซึ่งเป็น การกำหนดระดับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่ว (lead) ในสินค้าอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน อันเป็นการแก้ไขกฎระเบียบเดิม ซึ่งได้แก่ Regulation (EC) No 1881/2006 เพื่อให้สอดคล้องกับผลงานวิจัย ของคณะทำงาน CONTAM Panel ของ EFSA ซึ่งได้ระบุว่า สารตะกั่วที่ได้รับผ่านการบริโภคอาหาร สามารถก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อพัฒนาการทางสมองในเด็กเล็ก และก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และ ความเป็นพิษต่อไตในผู้ใหญ่ได้ จึงเห็นควรให้มีการปกป้องกลุ่มผู้บริโภคที่มีความเสี่ยง คือ กลุ่มเด็กเล็กและ ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ ดังนั้น ในครั้งนี้ จึงให้มีการปรับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่วในสินค้าพืช สัตว์ และสัตว์น้ำบางรายการขึ้นใหม่...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ