นโยบายของอิตาลีในฐานะประธานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปหมุนเวียน (Rotating presidency of the Council of the European Union)
นโยบายของอิตาลีในฐานะประธานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปหมุนเวียน (Rotating presidency of the Council of the European Union)
        เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2557 กระทรวงการต่างประเทศอิตาลี ได้จัดบรรยายสรุปให้คณะทูตต่างประเทศประจำอิตาลีทราบเกี่ยวกับนโยบายที่ รัฐบาลอิตาลีให้ความสำคัญและต้องการผลักดัน ในช่วงที่อิตาลีดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (EU) หมุนเวียน (Rotating presidency of the Council of the European Union) ระหว่างวันที่ 1  กรกฎาคม – 31  ธันวาคม 2557 โดยจะเน้นประเด็นต่างๆ ดังนี้

        1. การกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน

        2. การหาท่าทีร่วมของ EU ในประเด็นสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพ

        3. การเพิ่มบทบาทด้านต่างประเทศของ EU

         แนวนโยบายดังกล่าวสะท้อนถึงความประสงค์ของฝ่ายอิตาลีเองในหลายประเด็น เช่น (1) การกระตุ้นการจ้างงานในกลุ่มคนหนุ่มสาว (2) การพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) (3) การส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนรวมทั้งความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนต่าง ๆ ทั้งกับ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และแคนาดา (4) การจัดงาน EXPO 2015 ในปี 2558 ที่นครมิลาน (5) การเพิ่มปฏิสัมพันธ์กับเอเชีย โดยเฉพาะการจัดการประชุมผู้นำ Asia – Europe Meeting ครั้งที่ 10 (ASEM 10) (6) การพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งจะมีส่วนช่วยสนับสนุนการแก้ปัญหาและปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของอิตาลี (7) การจัดทำนโยบายร่วมของ EU และการแบ่งเบาภาระในหมู่ประเทศสมาชิก EU ในเรื่องการดูแลผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ รวมทั้งการบริหารจัดการชายแดน (8) เสถียรภาพและความั่นคงในแอฟริกาเหนือและตะวันออกกลาง เพื่อช่วยแก้ปัญหาและลดภาระของอิตาลีในการดูแลผู้อพยพจากแอฟริกาเหนือที่เดินทางเข้า EU มาทางเรือโดยผ่านอิตาลี  

         แนวนโยบายต่างๆ ดังกล่าวมีความต่อเนื่องจากกรีซซึ่งดำรงตำแหน่งประธานสมัยก่อนหน้านี้ (มกราคม– มิถุนายน 2557) และสอดคล้องกับแนวนโยบายหลักของ EU ที่มุ่งไปสู่การรวมตัวที่เข้มแข็งมากขึ้น และยังคงสนับสนุนให้ EU ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์กับต่างประเทศ โดยเฉพาะกับเอเชียซึ่งเป็นศูนย์กลางการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก ซึ่งน่าจะยังคงเอื้อประโยชน์ต่อไทยและอาเซียนในภาพรวมต่อไป

         ปัจจุบัน ประธานคณะมนตรีแห่ง EU หมุนเวียน มีบทบาทน้อยกว่าในช่วงก่อนที่สนธิสัญญาลิสบอนมีผลบังคับใช้เมื่อปี 2552 ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่ประเทศที่ดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีแห่ง EU จะควบตำแหน่งประธานคณะมนตรียุโรป (European Council) ซึ่งเป็นเวทีสำหรับหัวหน้าคณะรัฐบาลประเทศสมาชิกและมีหน้าที่ในการกำหนดทิศทางนโยบายของ EU ในภาพรวมด้วย อย่างไรก็ดี โดยที่คณะมนตรีแห่ง EU มีหน้าที่ในการพิจารณากฎหมายต่าง ๆ ที่คณะกรรมาธิการยุโรป (ฝ่ายบริหาร) เสนอขึ้นมา (ร่วมกับสภายุโรป) อีกทั้งยังเป็นที่ประชุมของรัฐมนตรีสาขาต่าง ๆ ของประเทศสมาชิก  ซึ่งท้ายสุดก็คือผู้ที่จะต้องนำกฎระเบียบต่าง ๆ ของ EU ไปปฏิบัติ ดังนั้น ประเทศที่ดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีแห่ง EU หมุนเวียน จึงยังคงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดเป้าหมายและนโยบายของ EU ในด้านต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศของตนเองด้วย
18 สิงหาคม 2557
แหล่งข้อมูล: กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

Back to the list

More Related

  • โปรตุเกสอาจไม่ใช่ประเทศลำดับต้น ๆ ที่โลกนึกถึงถ้าจะต้องเลือกไปค้าและลงทุน ณ เวลานี้ แต่สำหรับประเทศไทย เป็นจังหวะที่น่าสนใจ ต้นเดือน ก.ค. ศกนี้ กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ ชวนไปสำรวจโอกาสในโปรตุเกสด้วยกัน เพราะกำลังจะจะมีการหารือสองฝ่ายที่เรียกว่า การประชุม Political Dialogue ไทย-โปรตุเกส ครั้งที่ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 8 ก.ค. 2559 ที่กรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส ไทยอยากผลักดันเรื่องอะไรกับโปรตุเกส เวทีนี้คือโอกาส
  • แรงจูงใจทางด้านภาษีคือแม่เหล็กสำคัญที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ใช้ดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ รัฐบาลในอียูหลายประเทศก็เช่นกัน ต่างแข่งขันกันลดภาษีดึงดูดการลงทุน จนเรียกได้ว่ากลายเป็นสงครามภาษีระหว่างประเทศ  หรือ International Tax War แต่ตอนนี้ เอกชนที่ไปลงทุนในอียูคงต้องระวังมากขึ้น เพราะแรงจูงใจทางภาษีที่ได้รับ อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายบริษัท หากไม่ได้ตรวจสอบให้ดีก่อนว่า การลดหรือยกเว้นภาษีนั้นผิดกฎการอุดหนุนโดยภาครัฐ  
  • ฟินแลนด์ ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย นอกจากจะเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านความสวยงามทางธรรมชาติท่ามกลางบรรยากาศอันหนาวเย็น
  • สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Decision 2015/1338 of 30 July 2015 amending Decision 2011/163/EU on the approval of plans submitted by third countries in accordance with Article 29 of Council Directive 96/23/EC ซึ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไขบัญชีรายชื่อประเทศที่สามที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าสินค้าที่ปลอดสารตกค้่าง
  • เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ทางสหภาพยุโรปได้ออกประกาศกฎระเบียบ 2 ฉบับ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้...
  • เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๘ สหภาพยุโรปออกประกาศกฎระเบียบ Commission Regulation (EU) 2015/1005 of 25 June 2015 amending Regulation (EC) No 1881/2006 as regards maximum levels of lead in certain foodstuffs โดยตีพิมพ์ใน EU Official Journal L 161/9 ซึ่งเป็น การกำหนดระดับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่ว (lead) ในสินค้าอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน อันเป็นการแก้ไขกฎระเบียบเดิม ซึ่งได้แก่ Regulation (EC) No 1881/2006 เพื่อให้สอดคล้องกับผลงานวิจัย ของคณะทำงาน CONTAM Panel ของ EFSA ซึ่งได้ระบุว่า สารตะกั่วที่ได้รับผ่านการบริโภคอาหาร สามารถก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อพัฒนาการทางสมองในเด็กเล็ก และก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และ ความเป็นพิษต่อไตในผู้ใหญ่ได้ จึงเห็นควรให้มีการปกป้องกลุ่มผู้บริโภคที่มีความเสี่ยง คือ กลุ่มเด็กเล็กและ ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ ดังนั้น ในครั้งนี้ จึงให้มีการปรับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่วในสินค้าพืช สัตว์ และสัตว์น้ำบางรายการขึ้นใหม่...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ