ชูแคมเปญ "Make in India" สู่ฮับการผลิตสินค้าโลก
ชูแคมเปญ "Make in India" สู่ฮับการผลิตสินค้าโลก
     หากย้อนกลับไปเมื่อ 22 ปีก่อน จะเห็นว่าอินเดียและอาเซียนมุ่งมั่นที่จะเจรจาด้านเศรษฐกิจมาโดยตลอด ซึ่งตั้งแต่ปี 2545 การเจรจาด้านความสัมพันธ์และการค้าระหว่างประเทศดูเหมือนจะดีขึ้นตามลำดับ ทั้งในด้านการเมืองและความมั่นคง จนกระทั่งเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา อินเดียและอาเซียนได้บรรลุข้อตกลงการค้าเสรีในด้านการบริการและการลงทุน

     ล่าสุด อินเดียปักหมุดหมายใหม่ ด้วยการเปิดตัวโครงการ "เมก อิน อินเดีย" เพื่อส่งเสริมให้บริษัทต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ หันมาลงทุนในอินเดีย และสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับสินค้าที่ผลิตในอินเดียให้เป็นที่ยอมรับในเวทีการค้าโลก เพื่อหวังยกระดับประเทศให้เป็น "ศูนย์กลางการผลิตสินค้า" ของอาเซียนจนไปสู่ระดับโลก

     โครงการนี้ประกอบไปด้วยข้อเสนอมากมายที่จัดทำขึ้น เพื่อให้บริษัทต่างชาติสามารถเข้ามาเปิดดำเนินการและตั้งฐานการผลิตสินค้าในอินเดียได้ ด้วยความใฝ่ฝันของผู้นำประเทศที่จะยกเครื่องปัญหาเรื่องแรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงความบกพร่องทางโครงสร้างของภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรง (FDI) จากทั่วโลก เว็บไซต์ บิสซิเนส สแตนดาร์ด รายงานว่า นายนเรนทรา โมดิ นายกรัฐมนตรีแห่งเมืองภารตะ ได้เปิดตัวโครงการ "เมก อิน อินเดีย" ในกรุงนิวเดลี โดยมีเหล่าซีอีโอชั้นนำทั่วประเทศเข้าร่วมงาน

     อาทิ นายมูเกช อัมบานี ประธานและกรรมการผู้จัดการด้านความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมแห่งอินเดีย นายไซรัส พาลโลนจี มิสทรี ประธาน บริษัท ทาทา ซันส์ จำกัด และนาย คูมาร์ มานกาลาม (Kumar Mangalam) ประธาน บริษัท อดิตยา เบอร์ล่า กรุ๊ป เป็นต้นโดยผู้ร่วมงานทั้งหมดประกาศสนับสนุนโครงการดังกล่าว เพื่อตั้งเป้าหมายผลักดันให้อินเดียกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าของโลก ตามนโยบายของนายโมดิ จากพรรคบีเจพีที่ได้ประกาศไว้ในวันชาติของอินเดีย เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ด้วยการขยายสัดส่วนจีดีพีภาคการผลิตจาก 15% ปัจจุบันให้เป็น 25%

     นายมูเกช อัมบานี อภิมหาเศรษฐีชาวอินเดีย มองว่าศักยภาพการเติบโตของจีดีพีอินเดียในระยะยาวจะอยู่ที่ 8-10% ซึ่งอินเดียถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจเร็วที่สุดในโลก ดังนั้น โครงการ "เมก อิน อินเดีย" ครั้งนี้ถือเป็นแผนพัฒนาประเทศในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งแตกต่างจาก "เมก อิน อินเดีย" ที่เคยเป็นที่แพร่หลายในอดีต

     นอกจากนี้ "เดอะนิวไลท์ออฟเมียนมาร์" รายงานว่า นายกัวตัม มูโกพาดฮายา (Guatum ukhophadhaya) เอกอัครราชทูตอินเดียประจำย่างกุ้งของเมียนมาร์ กล่าวถึงโครงการเมก อิน อินเดีย ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญในการร่วมมือกับรัฐบาลเมียนมาร์ โดยเริ่มจากการส่งเสริมให้อินเดียเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้า ศูนย์กลางเพื่อการสร้างงาน และส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ

     นายมูโกพาดฮายาชี้ว่า แผนตกลงความร่วมมือตามระเบียงอุตสาหกรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนืออินเดีย-พม่า (NEIMIC) จะสามารถเชื่อมโยงไปถึงเส้นทางการคมนาคมและโปรเจ็กต์อื่น ๆ ของเมียนมาร์ได้

     "โครงการดังกล่าวไม่ใช่แค่เน้นการผลิตในอินเดียเท่านั้น แต่รวมไปถึงการลงทุนในเมียนมาร์ด้วย" นายมูโกพาดฮายาย้ำนั่นหมายถึงการเชิญชวนให้นักธุรกิจจากทั่วโลกเข้ามาลงทุนในอินเดีย และยังเชิญชวนให้ภาคอุตสาหกรรมของอินเดียไปลงทุนในเมียนมาร์เช่นกัน

     เป้าหมายสำคัญของโครงการนี้จะมุ่งส่งเสริมภาคการผลิตให้มีอัตราการเติบโตที่สูงกว่า 10% โดยยึดหลักการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งจะมุ่งเน้นไปที่การจ้างงานและการพัฒนาทักษะความสามารถ และชูศักยภาพไปยังนักลงทุนต่างชาติทั่วโลกว่า อินเดียเป็นสถานที่ที่เหมาะสมแก่การลงทุน โดยรัฐบาลอินเดียให้ความสำคัญกับภาคอุตสาหกรรม 25 ประเภท ที่สามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติได้ ประกอบด้วย อุตสาหกรรมยานยนต์, เคมี, ไอที, เภสัชกรรม, สิ่งทอ, ท่าเรือ, การบิน, เครื่องหนัง, การท่องเที่ยวและบริการ, การดูแลสุขภาพ, ระบบทางรถไฟ, อะไหล่ยานยนต์, การผลิตสินค้าตามสั่ง, พลังงานทดแทน, เหมืองแร่, ไบโอเทคโนโลยี, อิเล็กทรอนิกส์ และอื่น ๆ

     "เมก อิน อินเดีย" เป็นหนึ่งในนโยบายที่สำคัญที่เอื้อต่อนักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะด้านการลงทุน ซึ่งนายโมดิให้คำนิยามเกี่ยวกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ว่า "สำหรับอินเดีย FDI ถือเป็นเครื่องมือในการพัฒนาสำคัญเป็นอันดับแรก แต่สำหรับชาวต่างชาติ FDI คือ โอกาส"ผู้นำแดนภารตะเชื่อมั่นว่า วิสัยทัศน์ที่มีระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพ เป็นสิ่งที่นักลงทุนต่างชาติต้องการที่จะเห็นมากที่สุดในเวลานี้

     อินเดียตลาดใหญ่ใกล้อาเซียนจะกลายเป็นชาติที่น่าจับตามองที่สุด ณ เวลานี้ โดยทำหน้าที่เป็นเหมือนโรงงานของโลก หลังเศรษฐกิจจีนส่อแววสะดุด ซึ่งชาติอาเซียนเริ่มมองอินเดียเป็นพี่ใหญ่แทนจีน ขณะที่บริษัทชั้นนำของโลกหลายแห่งต่างกำลังมองหาแหล่งผลิตใหม่ที่ค่าแรงถูก แทนที่จีนซึ่งต้นทุนด้านแรงงานกำลังปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง


ขอบคุณรูปภาพจาก : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
7 ตุลาคม 2557
แหล่งข้อมูล: ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ