ชูแคมเปญ "Make in India" สู่ฮับการผลิตสินค้าโลก

ล่าสุด อินเดียปักหมุดหมายใหม่ ด้วยการเปิดตัวโครงการ "เมก อิน อินเดีย" เพื่อส่งเสริมให้บริษัทต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ หันมาลงทุนในอินเดีย และสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับสินค้าที่ผลิตในอินเดียให้เป็นที่ยอมรับในเวทีการค้าโลก เพื่อหวังยกระดับประเทศให้เป็น "ศูนย์กลางการผลิตสินค้า" ของอาเซียนจนไปสู่ระดับโลก
โครงการนี้ประกอบไปด้วยข้อเสนอมากมายที่จัดทำขึ้น เพื่อให้บริษัทต่างชาติสามารถเข้ามาเปิดดำเนินการและตั้งฐานการผลิตสินค้าในอินเดียได้ ด้วยความใฝ่ฝันของผู้นำประเทศที่จะยกเครื่องปัญหาเรื่องแรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงความบกพร่องทางโครงสร้างของภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรง (FDI) จากทั่วโลก เว็บไซต์ บิสซิเนส สแตนดาร์ด รายงานว่า นายนเรนทรา โมดิ นายกรัฐมนตรีแห่งเมืองภารตะ ได้เปิดตัวโครงการ "เมก อิน อินเดีย" ในกรุงนิวเดลี โดยมีเหล่าซีอีโอชั้นนำทั่วประเทศเข้าร่วมงาน
อาทิ นายมูเกช อัมบานี ประธานและกรรมการผู้จัดการด้านความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมแห่งอินเดีย นายไซรัส พาลโลนจี มิสทรี ประธาน บริษัท ทาทา ซันส์ จำกัด และนาย คูมาร์ มานกาลาม (Kumar Mangalam) ประธาน บริษัท อดิตยา เบอร์ล่า กรุ๊ป เป็นต้นโดยผู้ร่วมงานทั้งหมดประกาศสนับสนุนโครงการดังกล่าว เพื่อตั้งเป้าหมายผลักดันให้อินเดียกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าของโลก ตามนโยบายของนายโมดิ จากพรรคบีเจพีที่ได้ประกาศไว้ในวันชาติของอินเดีย เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ด้วยการขยายสัดส่วนจีดีพีภาคการผลิตจาก 15% ปัจจุบันให้เป็น 25%
นายมูเกช อัมบานี อภิมหาเศรษฐีชาวอินเดีย มองว่าศักยภาพการเติบโตของจีดีพีอินเดียในระยะยาวจะอยู่ที่ 8-10% ซึ่งอินเดียถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจเร็วที่สุดในโลก ดังนั้น โครงการ "เมก อิน อินเดีย" ครั้งนี้ถือเป็นแผนพัฒนาประเทศในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งแตกต่างจาก "เมก อิน อินเดีย" ที่เคยเป็นที่แพร่หลายในอดีต
นอกจากนี้ "เดอะนิวไลท์ออฟเมียนมาร์" รายงานว่า นายกัวตัม มูโกพาดฮายา (Guatum ukhophadhaya) เอกอัครราชทูตอินเดียประจำย่างกุ้งของเมียนมาร์ กล่าวถึงโครงการเมก อิน อินเดีย ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญในการร่วมมือกับรัฐบาลเมียนมาร์ โดยเริ่มจากการส่งเสริมให้อินเดียเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้า ศูนย์กลางเพื่อการสร้างงาน และส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ
นายมูโกพาดฮายาชี้ว่า แผนตกลงความร่วมมือตามระเบียงอุตสาหกรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนืออินเดีย-พม่า (NEIMIC) จะสามารถเชื่อมโยงไปถึงเส้นทางการคมนาคมและโปรเจ็กต์อื่น ๆ ของเมียนมาร์ได้
"โครงการดังกล่าวไม่ใช่แค่เน้นการผลิตในอินเดียเท่านั้น แต่รวมไปถึงการลงทุนในเมียนมาร์ด้วย" นายมูโกพาดฮายาย้ำนั่นหมายถึงการเชิญชวนให้นักธุรกิจจากทั่วโลกเข้ามาลงทุนในอินเดีย และยังเชิญชวนให้ภาคอุตสาหกรรมของอินเดียไปลงทุนในเมียนมาร์เช่นกัน
เป้าหมายสำคัญของโครงการนี้จะมุ่งส่งเสริมภาคการผลิตให้มีอัตราการเติบโตที่สูงกว่า 10% โดยยึดหลักการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งจะมุ่งเน้นไปที่การจ้างงานและการพัฒนาทักษะความสามารถ และชูศักยภาพไปยังนักลงทุนต่างชาติทั่วโลกว่า อินเดียเป็นสถานที่ที่เหมาะสมแก่การลงทุน โดยรัฐบาลอินเดียให้ความสำคัญกับภาคอุตสาหกรรม 25 ประเภท ที่สามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติได้ ประกอบด้วย อุตสาหกรรมยานยนต์, เคมี, ไอที, เภสัชกรรม, สิ่งทอ, ท่าเรือ, การบิน, เครื่องหนัง, การท่องเที่ยวและบริการ, การดูแลสุขภาพ, ระบบทางรถไฟ, อะไหล่ยานยนต์, การผลิตสินค้าตามสั่ง, พลังงานทดแทน, เหมืองแร่, ไบโอเทคโนโลยี, อิเล็กทรอนิกส์ และอื่น ๆ
"เมก อิน อินเดีย" เป็นหนึ่งในนโยบายที่สำคัญที่เอื้อต่อนักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะด้านการลงทุน ซึ่งนายโมดิให้คำนิยามเกี่ยวกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ว่า "สำหรับอินเดีย FDI ถือเป็นเครื่องมือในการพัฒนาสำคัญเป็นอันดับแรก แต่สำหรับชาวต่างชาติ FDI คือ โอกาส"ผู้นำแดนภารตะเชื่อมั่นว่า วิสัยทัศน์ที่มีระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพ เป็นสิ่งที่นักลงทุนต่างชาติต้องการที่จะเห็นมากที่สุดในเวลานี้
อินเดียตลาดใหญ่ใกล้อาเซียนจะกลายเป็นชาติที่น่าจับตามองที่สุด ณ เวลานี้ โดยทำหน้าที่เป็นเหมือนโรงงานของโลก หลังเศรษฐกิจจีนส่อแววสะดุด ซึ่งชาติอาเซียนเริ่มมองอินเดียเป็นพี่ใหญ่แทนจีน ขณะที่บริษัทชั้นนำของโลกหลายแห่งต่างกำลังมองหาแหล่งผลิตใหม่ที่ค่าแรงถูก แทนที่จีนซึ่งต้นทุนด้านแรงงานกำลังปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขอบคุณรูปภาพจาก : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
7 ตุลาคม 2557
แหล่งข้อมูล:
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
โดย:
ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
อินเดีย, ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
