ค้าขายอินเดีย อย่าพลาดสิทธิประโยชน์ด้านภาษี
ค้าขายอินเดีย อย่าพลาดสิทธิประโยชน์ด้านภาษี
         การทำธุรกิจบนพื้นฐานที่คู่ค้าได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ย่อมมีความยั่งยืนกว่าการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ได้เปรียบ เช่นเดียวกันกับความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจการค้าที่ไทยกับอินเดียมีข้อตกลงร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นกรอบความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย (Thailand-India Free Trade Agreement: TIFA) หรือกรอบความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย (ASEAN-India Free Trade Agreement: AIFTA) ล้วนเกิดขึ้นเพื่ออำนวยประโยชน์ต่อผู้ประกอบการทั้งสองประเทศ

แต่จนถึงปัจจุบันนี้ ก็ยังพบว่าอัตราการใช้สิทธิประโยชน์ด้านการลดหย่อนภาษีในการส่งออกสินค้าจากไทยไปยังอินเดียยังน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เพราะเหตุใดมาลองศึกษากันดู

        ในปี 2556 ไทยได้ส่งออกสินค้าไปยังอินเดียมูลค่ารวม 5,104.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่อินเดียส่งสินค้าเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยรวมมูลค่า 3,495.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากมูลค่าของสินค้าส่งออกพบว่า มีรายการสินค้าที่ได้รับสิทธิ FTA ไทย-อินเดียรวมมูลค่า 795.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่มีผู้ประกอบการใช้สิทธิภายใต้ FTA รวมมูลค่าเพียง 590.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับร้อยละ 74.21 และเมื่อดูจากสินค้าไทยที่ได้รับสิทธิ์การลดหย่อนภาษีภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย (AIFTA) มีมูลค่าถึง 4,110.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่มีการขอใช้สิทธิเพียง 1,651.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 40.18 หรือไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

        อุปสรรคปัจจัยหลักๆ น่าจะมีอยู่ 2-3 ประการ ประการแรกก็คือ ผู้ประกอบการไม่ทราบว่าสินค้าที่ส่งเข้าไปจำหน่ายในประเทศอินเดีย ได้รับสิทธิในการลดหย่อนภาษี ประการที่สอง คือเข้าใจว่าขั้นตอนการขอเอกสารยุ่งยาก จึงไม่อยากทำ ประการที่สาม เคยทำเอกสารแล้ว แต่ก็ไปติดที่ด่านตรวจสินค้าเข้า เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงกฏระเบียบบางประการ ซึ่งไม่ได้มีการชี้แจงให้ทราบกันล่วงหน้า

เพื่อให้ผู้ประกอบการมีช่องทางในการใช้สิทธิประโยชน์จากกรอบความตกลงเขตการค้าเสรีมากที่สุด คำถามแรก รู้หรือไม่ว่าสินค้าของท่านได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี?
ขอเรียนว่า ความตกลงเขตการค้าเสรีที่ไทยกับอินเดียที่สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้มีอยู่ภายใต้กรอบความตกลง 2 กรอบหลักคือ

1. ความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย (Thailand-India Free Trade Agreement: TIFA) ผู้ประกอบการไทยได้รับการลดภาษีในรายการสินค้าเร่งลดภาษี (Early Harvest Scheme) จำนวน 83 รายการ แบ่งเป็น กลุ่มสินค้าเกษตร 7 รายการ กลุ่มสินค้าอาหารทะเลแปรรูป 4 รายการ สินค้าเกลือ 1 รายการ กลุ่มสินค้าแร่และเคมีภัณฑ์ 5 รายการ กลุ่มสินค้าเม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์ 10 รายการ สินค้าไม่อัดบาง 1 รายการ กลุ่มสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ 4 รายการ กลุ่มสินค้าชิ้นส่วนยานยนต์ 9 รายการ กลุ่มสินค้าอลูมิเนียม 2 รายการ กลุ่มสินค้าเครื่องจักรกล เครื่องสูบของเหลว เครื่องระบายอากาศ เครื่องปรับอากาศ เครื่องจักรกลการเกษตร 24 รายการ

2. ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย (ASEAN-India Free Trade Agreement: AIFTA) ประเทศสมาชิกอาเซียนและอินเดียได้ลงนามกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมด้านต่างๆ ระหว่างอาเซียนกับอินเดีย (Framework Agreement on Comprehensive Cooperation between ASEAN and India) เมื่อปี 2546 จากนั้น จึงได้มีการเจรจาจัดทำความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้าระหว่างอาเซียนและอินเดีย เมื่อปี 2547 และลงนามความตกลงการค้าสินค้าระหว่างกันเมื่อปี 2552 โดยได้มีการลดภาษีด้านการค้าสินค้าเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2553 โดยมีสินค้ากว่า 7,775 รายการ หรือร้อยละ 63.99 ของรายการสินค้าทั้งหมดตามพิกัดศุลกากรที่เข้าข่ายได้รับการลดภาษีศุลการกรเป็นร้อยละ 0 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2555 เป็นต้นไป (สำหรับกลุ่มสินค้าที่จัดอยู่ในกลุ่ม Normal Track1) จนเหลือร้อยละ 5 ภายในปี 2561 (สำหรับกลุ่มสินค้าที่จัดอยู่ในกลุ่มสินค้าอ่อนไหว หรือ Sensitive List1)

        ตัวอย่างสินค้าที่ยกเลิกภาษีแล้ว ได้แก่ เครื่องรับโทรทัศน์สี อะลูมิเนียมเจือ เม็ดพลาสติก ผ้าใบยางรถ แชมพูและผลิตภัณฑ์ดับกลิ่น อัญมณีและเครื่องประดับ หลอดหรือท่อทองแดง เหล็กและผลิตภัณฑ์ สายไฟฟ้า สายเคเบิ้ล ผลิตภัณฑ์ยาง ตู้เย็น พัดลม เตาไมโครเวฟ สิ่งปรุงรสอาหาร ของเล่น ลิฟต์ บันไดเลื่อน และเครื่องจักร เป็นต้น

        หลังจากตรวจสอบแล้วพบว่าสินค้าของท่านอยู่ในกลุ่มที่มีสิทธิ์ได้รับการลดภาษี ขั้นตอนต่อไปก็คือ ทำเรื่องขอเอกสารรับรอง “ถิ่นกำเนิดสินค้า” หรือ Certificate of Origin ซึ่งเป็นหนังสือรับรองที่ออกให้ผู้ส่งออกเพื่อแสดงว่าสินค้ามีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย และผลิตได้ถูกต้องตาม “กฏว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า” โดยกฏนี้ระบุไว้ว่า สินค้าที่ผลิตขึ้นภายในประเทศทั้งหมดจากผืนแผ่นดินของประเทศผู้ส่งออกทั้งหมด และสินค้าที่ผลิตจากวัตถุดิบนำเข้า ซึ่งจะต้องมี local content หรือวัตถุดิบในประเทศที่ส่งออก ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 ซึ่งหมายความว่าจะไปซื้อสินค้าจากจีน หรือตลาดอื่นที่ถูกกว่า แล้วมาทำหีบห่อใหม่ โดยอ้างว่าผลิตจากประเทศไทยไม่ได้

       อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีสินค้าหลายตัวที่ผลิตได้ในประเทศไทยร้อยละ 100 ก็ใช่ว่าจะได้รับการลดหย่อนภาษีไปเสียทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ปลา กุ้ง ไก่ นม ผัก ผลไม้บางรายการ หัวหอม ข้าว น้ำตาล มันสำปะหลัง สุรา ยาสูบ น้ำยางพารา ยางแผ่นรมควัน เครื่องแต่งกาย ชุดชั้นใน รองเท้ากีฬา มอร์เตอร์ไฟฟ้า สตาร์ทเตอร์ เหล่านี้ ไม่อยู่ภายใต้กรอบความตกลงเขตการค้าเสรี

       จากข้อมูลของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า กว่าร้อยละ 84 ของการส่งออกของไทยไปยังอินเดียเป็นการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม สินค้าส่งออกที่สำคัญ คือ เคมีภัณฑ์ โพลีเมอร์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่อง รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบ อัญมณีและเครื่องประดับ และยางพารา เป็นต้น

       สินค้าที่ไทยส่งออกไปอินเดีย 10 อันดับแรกดังกล่าว มีการขยายตัวขึ้นทุกรายการและเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง จึงทำให้มูลค่าการส่งออกรวมจากไทยสูงเป็นอันดับต้นๆ รวมทั้งสินค้าในกลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับด้วย ประกอบกับ ส่วนใหญ่แล้วสินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าที่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีตามความตกลง FTA ไทย-อินเดีย ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจึงควรเร่งใช้ประโยชน์จากกรอบความตกลงเขตการค้าเสรีที่มีอยู่ให้ได้อย่างเต็มที่




รายงานโดยนางสาวสุทธิมา เสืองาม
สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจนไน
8 ตุลาคม 2557
แหล่งข้อมูล: สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจนไน
โดย: นางสาวสุทธิมา เสืองาม

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ