ความรับผิดชอบต่อสังคมเชิงบรรษัท (Corporate Social Responsibilities – CSR)
ความรับผิดชอบต่อสังคมเชิงบรรษัท (Corporate Social Responsibilities – CSR)
     อินเดีย - กฎหมาย Companies Act 2013 มาตรา 135 ซึ่งจะบังคับใช้ตั้งแต่ 1 เม.ย. 2558 กำหนดให้บริษัทที่ประกอบกิจการในอินเดีย ซึ่งมีส่วนของผู้ถือหุ้น (net worth) 5,000 ล้านรูปี (INR 500 crore) ขึ้นไป หรือมี turnover 10,000 ล้านรูปีขึ้นไป (INR 1,000 crore) หรือมี ผลกำไรสุทธิ 50 ล้านรูปี (INR 5 crore) ขึ้นไป ใน 1 รอบปีบัญชี (financial year) ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดเกี่ยวกับ CSR ดังนี้

          (1) จัดตั้งคณะกรรมการ CSR เป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการบริหารบริษัท และให้ประกอบด้วยกรรมการบริหารอย่างน้อย 3 คน โดยอย่างน้อย 1 คนต้องเป็นกรรมการอิสระ

          (2) ให้เปิดเผยองค์ประกอบของคณะกรรมการ CSR ในรายงานคณะกรรมการบริหารตามมาตรา 134 (3)

          (3) ให้คณะกรรมการ CSR ดำเนินการ ดังนี้

               (ก) จัดทำและเสนอแนะนโยบาย CSR ของบริษัท โดยระบุกิจกรรม CSR ที่บริษัทจะดำเนินการ ตามที่แสดงใน Schedule VII

               (ข) เสนอแนะค่าใช้จ่ายสำหรับการดำเนินกิจกรรมที่ระบุตาม (ก)

               (ค) ติดตามตรวจสอบนโยบาย CSR ของบริษัทเป็นระยะ

          (4) ให้คณะกรรมการบริหาร

               (a) พิจารณาอนุมัตินโยบาย CSR จากนั้น นำไปเผยแพร่ในรายงานของคณะกรรมบริหารและในเว็บไซต์ของบริษัท (หากมี)

               (b) กำกับดูแลให้มีการดำเนินการตามนโยบาย CSR

          (5) ให้คณะกรรมบริหารกำกับดูแลให้บริษัทใช้จ่ายเงินอย่างน้อย 2% ของ “ผลกำไรสุทธิ” เฉลี่ยของ 3 รอบปีบัญชีก่อนหน้าในการดำเนินกิจกรรมตามนโยบาย CSR โดยในการดำเนินกิจกรรม CSR ให้บริษัทให้ความสำคัญกับพื้นที่โดยรอบที่ตั้งของบริษัทก่อน และหากบริษัทใดไม่สามารถใช้จ่ายเงินตามจำนวนที่กำหนดได้ ให้คณะกรรมการบริษัทชี้แจงเหตุผลในรายงานตามมาตรา 134 (3) (O)

          หมายเหตุ - สำหรับมาตรา 135 นี้ ให้ “ผลกำไรสุทธิ” เป็นไปตามวิธีการคำนวนที่ระบุในมาตรา 198

          นอกจากนี้ รัฐบาลแนะนำให้บริษัทที่เข้าหลักเกณฑ์พิจารณาดำเนินกิจกรรมในชุมชนใกล้บริษัท/โรงงานนั้น ๆ โดยเน้นการสนับสนุนด้านต่าง ๆ ต่อไปนี้

               (1) คุณภาพชีวิต เช่น การขาดแคลนอาหาร การประชาสัมพันธ์เรื่องการสาธารณสุขที่ถูกต้อง และการผลิตน้ำดื่มที่สะอาดได้มาตรฐาน เป็นต้น

               (2) การศึกษาและทักษะอาชีพ

               (3) ความเท่าเทียมกันทางเพศ การสนับสนุนบทบาทของสตรีอินเดีย การดูแลกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่ด้อยโอกาส

               (4) การปกป้องวัฒนธรรมและศิลปะของชาติ

               (5) สิทธิประโยชน์แก่ทหารผ่านศึกและกลุ่มแม่ม่ายจากสงคราม

               (6) การรักษาสภาพแวดล้อมอย่างยั่งยืนและความสมดุลย์ของระบบนิเวศน์ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่า

               (7) การพัฒนาเทคโนโลยีในสถาบันศึกษา

               (8) กีฬาสำหรับชุมชนในชนบทและกีฬาสำหรับผู้พิการ

               (9) กองทุนบรรเทาทุกข์จัดตั้งโดยนายกรัฐมนตรีและกองทุนอื่น ๆ ที่จัดตั้งโดยรัฐบาล เพื่อพัฒนาสวัสดิการ เศรษฐกิจและสังคมในกลุ่มผู้ด้อยโอกาส

               (10) โครงการพัฒนาชนบท

          หากไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรา 135 จะมีบทลงโทษตามมาตรา 134 (8) ดังนี้

               (1) โทษปรับ 50,000 รูปี แต่ไม่เกิน 2.5 ล้านรูปี

               (2) พนักงานบริษัทซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบอาจต้องโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับ 50,000 รูปี แต่ไม่เกิน 500,000 รูปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

          มาตรา 135 ของกฎหมาย Companies Act 2013 ได้ระบุชัดเจนว่า CSR ไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการที่เข้าหลักเกณฑ์ทุกรายต้องปฏิบัติตาม โดยรัฐบาลอินเดียได้มอบหมายให้ Indian Institute of Corporate Affairs (IICA) (หน่วยงานอิสระภายใต้การการกำกับดูแลของกระทรวงกิจการธุรกิจ) เป็นหน่วยงานหลักในการให้บริการคำแนะนำและจัดหลักสูตรอบรมการทำ CSR โดยคิดค่าบริการต่างกันไปในแต่ละหลักสูตร มีขอบเขตในการให้คำแนะนำตั้งแต่การทบทวนนโยบาย CSR ที่มีอยู่ การออกแบบนโยบาย CSR พร้อมกลไกบริหารความเสี่ยง การคัดเลือกทีมงาน CSR และจัดหลักสูตรการอบรมพนักงาน การสร้างกลไกติดตาม และประเมินผล ในกรณีที่บริษัทไม่มีบุคลกรเพียงพอในการทำกิจกรรม CSR IICA จะให้คำแนะนำในการพิจารณาสนับสนุนงบประมาณแก่กองทุนของรัฐบาลหรือ NGO ที่เชื่อถือได้และทำงานตามมาตรฐานสากล

          CSR ซึ่งรัฐบาลอินเดียพยายามผลักดันให้เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาทางด้านวัตถุ การสร้างรายได้แก่ชุมชน หรือการบริจาคเงินเท่านั้น แต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประกอบการกับชุมชนที่จะร่วมกันสร้างสรรค์นโยบาย/กิจกรรมที่เป็นประโยชน์และยั่งยืนต่อทั้งสองฝ่าย อีกทั้งการที่ผู้ประกอบการศึกษาข้อจำกัด/ปัญหาของชุมชนในพื้นที่เพื่อวางนโยบาย CSR ที่เหมาะสม ยังเป็นการช่วยให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยความเข้าใจมากขึ้น

          ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดกฎหมายฉบับดังกล่าวและข้อมูลเกี่ยวกับ IICA ได้ที่ www.mca.gov.in/Ministry/pdf/CompaniesAct2013.pdf และ www.iica.in/

ขอบคุณรูปภาพจาก : www.thaiindia.net

สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองกัลกัตตา
22 ตุลาคม 2557
24 ตุลาคม 2557
แหล่งข้อมูล: สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองกัลกัตตา
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ