"เบอร์เกอร์คิง" บุกอินเดีย ส่งเมนู ปลอดเนื้อ ชิงฟาสต์ฟู้ด 4.8 หมื่นล.
"เบอร์เกอร์คิง" บุกอินเดีย ส่งเมนู ปลอดเนื้อ ชิงฟาสต์ฟู้ด 4.8 หมื่นล.
     ด้วยการเป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก หรือกว่า 1.26 พันล้านคน ทำให้อินเดียเป็นเหมือนขุมทองของภาคธุรกิจที่ต่างนำสินค้าและบริการของตนมาแลกกับเงินในกระเป๋าของชาวอินเดียกันอย่างแข็งขัน แน่นอนว่าธุรกิจอาหารฟาสต์ฟู้ดต้องไม่พลาดโอกาสนี้เช่นกัน ที่ผ่านมาแบรนด์ฟาสต์ฟู้ดน้อยใหญ่ต่างทยอยเข้ามาตั้งฐานในแดนชมพูทวีป โดยเฉพาะแมคโดนัลด์ที่เข้ามาเป็นผู้เล่นตั้งแต่ 20 ปีก่อน เช่นเดียวกับโดมิโนพิซซ่าและซับเวย์

    ล่าสุดหลังจากล่าช้ากว่าคู่แข่งถึง 2 ทศวรรษ "เบอร์เกอร์คิง" ได้ฤกษ์เปิดสาขาแรกในประเทศอินเดียเป็นที่เรียบร้อย เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ในเมืองนิวเดลี และมีแผนที่จะขยายสาขาไปยังเมืองมุมไบ ในแผนที่จะขยายสาขา 12 แห่งภายในเวลา 1-2 เดือน ตามที่ นายราช วาร์แมน ซีอีโอของเบอร์เกอร์คิง สาขาอินเดีย ได้ประกาศเอาไว้

     อย่างไรก็ตาม ด้วยภาพลักษณ์การเป็นเชนฟาสต์ฟู้ดที่มีจุดเด่นเรื่องเมนูเบอร์เกอร์เนื้อวัว หรือวอปเปอร์ ทำให้การเปิดสาขาในประเทศที่ประชากร 80% นับถือศาสนาฮินดู และยกย่องวัวเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์อย่างอินเดียนั้น อาจไม่ใช่เรื่องที่น่าพิสมัยนัก นอกจากนี้ ศาสนาที่มีผู้นับถือเป็นอันดับ 2 หรือประมาณ 13.4% ของประชากรอินเดีย ยังเป็นศาสนาอิสลามซึ่งไม่กินเนื้อหมู ทำให้ตัวเลือกเมนูยิ่งน้อยลงไปอีก

     ด้วยเหตุนี้ เบอร์เกอร์คิง สาขาอินเดีย จึงได้เปิดตัว 3 เมนูใหม่ นั่นคือเบอร์เกอร์เนื้อไก่ เนื้อแกะ และมังสวิรัติ พร้อมทั้งตัดเมนูทั้งหมดที่มีเนื้อวัวออกไป ซึ่งเป็นกลยุทธ์เดียวกันกับเชนฟาสต์ฟู้ดอื่น เช่น แมคโดนัลด์ ที่มีเมนูมหาราชาแมค หรือก็คือบิ๊กแมคไก่ และถึงกับเปิดคอนเซ็ปต์ร้านใหม่คือ ร้านเบอร์เกอร์มังสวิรัติ

     ในภาคเหนือของอินเดีย ด้านโดมิโนและซับเวย์เองต่างมีการปรับเมนูของตนด้วยเช่นกัน แต่สำหรับเบอร์เกอร์คิง ดูเหมือนว่าความเปลี่ยนแปลงนี้จะไม่ราบรื่นเท่าไหร่นัก

     หลังจากเบอร์เกอร์คิงเปิดตัว 3 เมนูใหม่ สำหรับตลาดอินเดีย ก็ได้เกิดเสียงคัดค้านผ่านโลกออนไลน์จากกลุ่มที่น่าจะเป็นแฟนของแบรนด์ขึ้นมาทันที ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวอินเดียรายหนึ่งได้แสดงความเห็นว่า เมนูใหม่ของเบอร์เกอร์คิงไม่ใช่วอปเปอร์ไก่ แต่เป็นแซนด์วิชไก่มากกว่า หรืออีกรายที่กล่าวว่า เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างที่น่าเศร้าของนโยบายการตลาดเฉพาะภูมิภาค เป็นต้น

     ในขณะเดียวกัน ดูเหมือนว่าเบอร์เกอร์คิงจะไม่หวั่นไหวกับกระแสตอบรับในทางลบเหล่านี้มากนัก อีกทั้งยังเบี่ยงประเด็นด้วยการโพสต์อินโฟกราฟิกอธิบายการออกเสียงคำว่า วอปเปอร์ พร้อมความหมายว่าเป็น แซนด์วิชที่มีไส้ในขนาดใหญ่ และชุ่มฉ่ำ บนเฟซบุ๊กของแบรนด์แทน

     อย่างไรก็ตาม เบอร์เกอร์คิงน่าจะคาดหวังกับตลาดอินเดียเอาไว้ไม่น้อย เนื่องจากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเป็นตลาดที่เบอร์เกอร์คิงมีสาขาน้อยที่สุดเพียง 1,100 สาขา จาก 1.3 หมื่นสาขาทั่วโลก ส่วนตลาดหลักยังคงเป็นอเมริกาและแคนาดาที่มีสาขามากกว่า 7,400 สาขา

     "ในระยะยาว อินเดียจะกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งบริษัทเองก็มองว่าอินเดีย รวมถึงเอเชีย-แปซิฟิก เป็นตลาดที่แม้จะมีสัดส่วนรายได้น้อยเพียง 5% จาก 1.1 หมื่นล้านเหรียญในปี 2013 แต่มีศักยภาพสูง" นายราช วาร์แมน กล่าว

     ปัจจุบันตลาดฟาสต์ฟู้ดของอินเดียมีการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยเฉพาะสำหรับบริษัทยัมแบรนด์ด้วยจำนวนร้านเคเอฟซี 299 สาขา พิซซ่าฮัท 300 สาขา และทาโกเบลล์อีก 4 สาขา

     ทั้งนี้ สำนักวิจัยการตลาดในอินเดียได้ประมาณการมูลค่ารวมของตลาดฟาสต์ฟู้ดอินเดียในขณะนี้ไว้ที่ 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 7.8 หมื่นล้านในปี 2018 พร้อมเปิดเผยว่า ชาวอินเดีย 2 ใน 3 คน กินอาหารนอกบ้านอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง


ขอบคุณรูปภาพจาก : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
3 ธันวาคม 2557
แหล่งข้อมูล: ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ