"เยอรมนี" เคาะค่าแรงขั้นต่ำ เพิ่มต้นทุนหรือกระตุ้นการใช้จ่าย
"เยอรมนี" เคาะค่าแรงขั้นต่ำ เพิ่มต้นทุนหรือกระตุ้นการใช้จ่าย
     เปิดศักราชใหม่กับประเด็นที่คาดว่าอาจจะฉุดรั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรป หรือช่วยกระตุ้นดีมานด์ภายในประเทศของเยอรมนีให้มีความไหลลื่นมากขึ้น หลังจากที่เมืองเบียร์ประกาศดีเดย์รับขวัญปี 2558 ด้วยการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำเป็นครั้งแรก

     โดยก่อนหน้าที่จะมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำ เยอรมนีใช้กลไกการเจรจาระหว่างกลุ่มสหภาพแรงงานกับกลุ่มนักธุรกิจ แต่ช่วงหลายปีมานี้อำนาจต่อรองของฝ่ายสหภาพแรงงานลดน้อยลง จึงนำไปสู่การกำหนดค่าแรงขั้นต่ำโดยรัฐบาล ซึ่งคาดว่า จะเป็นผลดีต่อคะแนนนิยมของ นางอังเกลา แมร์เคิล และพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคเอสพีดี หรือพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย

     การกำหนดค่าแรงขั้นต่ำในยุโรป เกิดขึ้น ครั้งแรกในประเทศลักเซมเบิร์กตั้งแต่ปี 2487 ด้านสหรัฐก็มีการประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2480 และสหราชอาณาจักรกับการประกาศใช้ในปี 2542 ปีที่แล้วในบรรดา 28 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปมี 21 ประเทศที่บังคับใช้ค่าแรงขั้นต่ำ ที่เหลือใช้กลไกการต่อรองระหว่างสหภาพแรงงานกับนายจ้างรวมถึงเยอรมนี

     แต่นับจาก 1 มกราคม 2558 กฎหมายค่าแรงขั้นต่ำในเมืองเบียร์มีผลบังคับใช้โดยอยู่ที่ 8.50 ยูโร (10.5 ดอลลาร์) ต่อชั่วโมง ซึ่งสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาลกลางสหรัฐซึ่งอยู่ที่ 7.25 ต่อชั่วโมง และสหราชอาณาจักรชั่วโมงละ 6.5 ปอนด์ (10.20 ดอลลาร์)

     ด้านสำนักข่าวดอยเชอร์เวลเลอร์ ระบุว่า ในเยอรมนีตะวันตกแรงงานกว่า 14.6% ได้รับการจ่ายค่าจ้างน้อยกว่า 8.50 ยูโรต่อวัน และสำหรับในเยอรมนีตะวันออก แรงงานกว่า 26.5% ได้รับค่าจ้างต่ำกว่าอัตราดังกล่าว

     ทั้งนี้ การกำหนดค่าแรงขั้นต่ำจะมีผลต่อแรงงานที่มีอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไป แต่ไม่ครอบคลุมช่วงฝึกงาน โดยคณะกรรมการที่กำกับดูแลเรื่องค่าแรงขั้นต่ำของเยอรมนีจะมีการทบทวนอัตราดังกล่าวอีกครั้งภายใน 2 ปีข้างหน้า

     การออกมาประกาศจำนวนแรงงานขั้นต่ำในประเทศ ร้อนไปถึงสมาคมนายจ้างงานเยอรมันหรือ BDA ที่ออกมาประกาศจุดยืน โดยเชื่อว่าการบังคับใช้ครั้งนี้เป็นการแทรกแซงที่เสี่ยงและนำไปสู่ความไม่สมดุลในระบบการต่อรองระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง

     ด้าน นายมิคาเอล เบอร์ดา ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดแรงงานจากมหาวิทยาลัยฮุมโบลด์ เบอร์ลินชี้ว่า แรงงานที่ได้รับค่าแรงขั้นต่ำมักจะจัดอยู่ในระดับแรงงานฝีมือต่ำ ดังนั้น ถ้าแรงงานกลุ่มนี้มีต้นทุนสูงขึ้นก็มีแนวโน้มสูงที่นายจ้างจะหันไปพึ่งพาการใช้เครื่องจักรมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้แรงงานหางานทำได้ยากกว่าเดิม

     อย่างไรก็ตาม ผู้ที่สนับสนุนการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำชี้ว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยให้แรงงานมีเงินในกระเป๋ามากขึ้น ซึ่งกลุ่มผู้มีรายได้น้อยมักนำรายรับส่วนที่เพิ่มขึ้นไปใช้จ่ายมากกว่าเก็บออม ส่งผลดีทุกองคาพยพของเศรษฐกิจเยอรมนี ที่เปรียบเสมือนเสาหลักของยูโรโซนในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจอีกด้วย ที่ผ่านมาเมืองเบียร์เผชิญแรงกดดันจากประเทศสมาชิกยูโรโซนอื่นให้เร่งกระตุ้นดีมานด์ของคนในเยอรมนี เพื่อเพิ่มความต้องการสินค้านำเข้าและสร้างสมดุลให้กับการเกินดุลการค้ามูลค่ามหาศาลของเยอรมนี

     นอกจากนี้ การมีค่าแรงขั้นต่ำยังช่วยป้องกันการกดค่าจ้างแรงงานอพยพจากประเทศยากจน ซึ่งมีส่วนผลักดันให้แรงงานชาวเยอรมันเองหางานทำยาก จนคนต้องออกไปหางานนอกประเทศ

     ผลวิจัยจากสถาบันวิจัยเรื่องแรงงานและการว่างงานจากมหาวิทยาลัยเบิร์กลีย์ สหรัฐ ได้ศึกษาเรื่องการขึ้นค่าจ้างไว้เมื่อเดือนมีนาคม 2557 ว่า ผลบวกจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในสหรัฐจะช่วยลดการลาออกของแรงงาน หรือ Turnover ซึ่งช่วยลดต้นทุนการเทรนพนักงานและกระบวนการคัดเลือกคนงานใหม่

     อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาดูว่าการประกาศใช้อัตราค่าแรงขั้นต่ำเป็นครั้งแรก ของเยอรมนี จะช่วยกู้เศรษฐกิจได้มากน้อยแค่ไหน สำหรับการเพิ่มค่าแรงที่อาจจะส่งผลไปถึงการใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น ผลักดันให้ตัวเลขจีดีพีในประเทศเติบโตขึ้น

     ทั้งนี้ ปัจจัยภายในที่รัฐบาลเยอรมนีกำลังแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นปี โดยเริ่มจากค่าจ้างขั้นต่ำ แต่ปัจจัยภายนอกที่ต้องจับตามองด้วย คือ ปัญหาความไม่สงบในตะวันออกกลางและยูเครน ที่อาจจะส่งผลให้มีแรงงานอพยพหลั่งไหลเข้ามาในยุโรปมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานขาดทักษะ ซึ่งจะส่งผลในแง่ลบต่อเยอรมนีและสหภาพยุโรปโดยรวม


ขอบคุณรูปภาพจาก : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
14 มกราคม 2558
แหล่งข้อมูล: ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลินประชาสัมพันธ์ฯ งาน Energy Storage Europe 2018 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 13 - 15 มีนาคม 2561 ณ เมืองดึสเซ็ลดอร์ฟ เยอรมนี โดยสมาคมอุตสาหกรรมการเก็บพลังงานเยอรมัน  เพื่อเป็นแสดงสินค้าและนวัตกรรมลักษณะ B2B ด้านการเก็บพลังงาน (energy storage) ที่ใหญ่ที่สุดงานหนึ่งโลก
  • เมื่อต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น รัฐบาลเยอรมนีเริ่มออกมาตรการกระตุ้นให้คนซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นตั้งแต่ปี 2559 ในขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ของเยอรมนีเร่งพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์โลกในอนาคต
  •           Adlershof Science Park เป็นอุทยานวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมต้นแบบชั้นนำของประเทศเยอรมนี ที่เป็นศูนย์รวมของหน่วยงานด้านวิจัยและนวัตกรรม ได้แก่ ที่มีทั้งศูนย์เทคโนโลยีและศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ (Incubator) กว่า 90 แห่งกระจายไปตามสาขาต่าง ๆ สถาบันวิจัยมากมายทั้งที่ไม่ใช่มหาลัยและสถาบันในระดับมหาวิทยาลัย เช่น Humboldt University รวมแล้วกว่า 20 แห่ง และบริษัทต่าง ๆ มากกว่า 1,000 แห่ง ในนิคมอุตสาหกรรมย่อย ๆ กว่า 16 โครงการ โดยมีบริษัทเกี่ยวกับเทคโนโลยีขั้นสูง 460 แห่ง มีพนักงานทั้งหมด 16,000 คน <br />
              Adlershof เป็นนิคมวิจัยที่มีสิ่งแวดล้อม (eco-system) ที่เหมาะสมสำหรับเอกชนในการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อตอบสนองความต้องการของบริษัทเอกชน สอดคล้องกับหลักการที่ว่า อุทยานวิทยาศาสตร์ควรประกอบด้วยองค์ประกอบสามส่วนในการสร้างนวัตกรรม (innovation triple helix) ได้แก่ 1. บริษัทเอกชน ซึ่งเป็นที่มาของแหล่งเงินทุนแอละโจทย์การวิจัย 2. สถาบันวิจัย ซึ่งเป็นแหล่งที่มาขององค์ความรู้และการวิจัยประยุกต์ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย เช่น ห้องแล็บ และ 3. สถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของการวิจัยขั้นพื้นฐานและเป็นผู้สร้างนักวิจัยที่มีคุณภาพ <br />
              ด้วยเหตุนี้ Adlershof จึงประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการสร้างนวัตกรรมที่เอกชนสามารนำไปสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้ และสามารถขยายโครงสร้างองค์การอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันมีส่วนให้บริการมากมาย ศูนย์บริการหลักๆ ได้แก่ ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ (incubator) ที่ให้บริการผู้ประกอบการ หรือ บริษัทตั้งแต่ ด้านการจัดเตรียมเอกสาร ใบอนุญาต ด้านการตลาด และการส่งต่อเทคโนโลยี ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีดิจิทัลในSMEs และ ศูนย์วิจัยข้อมูลทางสถิติ <br />
    หัวใจของ Adlershof คือ ศูนย์วิจัยในสาขาต่าง ๆ ได้แก่  ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีชีวภาพและสิ่งแวดล้อม ศูนย์วิจัย Photonics and Optics ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและมัลติมีเดีย ศูนย์วิจัย Microsystems and Materials และศูนย์วิจัยเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy)<br />
               การทำงานของ Adlershof  เริ่มตั้งแต่การปูรากฐานการทำวิจัย การทํางานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานวิจัยและบริษัทผู้ผลิต เพื่อปรับปรุง และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่สามารถนำมาใช้งานได้จริง และสามารถนำไปสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ ประกอบกับการมีเครือข่ายที่กว้างขวาง Adlershof จึงช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจของบริษัทในการพบปะกับบริษัทชั้นนำมากมาย<br />
               ลักษณะสำคัญของ Adlershof  คือ  <br />
               1.    การที่รัฐบาลริเริ่มโครงการแล้วส่งต่อให้ภาคเอกชนเป็นผู้บริหารจัดการ ด้วยแนวทางการบริหารแบบเอกชนนี้เอง ปัจจุบันมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นภายใน Adlershof กว่า 70% ของรายได้ต่อปีกว่า 2 พันล้านยูโร จึงมาจากภาคเอกชน<br />
               2.    จุดมุ่งหมายในการทำการวิจัย คือ เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ใช้การได้มากกว่าหารายได้จากแหล่งอื่น ๆ ไม่เน้นการสร้างงานวิจัยเพื่อผลงานทางวิชาการ แต่ไม่นำมาปรับใช้ หรือที่เรียกว่า ขึ้นหิ้ง<br />
               3.     การสร้างเครือข่ายจากจุดแข็งของกรุงเบอร์ลิน ในการเป็นศูนย์บ่มเพาะธุรกิจสำหรับ Start-ups ที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 1 ของโลก <br />
               4.    มุ่งแสวงหาผู้ประกอบการรายใหม่ (“incubees”) เพื่อนำมาบ่มเพาะกับเทคโนโลยี และร่วมมือกับ บริษัท ขนาดใหญ่ที่อาจมีการแตกหน่อทางธุรกิจใหม่ ๆ<br />
               จากการเยี่ยมศึกษาดูงานที่ Adlershof ของ ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2560 ฝ่ายไทยได้เล็งเห็นถึงโอกาสที่จะเรียนรู้ประสบการณ์จาก Adlershof รวมทังขยายความร่วมมือระหว่าง Adlershof กับอุทยานวิทยาศาสตร์ของไทย ทั้งด้าโดยเฉพาะด้าน การวางระบบศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเพื่อให้ผู้ประกอบการเข้มแข็งและมีการลงทุนด้าน R & D อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลทางธุรกิจมากที่สุด และการศึกษาโครงสร้างเครือข่าย R & D ของ Adlershof ให้แก่ผู้ประกอบการตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ที่ไทยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทั้งกับผู้ประกอบการระดับ high-tech หรือ mid-tech ได้ <br />
  • สถานเอกอัครราขทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญชาวเยอรมัน 2 คน ได้แก่ Dr. Christina Schmidt-Holtmann ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล จากกระทรวงเศรษฐกิจและพลังงานของเยอรมนี และนาย Lutz Haase ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร FTWK ซึ่งเป็น start-up ด้านบริการสุขภาพที่ประสบความสำเร็จ เดินทางเยือนประเทศไทยระหว่างวันที่ 18 – 24 กันยายน 2560 เพื่อขยายหุ้นส่วนด้านเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างไทยกับเยอรมนี และร่วมเป็นวิทยากรในงานสัมมนา Green and Innovative Economy ซึ่งในปีนี้ จัดในหัวข้อ Digital Agenda ของเยอรมนีกับโอกาสทางธุรกิจของไทย เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2560 ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพมหานคร
  • สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ Train the Trainer ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 19-24 มีนาคม 2559 ที่สถานเอกอัครราชทูตฯ แก่คณะผู้บริหารและครูอาชีวะจากวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเทคนิคทั่วประเทศไทย ตามโครงการต่อยอดความร่วมมืออาชีวศึกษาไทย-เยอรมัน ประจำปี 2559 โดยผู้เชี่ยวชาญเยอรมันจากสถาบัน IRATEC เพื่อต่อยอดการถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศในการพัฒนาทักษะแรงงานคุณภาพและการบริหารจัดการระบบอาชีวศึกษาทวิภาคี โดยชมการสาธิตและลงมือปฏิบัติจริงตามหัวข้อต่างๆ และเยี่ยมชมศูนย์ฝึกงานของบริษัทเยอรมันด้วย<br />
    <br />
    ในโอกาสที่ พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เดินทางเยือนกรุงเบอร์ลิน เพื่อเข้าร่วมการประชุม Berlin Energy Transition Dialogue เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2559 รัฐมนตรีฯ ในฐานะอดีตสมาชิก สนช. คณะกรรมาธิการด้านการศึกษาและการกีฬา จึงได้ให้คณะครูอาชีวะ ที่เข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการ Train the Trainer ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 19-24 มีนาคม 2559 ที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน เข้าพบและให้โอวาทแก่คณะ โดยกล่าวว่า รัฐบาลได้ตั้งเป้าปฏิรูปอาชีวศึกษา เพื่อให้ประชาชนมีรายได้ มีงานทำ มีศักดิ์ศรีและมีคุณค่าในสังคม อาชีวศึกษาและพลังงานทดแทนเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกหนีกันได้ จึงขอให้ทุกคนมุ่งมั่นพัฒนาตนเอง ปัจจุบัน นโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ การตั้งนิคมอุตสาหกรรม และส่งเสริมการลงทุนในสาขาต่างๆ ในหลายจังหวัด จะช่วยให้มีการจ้างงานอีกมาก หากไทยมีบุคลากรคุณภาพ จะสามารถพัฒนาเป็นประเทศต้นน้ำและปลายน้ำที่ดีได้ ในช่วงท้าย เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ได้บรรยายสรุปกิจกรรมที่ผ่านมาของสถานเอกอัครราชทูตฯ และแนวทางความร่วมมือไทย-เยอรมันในอนาคต โดยเฉพาะการจัดทำหลักสูตรการฝึกงานของนักศึกษา และหลักสูตรการพัฒนาครูฝึก/ครูช่างในสถานประกอบการ

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ