เกาะติดโครงการการก่อสร้างระบบขนส่งรถไฟฟ้าและใต้ดินของเมืองเจนไน (Chennai Metrorail)
เกาะติดโครงการการก่อสร้างระบบขนส่งรถไฟฟ้าและใต้ดินของเมืองเจนไน (Chennai Metrorail)
          เมืองเจนไนเป็นเมืองที่ใหญ่อันดับสี่ของอินเดีย มีประชากรประมาณ 8 ล้านคน และประสบกับปัญหาการจราจรอย่างมากโดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน  ดังนั้น เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกในการเดินทางมากขึ้นและรองรับการขยายตัวของเมืองที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงเป็นที่มาของโครงการก่อสร้างระบบขนส่งรถไฟฟ้าและใต้ดินของเมืองเจนไน

          โครงการก่อสร้างระบบขนส่งรถไฟฟ้าและใต้ดินของเมืองเจนไน (Chennai Metrorail) เริ่มต้นจากการทำการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการเมื่อปี 2546 และต่อมาจนถึงปี 2550 รัฐบาลรัฐทมิฬนาฑูได้อนุมัติให้จัดตั้ง Chennai Metro Rail Limited (CMRL) ขึ้น เพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการโครงการก่อสร้าง Chennai Metrorail  ทั้งนี้ รัฐบาลกลางและรัฐบาลรัฐทมิฬนาฑูให้การสนับสนุนด้านการเงินในโครงการก่อสร้าง Chennai Metro รวมร้อยละ 40 ของมูลค่าโครงการ และส่วนที่เหลือได้รับเงินกู้ระยะยาวจาก Japanese Bank for International Corporation

          โครงการ Chennai Metrorail เฟสแรก จะประกอบด้วยการก่อสร้างเส้นทางรถไฟฟ้าและรถใต้ดิน 2 สาย ระยะทางรวม 45 ก.ม.  สายแรก (Corridor I)  มีระยะทางทั้งสิ้น 23 ก.ม. เริ่มจากสถานี Washermanpet ไปยังท่าอากาศยานเมืองเจนไน ผ่านถนน Anna Salai  โดยเป็นเส้นทางใต้ดิน 14.3 ก.ม. และเส้นทางยกระดับ 8.8 ก.ม  นอกจากนี้ ยังมีการอนุมัติเพิ่มเติมให้มีการก่อสร้างส่วนขยายของสายแรกซึ่งมีระยะทาง 9 ก.ม. เริ่มจากสถานี Wimco Nagar ไปยังสถานี Washermanpet  ด้วย

          ส่วนสายที่สอง (Corridor II)  มีระยะทางทั้งสิ้น 22 ก.ม. ระหว่างสถานี Chennai Central ไปยังสถานี St Thomas Mount โดยเส้นทางทั้งสองช่วงจะมีจุดเชื่อมต่อกันที่สถานี Chennai Fort โดยเส้นทางที่สองนี้ มีการก่อสร้างเส้นทางใต้ดิน 9.7 ก.ม. และเส้นทางยกระดับ 12.3 ก.ม

          สรุปย่อ ๆ ว่า เส้นทางรถไฟของโครงการ Chennai Metrorail ร้อยละ 57 เป็นโครงสร้างทางยกระดับ ส่วนที่เหลือเป็นเส้นทางใต้ดินและเป็นรถไฟทางคู่ โดยการที่มีโครงสร้างทางแบบยกระดับได้ช่วยลดต้นทุนการก่อสร้างลงไปได้กว่า 1 ใน 3 ของค่าก่อสร้างโครงสร้างเส้นทางใต้ดิน

         โครงการก่อสร้าง Chennai Metrorail เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2552 และคาดว่าเส้นทางระหว่างสถานี Koyambedu กับสถานี Ashok Nagar ของสาย Corridor II จะสร้างเสร็จในเดือน ก.พ. 2558 โดยจะสามารถเดินรถระหว่างสถานี Koyambedu กับสถานี Alandur ได้ในเดือน มี.ค. 2558

         ในส่วนของงบประมาณการก่อสร้างเส้นทางเฟสแรก 45 ก.ม ของ Chennai Metrorail นั้น ในชั้นต้น คาดว่า จะอยู่ที่ราว 146 พันล้านรูปี หรือ 2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ประมาณการล่าสุดคาดว่า ค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 23 โดยอยู่ที่ 180 พันล้านรูปี หรือ 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

        ในส่วนของการขุดอุโมงค์เพื่อสร้างทางรถไฟใต้ดินนั้น ได้มีการนำเข้าเครื่องเจาะอุโมงค์ใต้ดิน (Tunnel Boring Machines) รวม 8 เครื่อง จากบริษัทเยอรมัน Herrenknecht  รวมทั้งยังนำเข้าจากจีน 2 เครื่อง และจากสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ประเทศละเครื่อง โดยมีค่าใช้จ่าย ก.ม. ละ 3 พันล้านรูปี

        บริษัทจากต่างชาติที่ได้รับสัมปทานที่เกี่ยวข้องกับโครงการ Chennai Metrorail มีหลายบริษัท เช่น บริษัท Egis Rail SA จากฝรั่งเศส ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทที่ให้คำปรึกษาโครงการ บริษัท L&T กับ Alstom ของฝรั่งเศสได้รับประมูลงานด้านการออกแบบและก่อสร้าง บริษัทร่วมทุนของ SJEC Corporation ของจีน ได้รับสัมปทานการจัดหาลิฟท์และบันไดเลื่อน และบริษัท Siemens AG และ Siemens India ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ดำเนินการด้านระบบไฟฟ้าของโครงการ เป็นต้น

        นอกจากนี้ เพื่อให้โครงข่ายการให้บริการสาธารณะทางรางมีประสิทธิภาพมากขึ้น ล่าสุดรัฐบาลทมิฬนาฑูได้อนุมัติหลักการให้มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าโมโนเรลเฟสแรกขึ้นด้วยระยะทาง 20.68 ก.ม. ในเส้นทาง Poonamalle และ Kathipara โดยใช้งบประมาณ 3 หมื่นล้านรูปี โดยคาดว่าจะเริ่มทำการก่อสร้างได้ในปี 2558 ด้วย

        เชื่อว่า โครงการก่อสร้างระบบขนส่งรถไฟฟ้าและใต้ดินของเมืองเจนไน (Chennai Metrorail) และโครงการรถไฟฟ้าโมโนเรลของเมืองเจนไนเมื่อสร้างเสร็จในอนาคตอันใกล้นี้จะมีส่วนช่วยลดปัญหาจราจรในเขตเมืองเจนไนไปได้มาก และจะสามารถรองรับประชากรที่เดินทางไปมาวันละหลายล้านคนพร้อม ๆ ไปกับการขยายตัวของเมืองออกไปสู่ชานเมืองเจนไนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน


ขอบคุณรูปภาพจาก : www.thaiindia.net
14 มกราคม 2558
แหล่งข้อมูล: สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจนไน
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ