ตลาดเครื่องดื่มเย็น ๆ ในอินเดีย
ตลาดเครื่องดื่มเย็น ๆ ในอินเดีย
      คงเป็นที่ทราบกันดีว่าคนอินเดียนิยมดื่มเครื่องดื่มร้อนๆ อย่างชาร้อนใส่นมสดตามแบบประเทศแม่คืออังกฤษ แต่ว่านิยมใส่เครื่องเทศลงไปด้วยเรียกว่า Masala Tea หรือ Masala Chai ซึ่งไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหนในอินเดียก็จะพบร้านขายชาร้อนอยู่ทั่วไปตั้งแต่ริมถนนจนถึงโรงแรมห้าดาวกันเลยทีเดียว ยกเว้นทางภาคใต้ของอินเดียที่จะนิยมดื่มกาแฟร้อนมากกว่า ซึ่งก็เป็นเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่าคนอินเดียนิยมดื่มเครื่องดื่มร้อนเป็นหลัก

     แต่ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคอินเดียรุ่นใหม่เริ่มเปลี่ยนไปแล้วครับ เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ของอินเดียจะเป็นคนวัยหนุ่มสาวที่มีรายได้เพิ่มขึ้น และได้รับอิทธิพลจากการโฆษณาผ่านสื่อต่างๆมากขึ้นทำให้นิยมดื่มเครื่องดื่มเย็นมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจริงๆแล้วก็น่าจะเป็นเช่นนั้นมานานแล้วเพราะอินเดียเป็นประเทศในเขตเมืองร้อน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าคนอินเดียรุ่นใหม่จะหันมาดื่มเครื่องดื่มเย็นมากขึ้น แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่น โดยปัจจุบันคนอินเดียดื่มน้ำอัดลมเฉลี่ยเพียงคนละ 5-6 ขวดต่อปีเท่านั้น ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับศรีลังกาที่ดื่มถึงคนละ 21 ขวดต่อปี และเม็กซิโกที่ดื่มสูงถึงคนละ 605 ขวดต่อปี ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการที่อินเดียยังคงประสบปัญหาเรื่องกระแสไฟฟ้าที่ยังไม่เพียงพอและยังกระจายไปไม่ทั่วถึงทั้งประเทศ ทำให้ประชากรส่วนใหญ่โดยเฉพาะในเขตชนบทยังไม่มีตู้เย็น แต่ที่สำคัญคือ ระบบห้องเย็นของอินเดียก็ยังคงไม่เพียงพออีกด้วย

     เมื่อพูดถึงเครื่องดื่มเย็นจะสามารถแบ่งออกได้กว้างๆเป็น 4 ประเภทคือ น้ำอัดลม น้ำผลไม้ (ทั้งที่เป็นน้ำผลไม้แท้ๆและที่ผสมกับน้ำผลไม้เข้มข้น) เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ (Functional Drinks) และเครื่องดื่มที่นำมาผสมกับน้ำ (Dilutables) ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผง โดยตลาดเครื่องดื่มเย็นในอินเดียมีมูลค่ารวมในปีงบประมาณ 2556-57 (1 เมษายน 2556-31 มีนาคม 2557) ถึง 1.93 แสนล้านรูปี ทั้งนี้ น้ำอัดลมมีส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดถึง 62% รองลงมาคือ น้ำผลไม้ 29% เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ 5% และเครื่องดื่มที่นำมาผสมกับน้ำ 4%

     เฉพาะตลาดน้ำอัดลมอย่างเดียวมีมูลค่าตลาดในปีงบประมาณ 2556-57 ถึง 1.2 แสนล้านรูปี โดยเป็นน้ำอัดลมตระกูลโคล่า 65% ซึ่งผู้บริโภคทางฝั่งตะวันตกของอินเดียโดยเฉพาะในรัฐมหาราษฏระจะนิยมดื่มมากที่สุดคิดเป็นสัดส่วน 32% ส่วนผู้บริโภคทางภาคเหนือและภาคใต้ของอินเดียจะมีผู้ดื่มคิดเป็นสัดส่วน 25% เท่ากัน ส่วนน้ำอัดลมที่ไม่ใช่ตระกูลโคล่าที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือ น้ำอัดลมรสส้มและรสมะนาว โดยเฉพาะน้ำอัดลมรสส้มจะมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 15% ของตลาดน้ำอัดลมโดยรวม ทั้งนี้ ในภาพรวม Coca Cola มีส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดในตลาดน้ำอัดลมในประเทศอินเดียโดยมีส่วนแบ่งตลาด 55% รองลงมาคือ Pepsi Cola 35% สรุปว่าตลาดน้ำอัดลมในอินเดียเกือบทั้งหมดก็ตกอยู่ในมือของ 2 ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐอเมริกาเกือบทั้งหมดแล้ว

     ส่วนเครื่องดื่มน้ำผลไม้มีมูลค่าตลาดในปีงบประมาณ 2556-57 ประมาณ 5.6 หมื่นล้านรูปี แต่ 70% จะเป็นน้ำผลไม้ที่มีส่วนผสมของเนื้อผลไม้ต่ำกว่า 20% (Fruit Drink) รองลงมาคือ น้ำผลไม้ที่มีส่วนผสมของเนื้อผลไม้สูงกว่า 85% (Fruit Juice) คิดเป็น 20% และน้ำผลไม้ที่มีส่วนผสมของเนื้อผลไม้อยู่ระหว่าง 25-85% (Fruit Nectar) คิดเป็น 10% โดยรสชาติผลไม้ยอดนิยมในเครื่องดื่มกลุ่มนี้คือ มะม่วง ซึ่งมีสัดส่วนถึง 90% เลยทีเดียว ส่วนผลไม้อื่นที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นได้แก่ ลิ้นจี่ สตรอเบอร์รี่ และแครนเบอร์รี่ อย่างไรก็ตาม การบริโภคเครื่องดื่มน้ำผลไม้ของคนอินเดียยังคงอยู่ในระดับต่ำมากคือ เฉลี่ยเพียงคนละ 20 มิลลิลิตรต่อปีเท่านั้นเอง แต่ก็มีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกภายใน 5-10 ปีข้างหน้า โดยผู้เล่นรายสำคัญในตลาดน้ำผลไม้ได้แก่ บริษัทเจ้าถิ่นอย่าง Dabur และยักษ์ใหญ่อย่างบริษัท Coca Cola (เจ้าของ Maaza) กับ Pepsi Cola (เจ้าของ Tropicana) อีกเช่นเคย

     ตลาดเครื่องดื่มเย็นในอินเดียยังมีโอกาสอีกมากมายมหาศาลตามความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมของอินเดีย ปัจจุบันมีผู้นำเข้าอินเดียหลายรายมาติดต่อสำนักงานฯ สนใจอยากจะนำเข้าเครื่องดื่มยี่ห้ออื่นจากไทยบ้าง ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่าสินค้าไทยเป็นที่ยอมรับและนิยมในตลาดอินเดียเป็นอย่างมาก ถ้าไม่มุ่งมาที่ตลาดนี้ก็บอกได้คำเดียวว่า "เสียดาย" ครับ


ขอบคุณรูปภาพจาก : www.thaiindia.net
โดย : อดุลย์ โชตินิสากรณ์
         ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองมุมไบ
2 มีนาคม 2558
แหล่งข้อมูล: ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองมุมไบ
โดย: ฐานเศรษฐกิจ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ