ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานการณ์ความวุ่นวายในประเทศไทยเมื่อช่วงหลายปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ปัญหาการเมืองเหลือง – แดง มาจนถึงเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปีที่แล้วได้ถูกนำเสนอผ่านสื่อต่างๆ จนเป็นที่รับรู้ไปทั่วโลก ทำให้ประชาชนในหลายประเทศรวมถึงประเทศจีนต่างวิตกกังวลและไม่กล้าที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวหรือลงทุนทำธุรกิจในประเทศไทย
อย่างไรก็ดีในส่วนของปีนี้สถานการณ์ต่างออกไป โดยชาวจีนเริ่มเห็นภาพความสงบมั่นคงของประเทศไทยมากขึ้นและเมื่อบวกรวมกับสถานการณ์เศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการอ้างสิทธิ์ในการครอบครองดินแดนต่างๆ ระหว่างจีนกับประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบยิ่งได้ช่วยส่งเสริมให้ไทยโดดเด่นและเป็นที่สนใจสำหรับชาวจีนมากขึ้นทางอ้อมทั้งในด้านการท่องเที่ยวและการลงทุน เรียกได้ว่าโอกาสของไทยในการดึงดูดเงินจากชาวจีนได้มารอถึงประตูบ้านแล้ว บทความนี้ BIC จะขอพาท่านผู้อ่านไปวิเคราะห์เจาะลึกรวมถึงฉายภาพให้เห็นที่มาที่ไปของกระแสนิยมไทยล่าสุดในหมู่ชาวจีน
ปูมหลัง 2 – 3 ปีที่แล้วเมื่อพูดถึงประเทศไทย คนจีนต่างร้อง “ยี้”
เหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่กินเวลาต่อเนื่องมาหลายปีในช่วงก่อนหน้านี้ได้ถูกนำเสนอผ่านสื่อมวลชนจีนอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นภาพติดตา ส่งผลให้ชาวจีนเกิดความกลัว ไม่กล้าไปท่องเที่ยว ไม่กล้าไปลงทุนในประเทศไทย ภาพพจน์ของไทยติดลบในสายตาชาวจีนอยู่พักใหญ่

ภาพเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองในไทยถูกนำเสนอผ่านสื่อฯ จีนต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
และแม้ว่าจะได้รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งในเดือน ก.ค. 2554 แต่เมื่อถึงปลายปี 2554 ไทยกลับต้องเจอกับอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบหลายสิบปีซึ่งเปรียบดังเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ภาพน้ำท่วมบ้านเรือน สถานที่ท่องเที่ยว ไปจนถึงนิคมอุตสาหกรรมได้ถูกสื่อจีนนำเสนอเป็นข่าวใหญ่รายวัน ตอกย้ำภาพลบของเมืองไทยในสายตาชาวจีนอย่างต่อเนื่องนับแรมเดือน

ต่อด้วยเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554
ในส่วนผู้นำระดับสูงของทั้งสองประเทศก็พบว่า 2 – 3 ปีที่ผ่านมาไม่ค่อยมีการแลกเปลี่ยนการเยือนเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างผู้นำระดับสูงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แม้ว่าผู้นำระดับสูงของจีนจะมีการเยือนประเทศอื่นๆ ในอาเซียนอย่างเป็นปกติ ถึงขนาดบางประเทศมีการเยือนมากกว่า 1 ครั้ง ซึ่งการเดินทางไปเชื่อมสัมพันธ์ระดับสูงของผู้นำจีนกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนก็ได้เป็นตัวช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศเหล่านั้นในสายตาของประชาชนชาวจีนโดยทั่วไป สร้างความมั่นใจในการเดินทางไปยังประเทศเหล่านั้นได้เป็นอันมาก
กระแสความนิยมของประเทศไทยจึงถูกบดบังไปด้วยเหตุผลต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งสามารถยืนยันได้จากตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงปี 2550 - 2552

ข้อมูลที่ได้จากการพูดคุยกับบรรดานักธุรกิจในพื้นที่เมืองเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ก่อนหน้านี้หากพูดถึงประเทศในอาเซียนที่ควรเดินทางไปท่องเที่ยวและลงทุน พวกเขาจะนึกถึงกลุ่มประเทศ VIP (เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์) เป็นหลัก ส่วนประเทศไทยนั้นทุกคนต่างส่ายหน้าโดยระบุว่าสาเหตุหลักมาจากปัญหาทางการเมือง
สถานะปัจจุบัน จีนกำลังมีเรื่องกับข้างบ้าน การเมืองไทยเริ่มสงบ นักธุรกิจและทัวร์จีนแห่เข้าไทย
การที่สถานการณ์ทางการเมืองของไทยมีความมั่นคงมากขึ้นและสถานการณ์น้ำท่วมก็ได้คลี่คลายลงจนกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทำให้ในปีนี้นักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยเพิ่มขึ้นมากเป็นประวัติการณ์ โดยจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทยในช่วงเดือน ม.ค. – ส.ค. ของปีนี้มีมากถึง 1.68 ล้านคน มากที่สุดในบรรดานักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้าไทย แซงหน้าแชมป์เก่าอย่างนักท่องเที่ยวมาเลเซียขึ้นมาอยู่ในอันดับ 1 ได้เป็นครั้งแรก และคาดว่าถึงสิ้นปีจะสามารถแตะหลัก 2 ล้านคนได้ไม่ยาก

นักท่องเที่ยวจีนนิยมมาเที่ยวเมืองไทย
โดยในส่วนพื้นที่ในความดูแลของสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเซี่ยเหมิน (มณฑลฝูเจี้ยนและมณฑลเจียงซี) ปกติมีเพียงสายการบินไทยรายเดียวที่ให้บริการเที่ยวบินตรงเซี่ยเหมิน – กรุงเทพฯ สัปดาห์ละ 4 เที่ยวบิน แต่ด้วยความต้องการเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างมากทำให้ปีนี้ในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลวันชาติจีน (1 ต.ค.) ที่กำลังจะมาถึงได้มีการเปิดให้บริการเที่ยวบินตรงเช่าเหมาลำจากเมืองขนาดรองอื่นๆ ไปยังกรุงเทพฯ เพิ่มเติม ได้แก่ นครฝูโจวของมณฑลฝูเจี้ยนและนครหนานชางของมณฑลเจียงซี ซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดความนิยมในประเทศไทยได้อย่างชัดเจนที่สุด
ด้านการลงทุน ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่า ปี 2554 จีนเป็นประเทศที่มีการเข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 รองจากญี่ปุ่น โดยในช่วง 5 ปีหลังสุดธุรกิจจีนได้มีการลงทุนในไทยกว่า 180 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 4,150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ต้นปีซึ่งได้มีส่วนช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของไทยในสายตาชาวจีนให้โดดเด่นขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้
- ปัจจัยภายนอก ปัญหาเศรษฐกิจของทั้งยุโรปและอเมริกาที่ยังคงซบเซาต่อเนื่องทำให้จีนเองหันมาให้ความสำคัญกับกลุ่มประเทศในอาเซียนมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดีปัจจุบันจีนกำลังมีปัญหาการอ้างกรรมสิทธิ์ของหมู่เกาะสแปรตลีย์ในทะเลจีนใต้กับไต้หวัน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย และบรูไน ซึ่งได้ส่งผลให้ความน่าสนใจของกลุ่มประเทศ VIP ลดลงในสายตาชาวจีน ส่วนอินโดนีเซียแม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการอ้างกรรมสิทธิ์ในดินแดนดังกล่าวโดยตรง แต่การที่อินโดนีเซียเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกาซึ่งพยายามจะเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคนี้แข่งกับจีนโดยการให้การสนับสนุนฟิลิปปินส์อย่างออกนอกหน้าก็พลอยทำให้โดนหางเลกไปด้วย
- ปัจจัยภายในของไทย ภาพลักษณ์ของไทยต่อจีนในรอบปีที่ผ่านมาเรียกได้ว่ามีความโดดเด่นเหนือทุกประเทศในอาเซียน สังเกตได้จากการที่ผู้นำระดับสูงของจีนตบเท้าเยือนประเทศไทยอย่างไม่ขาดสาย และในทางเดียวกันเมื่อผู้นำของไทยเดินทางเยือนจีนก็ได้รับเกียรติต้อนรับจากผู้นำระดับสูงจากฝั่งจีนอย่างสมศักดิ์ศรีไม่แพ้ชาติใดเช่นกัน นอกจากนี้ การที่รัฐบาลไทยไม่อนุมัติให้องค์กรนาซ่าของสหรัฐอเมริกาเข้ามาใช้สนามบินอู่ตะเภาเป็นฐานวิจัยก็ทำให้ไทยได้คะแนนจากจีนเพิ่มอย่างไม่ได้ตั้งใจอีกด้วย
โอกาสมาถึง จับจุดขายของไทยให้มั่น มุ่งขยายความร่วมมือกับจีนให้มาก
จากคำบอกเล่าของนักธุรกิจจีนในพื้นที่ทำให้ทราบว่า ความมั่นคงทางการเมืองของไทยถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะส่งผลต่อพัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างจีน – ไทยในทุกด้านตั้งแต่การเมือง การท่องเที่ยว ไปจนถึงเศรษฐกิจการค้าการลงทุน ส่วนภัยพิบัติทางธรรมชาตินั้นพวกเขาเห็นว่าเป็นเพียงผลกระทบชั่วคราว เมื่อผ่านพ้นไปแล้วความมั่นใจก็จะกลับมาได้ไม่ยาก

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2558 สอดรับเป็นอย่างดีกับการที่ไทยพยายามผลักดันตัวเองให้เป็นศูนย์กลางในทุกด้านของภูมิภาคอาเซียน โดยไทยเองมีความพร้อมและข้อได้เปรียบในหลายด้าน รวมถึงมีต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่ไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับประเทศจีนในปัจจุบัน นอกจากนี้การที่อาเซียนได้มีการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับอีกหลายประเทศตามกรอบอาเซียน + 3 หรือ อาเซียน + 6 ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่บรรดาธุรกิจจากจีนต้องการเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อส่งออกไปยังประเทศที่สามโดยอาศัยสิทธิประโยชน์จากข้อตกลงดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศใหญ่อย่างอินเดียที่ปัจจุบันมีประชากรมากกว่า 1,000 ล้านคนซึ่งจีนเองไม่ได้มีข้อตกลงเขตการค้าเสรีด้วย
จากข้อมูลทั้งหมดที่ได้นำเสนอไปข้างต้นหวังว่าท่านผู้อ่านคงจะพอมองเห็นถึงโอกาสที่กำลังสดใสของไทยในการพัฒนาความสัมพันธ์ในทุกด้านกับจีนซึ่งนับวันจะเข้ามามีบทบาทต่อทั้งประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น สุดท้ายก็คงต้องขึ้นอยู่กับท่านๆ ผู้อ่านทั้งหลายแล้วล่ะครับว่าจะสามารถตักตวงประโยชน์จากช่วงเวลาโอกาสทองนี้ได้มาน้อยแค่ไหน อย่าปล่อยให้โอกาสหลุดมือไปเฉยๆ นะครับ....
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
หนังสือพิมพ์ China Daily ฉบับวันที่ 11 ก.ย. 2555
Pocket
www.thailand-china.com
http://www.thaibizchina.com/thaibizchina/th/china-economic-business/result.php?IBLOCK_ID=69&SECTION_ID=441&ELEMENT_ID=15137
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
