“30 ปีเขตเศรษฐกิจพิเศษเซี่ยเหมิน” ความสำเร็จที่ยังไม่สิ้นสุด

นับตั้งแต่ที่ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้ดำเนินนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone) เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2523 พร้อมกับอีก 3 เมืองในมณฑลกวางตุ้ง (เซินเจิ้น ซ่านโถว จูไห่)[1] จนถึงวันนี้นับรวมได้เป็นระยะเวลา 30 ปีแล้วที่เมืองเซี่ยเหมินของมณฑลฝูเจี้ยนได้ทำหน้าที่เป็นเสมือนเมืองหน้าด่านเปิดรับการค้าการลงทุนจากต่างชาติตามความตั้งใจของท่านอดีตผู้นำเติ้ง เสี่ยวผิงที่ต้องการจะใช้เขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นพื้นที่ทดลองสำหรับการดำเนินนโยบายปฏิรูปเปิดประเทศ ดังนั้นเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2554 ที่ผ่านมา เมืองเซี่ยเหมินจึงได้มีการจัดพิธีฉลองความสำเร็จของการพัฒนาเมืองในรอบ 30 ปีขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งโอกาสนี้ BIC จะขอพาท่านผู้อ่านย้อนรอยไปติดตามพัฒนาการในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา รวมถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยิ่งใหญ่กว่าในอนาคตของเมืองเซี่ยเหมิน

จากหมู่บ้านชาวประมงสู่เมืองท่าสำคัญ

ก่อนอื่นเพื่อช่วยให้เห็นภาพพัฒนาการของการพัฒนาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ควรจะต้องทราบเสียก่อนว่าลักษณะทางกายภาพของพื้นที่เมืองเซี่ยเหมินนั้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนที่เป็นเกาะและส่วนที่อยู่บนแผ่นดินใหญ่ โดยส่วนเป็นเกาะมี่พื้นที่รวม 139 ตร.กม. (เล็กกว่าเกาะภูเก็ตของไทยประมาณ 4 เท่า) และส่วนที่อยู่บนแผ่นดินใหญ่มีพื้นที่รวม 1,430 ตร.กม.

และเนื่องจากลักษณะของพื้นที่ที่เป็นอ่าวที่มีความกว้างและลึก รวมถึงมีที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกับเกาะไต้หวันทำให้เมืองเซี่ยเหมินเป็นเมืองท่าการค้าที่สำคัญมาตั้งแต่สมัยโบราณโดยเป็นที่รู้จักกันในชื่อของ Amoy อย่างไรก็ดีในอดีตอาชีพหลักของคนส่วนใหญ่ยังคงเป็นการทำประมง จนกระทั่งได้รับเลือกจากรัฐบาลกลางให้ทำหน้าที่เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษในปี 2523 และเริ่มก่อตั้งในปี 2524 จึงได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้น โดยในช่วงแรกได้มีการบังคับใช้นโยบายสำหรับเขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่เพียง 2.5 ตร.กม. ของเขตหูหลี่เท่านั้น หลังจากนั้นในเดือน ก.พ. 2527 ท่านผู้นำเติ้ง เสี่ยวผิง เจ้าของแนวคิดปฏิรูปเปิดประเทศก็ได้มีโอกาสเดินทางมาสำรวจเมืองเซี่ยเหมินเป็นครั้งแรก ซึ่งจากนั้นไม่นานรัฐบาลกลางก็ได้ประกาศให้พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษครอบคลุมทั้งเกาะเซี่ยเหมินรวมถึงเกาะกู่ล่างหยู่หรือเกาะดนตรีด้วย

ในการเลือกพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ รัฐบาลจีนได้คำนึงถึงลักษณะทางกายภาพ ศักยภาพทางเศรษฐกิจ และที่ตั้งในเชิงยุทธศาสตร์ของพื้นที่เหล่านั้นเป็นหลักในการพิจารณา ซึ่งเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลกลางได้เลือกเมืองเซี่ยเหมินให้ทำหน้าที่เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษมีอยู่ 2 ประการ ได้แก่

1. ต้องการใช้เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการดึงดูดการค้าการลงทุนกับไต้หวัน เนื่องจากมีความใกล้ชิดกันในด้านทำเลที่ตั้ง ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม

2. มีพื้นที่เป็นเกาะอยู่บริเวณชายฝั่งตะวันออก จึงเหมาะที่จะใช้ระบบเศรษฐกิจทดลองได้โดยไม่ส่งผลกระทบกับพื้นที่ในส่วนที่เป็นแผ่นดินใหญ่

ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้เขตเศรษฐกิจพิเศษเซี่ยเหมินเป็นแหล่งรองรับการค้าและการลงทุนจากต่างชาติที่สำคัญของจีนแผ่นดินใหญ่ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา และเศรษฐกิจของเมืองเซี่ยเหมินได้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากมูลค่าผลผลิตมวลรวม (GDP) ในปี 2524 ที่ 741 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นเป็น 206,007 ล้านหยวนในปี 2553 ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่สูงถึงร้อยละ 17.4 ต่อปี ส่วนรายรับการคลังก็เติบโตขึ้นไม่น้อยหน้ากันโดยจากที่มีมูลค่า 195 ล้านหยวนในปี 2524 เพิ่มขึ้นเป็น 52,602 ล้านหยวนในปี 2553 หรือเท่ากับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 21.5 ต่อปี

ด้านการเป็นแหล่งดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ จากข้อมูล ณ สิ้นปี 2526 พื้นที่ของเขตเศรษฐกิจพิเศษเซี่ยเหมินในเขตหูหลี่มีจำนวนธุรกิจที่มีการร่วมทุนกับต่างชาติรวม 22 ราย คิดเป็นมูลค่าการลงทุนจากต่างชาติรวม 7.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากนั้นการลงทุนต่างชาติในเมืองเซี่ยเหมินก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ พร้อมไปกับการขยายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มในช่วงหลังทำให้จนถึงสิ้นปี 2553 รัฐบาลเมืองเซี่ยเหมินได้มีการอนุมัติโครงการลงทุนจากต่างชาติรวมแล้วทั้งสิ้น 9,007 โครงการ โดยในจำนวนนี้มีโครงการจากบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ติดอยู่ใน 500 อันดับบริษัทที่แข็งแกร่งที่สุดของโลกจากการจัดอันดับโดยนิตยสาร Fortune อยู่รวม 49 แห่ง คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมทั้งสิ้น 22,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ด้านการเป็นเมืองท่าการค้าระหว่างประเทศ ข้อได้เปรียบที่สำคัญอย่างหนึ่งของเมืองเซี่ยเหมินก็คือการมีทำเลที่ตั้งและลักษณะภูมิประเทศที่เอื้ออำนวยกับการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเมืองเซี่ยเหมินเองก็ได้ใช้ข้อได้เปรียบดังกล่าวลงทุนพัฒนาก่อสร้างสาธารณูปโภคด้านท่าเรือขนาดใหญ่มาโดยตลอด ซึ่งสอดรับกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของเมืองที่ต้องการเน้นการผลิตเพื่อการส่งออกเป็นหลัก (Export – Oriented Economy) จึงเสมือนกับมีแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งอยู่ถึง 2 แรง ทั้งในแง่ของการเป็นแหล่งผลิตสินค้าแหล่งใหญ่และการมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการส่งออกไปยังต่างประเทศ เหล่านี้จึงทำให้ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาตัวเลขการค้าต่างประเทศของเมืองเซี่ยเหมินมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 22.7 โดยในปี 2553 มีมูลค่าการค้าต่างประเทศรวม 57,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นการส่งออก 35,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้า 21,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยท่าเรือเซี่ยเหมินถือเป็นท่าเรือที่มีปริมาณสินค้าบรรจุตู้คอนเทนเนอร์ผ่านเข้า ออกมากที่สุดเป็นอันดับที่ 7 ของจีนแผ่นดินใหญ่ และอันดับที่ 19 ของโลก โดยมีปริมาณสินค้าในปี 2553 รวม 5.82 ล้าน TEUs

อุตสาหกรรมหลักของเมือง ในระยะเริ่มแรกของการก่อตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเน้นไปที่อุตสาหกรรมเบา (Light Industry) และอุตสาหกรรมการผลิต (Manufacturing Industry) เพื่อการส่งออกเป็นหลัก ต่อมาในระยะหลังจึงได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นอุตสาหกรรมที่มีการใช้เทคโนโลยีระดับสูงมากขึ้น โดยปัจจุบันอุตสาหกรรมสำคัญ 3 ประเภทหลักของเมืองเซี่ยเหมิน ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องจักร และอุตสาหกรรมเคมี ซึ่งมูลค่าผลผลิตมวลรวมจากอุตสาหกรรมทั้ง 3 ประเภทคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 75 ของมูลค่าผลผลิตมวลรวมของอุตสาหกรรมทั้งเมือง นอกจากนี้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเมืองเซี่ยเหมินได้ให้การสนับสนุนธุรกิจภาคบริการมากขึ้นและเปลี่ยนแนวทางของอุตสาหกรรมจากเดิมที่เน้นเพียงการส่งออกอย่างเดียวหันมาผลิตเพื่อป้อนตลาดในประเทศมากขึ้นด้วย

นอกจากความสำเร็จที่เห็นได้จากการเติบโตของตัวเลขทางเศรษฐกิจแล้ว เมืองเซี่ยเหมินก็ไม่ได้ละเลยการพัฒนาด้านสังคม วัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน รวมทั้งด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจนได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในจีน โดยถือเป็นเมืองแรกๆ ในจีนแผ่นใหญ่ที่ได้มีการเริ่มทดลองใช้นโยบายเรียนฟรี บ้านเอื้ออาทร การกำหนดมาตรฐานค่าจ้างขั้นต่ำ การจ่ายเบี้ยชรา รวมถึงการรับประกันการรักษาพยาบาลให้กับคนเมืองและคนชนบทอย่างเท่าเทียม ส่วนในด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม เมืองเซี่ยเหมินได้มุ่งมั่นจะคิดค้นและนำวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาใช้ในการผลิตรวมถึงการใช้ชีวิตของประชาชนให้ลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยมลพิษให้มากที่สุด ทำให้ปัจจุบันเมืองเซี่ยเหมินมีอัตราการบริโภคพลังต่อทุก 10,000 หยวนของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมเพียงครึ่งหนึ่งของค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ และล่าสุดเมืองเซี่ยเหมินเพิ่งได้รับรางวัล เมืองแห่งการริเริ่มสร้างสรรค์นวัตกรรม และ เมืองคาร์บอนต่ำ (Low – Carbon City)” จากการสำรวจเมืองใหญ่ทั่วประเทศจีนประจำปี 2554

ก้าวต่อไป กับเป้าหมายที่ใหญ่กว่า

จากความสำเร็จในการพัฒนาเมืองตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นทำให้ในเดือน ส.ค. 2553 รัฐบาลได้อนุมัติพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเซี่ยเหมินเพิ่มเติมโดยครอบคลุมถึงพื้นที่อีก 4 เขตของเมืองเซี่ยเหมินที่อยู่บนแผ่นดินใหญ่ด้วย ซึ่งถือได้ว่าเป็นความท้าทายใหม่ครั้งสำคัญของเมืองเซี่ยเหมินที่จะต้องทุ่มเททั้งงบประมาณและความสามารถในการที่จะทำให้พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษทั้งหมดที่ขยายใหญ่กว่าเดิมถึง 12 เท่าสามารถพัฒนาไปได้เหมือนกับที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วในอดีต

อุปสรรคสำคัญสำหรับการพัฒนาในครั้งใหม่นี้ก็คือ การที่พื้นที่ของเมืองถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือส่วนที่เป็นเกาะและส่วนที่เป็นแผ่นดินใหญ่ ซึ่งแต่เดิมนั้นพื้นที่ที่เป็นเกาะถือเป็นข้อดีของการพัฒนาเนื่องจากสามารถใช้เป็นพื้นที่ทดลองและควบคุมการใช้นโยบายใหม่ได้สะดวก แต่การที่พื้นที่บนเกาะมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วจากนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษก็ได้ส่งผลให้ความเจริญของพื้นที่บนเกาะและนอกเกาะแตกต่างกันเป็นอย่างมาก

ดังนั้นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนา เมืองเซี่ยเหมินจึงได้วางแนวทางการพัฒนาเมืองในอนาคตไว้ 2 ด้านหลัก โดยยังคงไม่ละทิ้งประเด็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) ดังที่ได้ให้ความสำคัญเสมอมา ดังนี้

1. การพัฒนาความเป็นเมือง (Urbanization) โดยผ่าน 2 แนวทางหลัก ได้แก่

1.1 การกระจายความเจริญให้เท่าเทียมระหว่างพื้นที่บนเกาะ นอกเกาะ ตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมาเมืองเซี่ยเหมินเริ่มให้ความสำคัญกับการลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์นอกเกาะมากกว่าบนเกาะ โดยในปี 2554 ได้มีการใช้เงินลงทุนไปกว่า 61,000 ล้านหยวนสำหรับการพัฒนาพื้นที่นอกเกาะซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 60.5 ของงบประมาณที่ใช้ในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของทั้งเมือง นอกจากนี้ยังได้มีการก่อตั้งเขตนิคมอุตสาหกรรมใหม่อีกหลายแห่งบนเขตแผ่นดินใหญ่รวมถึงผลักดันให้โรงงานอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่บนเกาะย้ายออกไปอยู่นอกเกาะ มีโครงการสร้างอุโมงค์และสะพานเพิ่มเติมรวมถึงปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเดิมบนเกาะให้ทำหน้าที่ได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น (ปัจจุบันมีอุโมงค์ลอดใต้ทะเล 1 แห่ง และสะพานข้ามทะเล 4 แห่งที่เปิดใช้งานอยู่) มีโครงการก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่ที่เกาะต้าเติงในเขตเสียงอัน และโครงการขนส่งมวลชนระบบรางที่จะเชื่อมพื้นที่บนเกาะและนอกเกาะในทุกเขต ขณะเดียวกันก็จะมีการควบคุมราคาอสังหาริมทรัพย์ของพื้นที่นอกเกาะไม่ให้สูงระดับเดียวกับพื้นที่บนเกาะเพื่อจูงใจให้คนอยากออกไปใช้ชีวิตอยู่นอกเกาะกันมากขึ้นเนื่องจากมีค่าครองชีพที่ต่ำกว่า

1.2 การบูรณาการการพัฒนาร่วมระหว่าง 3 เมือง เซี่ยเหมิน จางโจว เฉวียนโจว (Golden Triangle) ปี 2554 ที่ผ่านมา รัฐบาลทั้ง 3 เมืองได้ลงนามในแผนการร่วมกันพัฒนาเมืองในหลายด้าน ได้แก่ อุตสาหกรรม การวางผังเมือง การบริการทางการแพทย์ การขนส่ง และการท่องเที่ยว โดยได้มีการกำหนดแผนการพัฒนาดังกล่าวไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม 5 ปี (2554 2558) ฉบับที่ 12 ของแต่ละเมืองซึ่งเป้าหมายของโครงการดังกล่าวต้องการให้ 3 เมืองทางใต้ของมณฑลฝูเจี้ยนร่วมกันพัฒนาเพื่อให้เกิดเป็นเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่แห่งใหม่ โดยจะสามารถส่งผลดีต่อเขตเศรษฐกิจพิเศษเซี่ยเหมินอย่างมากเนื่องจากจะสามารถเชื่อมโยงและใกล้ชิดกับเศรษฐกิจท้องถิ่นได้มากขึ้น รวมถึงเพิ่มความสำคัญในฐานะที่เป็นศูนย์กลางเขตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นใหม่นี้ด้วย

จากการพิจารณาจะพบว่า นโยบายการบูรณาการการพัฒนาร่วม 3 เมือง เซี่ยเหมิน จางโจว เฉวียนโจว นั้นมีความสัมพันธ์และมีส่วนสนับสนุนนโยบายการกระจายความเจริญระหว่างพื้นที่บนเกาะ นอกเกาะของเมืองเซี่ยเหมินอย่างชัดเจน เนื่องจากที่ตั้งของเมืองเซี่ยเหมินนั้นอยู่กึ่งกลางระหว่าง 2 เมือง ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่ของเกาะเซี่ยเหมินทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางความเจริญในแทบจะทุกด้าน ดังนั้นการพัฒนาพื้นที่นอกเกาะของเมืองเซี่ยเหมินซึ่งมีลักษณะเหมือนวงแหวนอยู่ระหว่างเกาะเซี่ยเหมินกับอีก 2 เมืองรอบนอกจึงจะสามารถได้รับแรงผลักดัน 2 ด้าน คือ 1) ความเจริญจากบนเกาะที่จะถ่ายเทออกไปยังพื้นที่รอบนอก และ 2) ทรัพยากรที่จำเป็นต่อการพัฒนาจากเมืองจางโจวและเฉวียนโจวที่จะหมุนเวียนและหลั่งไหลเข้าสู่เกาะเซี่ยเหมินในฐานะที่เป็นศูนย์กลางการพัฒนาโดยมีพื้นที่นอกเกาะเป็นทางผ่าน ซึ่งจะช่วยทำให้การพัฒนาพื้นที่นอกเกาะของเมืองเซี่ยเหมินเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและมีรูปธรรมชัดเจนมากขึ้น

2. การปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจของเมือง โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง อุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ (Emerging Industry) และอุตสาหกรรมบริการสมัยใหม่ (Modern Service Industry) ให้มากขึ้น โดยจะสนับสนุนการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้มากยิ่งขึ้น มุ่งหวังจะเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมบริการสมัยใหม่ในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นด้านท่าเรือ การขนส่งและโลจิสติกส์ การจัดประชุมและนิทรรศการ (MICE) การท่องเที่ยว และการเงิน ซึ่งในเดือน เม.ย. 2554 ที่ผ่านมาเมืองเซี่ยเหมินได้ประกาศดำเนินโครงการ ศูนย์กลางการเงินระหว่างช่องแคบไต้หวันอย่างเป็นทางการ โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อต้องการดึงดูดสถาบันการเงินจากทั่วทุกภูมิภาคของโลกให้เข้ามาเปิดบริการทำธุรกิจการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันการเงินจากไต้หวันที่จะมีส่วนสำคัญอย่างมากในการดึงดูดการลงทุนจากใต้หวันให้เข้ามาลงทุนในพื้นที่ได้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต (ปัจจุบันการลงทุนจากไต้หวันในเมืองเซี่ยเหมินคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 40 ของการลงทุนจากนอกจีนแผ่นดินใหญ่ทั้งหมด)


ลำดับเหตุการณ์สำคัญในช่วง 30 ปีของเขตเศรษฐกิจพิเศษเซี่ยเหมิน

ปี

เหตุการณ์สำคัญ

2524

โรงงาน Amoi Electronics (ปัจจุบันคือ Amoi Technology Co Ltd,) โรงงานผลิตโทรทัศน์ กล้องวีดีโอ และอื่นๆ เข้ามาก่อตั้งในเมืองเซี่ยเหมิน ถือเป็นโรงงานที่เป็นการร่วมทุนระหว่างจีนและต่างชาติเป็นโรงงานแรกในมณฑลฝูเจี้ยน

2528

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการก่อสร้างสนามบินนานาชาติเซี่ยเหมิน ก่อสร้างด้วยเงินจำนวน 21 ล้านดอลลาร์สหรัฐซึ่งกู้มาจากประเทศคูเวต นับเป็นโครงการก่อสร้างโครงการแรกของจีนที่ก่อสร้างด้วยเงินกู้จากรัฐบาลต่างชาติ

2531

จัดงาน Fair for International Investment and Trade ขึ้นเป็นครั้งแรกของมณฑล มีนักลงทุนจาก 14 ประเทศ / เขตเศรษฐกิจเข้าร่วมงาน

2537

สภาประชาชนแห่งชาติ (The National People’s Congress) มีมติให้เมืองเซี่ยเหมินสามารถออกและบังคับใช้กฎหมายรวมถึงกฎระเบียบต่างๆ เองได้ในฐานะที่เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ

2540

งาน CIFIT (China International Fair for Investment and Trade) จัดขึ้นครั้งแรก ปัจจุบันถือเป็นงานเดียวในประเทศจีนที่มุ่งอำนวยความสะดวกให้กับการลงทุนในแบบทวิภาคี และถือเป็นงานมหกรรมการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก รับรองโดย Global Association of the Exhibition Industry

2541

Dell บริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์รายใหญ่และ 1 ใน 500 บริษัทใหญ่ที่สุดในโลกจากการจัดอันดับของนิตยสาร Fortune เปิดใช้ฐานการผลิตในเมืองเซี่ยเหมิน ปัจจุบันเซี่ยเหมินเป็นฐานการผลิตสำคัญของ Dell เพื่อป้อนสู่ตลาดจีน

2545

Xiamen Export Processing Zone ภายใต้การดูแลของกรมศุลกากร ได้รับการรับรองจากคณะรัฐมนตรีและอีก 8 กระทรวงที่เกี่ยวข้อง และเริ่มเปิดใช้อย่างเป็นทางการ

2549

เมืองเซี่ยเหมินส่งผลผลิตทางการเกษตรชุดแรกไปยังเกาะจินเหมินของไต้หวันผ่านโครงการ 3 ตัวเชื่อมย่อย (Mini Three Links) โครงการความร่วมมือด้านบริการไปรษณีย์ การขนส่ง และการค้า ระหว่างมณฑลฝูเจี้ยนกับเกาะจินเหมินและเกาะมาจูของไต้หวัน

2553

คณะรัฐมนตรีมีมติเลือกเมืองเซี่ยเหมินให้เป็นศูนย์กลางบริการทางการเงินระหว่างช่องแคบไต้หวันเพื่อทำหน้าที่ดึงดูดการลงทุนทางการเงินจากไต้หวัน

บทส่งท้าย

ตลอดระยะเวลา 30 ปีแห่งการพัฒนาเขตเศรษฐกิจเซี่ยเหมินได้สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการเลือกใช้นโยบายปฏิรูปเปิดประเทศของท่านอดีตผู้นำเติ้ง เสี่ยวผิงที่วันนี้ได้ทำให้เศรษฐกิจจีนเติบโตขึ้นจนมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกได้เป็นอย่างดี ซึ่งความท้าทายครั้งใหม่ในอนาคตอันใกล้ของเมืองเซี่ยเหมินในการที่จะนำพาทั้งพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเดิม (บนเกาะ) และพื้นที่เศรษฐกิจที่เพิ่งได้รับการขยายใหม่ (บนแผ่นดินใหญ่) ให้สามารถพัฒนาไปด้วยกันได้อย่างเท่าเทียมยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไป เชื่อแน่ว่าหากเมืองเซี่ยเหมินสามารถทำได้สำเร็จก็จะถือเป็นอีกหน้าบันทึกประวัติศาสตร์การพัฒนาที่สำคัญของประเทศจีน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

การก้าวขึ้นแห่งเมืองเซี่ยเหมิน

หนังสือพิมพ์ China Daily ฉบับวันที่ 26 และ 27 ธ.ค. 2554

หนังสือพิมพ์เซี่ยเหมินรื่อเป้า ฉบับวันที่ 27 และ 28 ธ.ค. 2554

นิตยสาร Beijing Review ฉบับวันที่ 19 ม.ค. 2555



[1] ภายหลังรัฐบาลจีนได้อนุมัติจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติมอีก 2 แห่ง ได้แก่ มณฑลไห่หนานหรือเกาะไหหลำในปี 2531 และเมืองคาสือหรือ Kashgar ของเขตปกครองตนเองซินเจียงในปี 2553 นอกจากนี้ในปี 2527 ยังได้อนุมัติให้อีก 14 เมือง ได้แก่ ต้าเหลียน ฉินหวงเต่า เทียนจิน เยียนไท่ ชิงเต่า เซี่ยงไฮ้ หนานทง หนิงโป เวินโจว ฝูโจว กว่างโจว จ้านเจียง เป๋ยไห่ และเหลียนหยุนก่าง ทำหน้าที่เป็นเขตพัฒนาชายฝั่งทะเลด้วย (Coastal Development Areas) ด้วย

3 กุมภาพันธ์ 2555
แหล่งข้อมูล: (03/02/2012)
โดย: ยุทธพงศ์ เอกปฐมศักดิ์ ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในจีน ณ เมืองเซี่ยเหมิน (www.thaibizchina.com)

Back to the list

More Related

  • การละเมิดเครื่องหมายการค้าในประเทศจีนได้กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ผู้คนทั่วโลกหยิบยกขึ้นมา ถกเถียงกันอีกครั้งเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่ศาลจีนตัดสินให้บริษัท Apple ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของสหรัฐฯ เจ้าของเครื่องหมายการค้า iPhone เป็นฝ่ายแพ้คดีโต้แย้งสิทธิในเครื่องหมายการค้ากับบริษัท ปักกิ่ง ซินทงเทียนตี้ จำกัด ผู้ผลิตเครื่องหนังของจีน การจดลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้าในจีนจึงเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ผู้สนใจต้องรู้ไว้ก่อนคิดไปบุกตลาดจีน  
  • ข่าวดีล่าสุดสำหรับคนที่ไปท่องเที่ยวและถือโอกาสช้อปที่จีน มณฑลกวางตุ้งที่มีนครกว่างโจวเป็นเมืองหลวงได้ประกาศคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยได้เริ่มใช้นโยบายคืน VAT นี้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2559 เป็นต้นมา
  • ปัจจุบันคนฮ่องกงตื่นตัวและหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น สินค้าออร์แกนิคจึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนฮ่องกงที่รักสุขภาพและมีกำลังซื้อเพียงพอที่จะบริโภคสินค้าออร์แกนิคเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นสินค้าอาหารที่ปราศจากสารเคมีหรือสิ่งปนเปื้อนต่าง ๆ สินค้าออร์แกนิคส่วนใหญ่จะมีราคาสูงกว่าสินค้าชนิดเดียวกันที่ไม่ใช่ออร์แกนิคอยู่พอสมควร เนื่องจากมีกระบวนการผลิตที่มีความละเอียดและระยะเวลาในการผลิตค่อนข้างนานกว่าจะสามารถนำมาจำหน่ายในท้องตลาดได้
  • เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2558 รัฐบาลมณฑลกวางตุ้งได้ประกาศแผนการดำเนินงานการสร้างเขตสาธิตแบบศูนย์รวมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน สู่สาธารณะชนอย่างเป็นทางการ โดยในแผนงานฯ ดังกล่าวได้กำหนดแนวทางและเป้าหมายที่จัดเจนในการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนในมณฑลกวางตุ้ง
  • แม้ว่าฮ่องกงจะเป็นเมืองท่าปลอดภาษีที่การนำเข้าสินค้าและอาหารต่าง ๆ จากต่างประเทศจะสามารถเข้าสู่ฮ่องกงได้โดยสะดวก ทั้งที่เป็นสินค้าเพื่อการบริโภคภายในและสินค้าเพื่อการส่งออกต่อ (re-export) ไปยังจีน แต่สำหรับสินค้าและผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ ที่จะนำมาวางจำหน่ายในท้องตลาดฮ่องกงจะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ถูกสุขอนามัยและมีความปลอดภัยเพียงพอสำหรับผู้บริโภค
  • เขตปกครองตนเองซินเจียงเป็นประตูที่สำคัญสู่เอเชียกลางและยุโรป เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญบนเส้นทางสายไหมใหม่ เป็นเขตที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาการค้าและการลงทุนภายใต้นโยบาย “One Belt, One Road” ของจีน เพราะซินเจียงเป็นแหล่งการปลูกฝ้ายที่สำคัญที่สุดของประเทศ

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ