เขตเศรษฐกิจใหม่เหลี่ยงเจียง นครฉงชิ่ง แหล่งลงทุนแห่งใหม่ของโลก
เขตเศรษฐกิจใหม่เหลี่ยงเจียง นครฉงชิ่ง แหล่งลงทุนแห่งใหม่ของโลก

“เขตเศรษฐกิจใหม่เหลี่ยงเจียง (两江新区)” ก่อตั้งในเดือน มิ.ย 2010 และอยู่ในแผนยุทธศาสตร์พัฒนาตะวันตกของจีน ต่อมาเมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2011 การประชุมสภาประชาชนแห่งชาติว่าด้วยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม (ค.ศ. 2011-2015) ฉบับที่ 12 ระบุถึงความสำคัญ ยก “เขตเศรษฐกิจใหม่เหลี่ยงเจียง” สู่พื้นที่นำร่องเพื่อปฏิรูปและพัฒนานครฉงชิ่ง เพื่อเป็นหัวจักรใหญ่ เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจภาคตะวันตกแถบต้นแม่น้ำแยงซีเกียง และเร่งกระจายความเจริญสู่ดินแดนจีนตอนในในอีกทศวรรษนับจากนี้ไป


ตำแหน่งที่ตั้งของเขตเศรษฐกิจใหม่เหลี่ยงเจียง นครฉงชิ่ง


“เหลียงเจียง” ถือเป็นเขตเศรษฐกิจแหล่งใหม่แห่งที่ 3 ของจีน ตั้งอยู่ในเขตเมืองที่มีการปกครองขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลางต่อจาก “เขตเศรษฐกิจใหม่ผู่ตง (ก่อตั้งปี 1990)” ในนครเซี่ยงไฮ้ และ “เขตเศรษฐกิจใหม่ปินไห่ (ก่อตั้งปี 2000)” ในนครเทียนจิน ถือเป็นเขตเศรษฐกิจใหม่แห่งแรกที่อยู่ในดินแดนจีนตอนใน

เขตเศรษฐกิจใหม่เหลี่ยงเจียง ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลัก 5 ด้าน คือ เป็นเขตริเริ่มการทดลองใช้นโยบายลดช่องว่างระหว่างเมืองและชนบท เป็นฐานการผลิตระดับสูงในภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจบริการของดินแดนจีนตอนใน เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและศูนย์กลางทางการเงินแห่งภูมิภาคต้นน้ำแยงซีเกียง เป็นประตูสำคัญในการเชื่้อมต่อจีนตอนในออกสู่โลกภายนอก รวมถึงเป็นพื้นที่เพื่อการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์

สำหรับด้านยุทธศาสตร์การพัฒนาในภาคอุตสาหกรรมการผลิตของเขตเศรษฐกิจใหม่เหลี่ยงเจียง มุ่งเน้นไปใน 5 ด้าน คือ เกี่ยวกับระบบรางและการคมนาคม เกี่ยวกับการกำเนิดพลังงานไฟฟ้าและอุปกรณ์ (รวมถึงพลังงานนิวเคลียร์และพลังงานลม) เกี่ยวกับยานยนต์พลังงานทางเลือก เกี่ยวกับการทหารและการป้องกันประเทศ และเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ

รวมถึงมียุทธศาสตร์การพัฒนาด้านนวัตกรรมในเขตเศรษฐกิจใหม่ดังกล่าวโดยจัดตั้ง 3 สถาบันหลัก ได้แก่ สร้างศูนย์วิจัยและพัฒนาแห่งชาติ สร้างฐานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ระดับสูง และสร้างศูนย์สำรองข้อมูลอิเล็คทรอนิกส์

เขตเศรษฐกิจใหม่เหลี่ยงเจียงนี้ จะสามารถผลักดันเศรษฐกิจดินแดนตอนในของจีนให้เติบโตทัดเทียมกับเขตชายฝั่งตะวันออก ทั้งด้านธุรกิจการเงิน การค้าการลงทุน การนำเข้าส่งออก ด้านอสังหาริมทรัพย์ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และระบบการจัดการ ระบบการจัดเก็บภาษี รวมถึงเป็นช่องทางสำคัญเพื่อดึงดูดการพัฒนาด้านต่างๆ สู่ดินแดนตอนใน ในขณะเดียวกันเป็นทางเพื่อเชื่อมโยงสู่ภายนอกทั้งในและนอกประเทศ

จากยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้ส่งผลให้เขตเศรษฐกิจใหม่เหลี่ยงเจียงกำลังจะก้าวสู่การเป็นที่ตั้งของฐานการผลิตและแปรรูปขนาดใหญ่เพื่อรองรับการนำเข้าส่งออก เป็นที่ตั้งของเขตวิจัยและพัฒนาในภาคอุตสาหกรรมไฮเทคและภาคอุตสาหกรรมบริการสมัยใหม่ รวมถึงเป็นศูนย์กลางทางการเงินและโมเดิร์นโลจิสติกส์แห่งต้นแม่น้ำแยงซีเกียง

เขตเศรษฐกิจใหม่เหลี่ยงเจียง มีอาณาเขต 1,200 ตร.กม ตั้งอยู่ใน 3 เขตใหญ่ทางด้านเหนือของเขตอวีจง (เป็นที่ตั้งของตัวเมืองฉงชิ่ง) 3 เขตดังกล่าว คือ



1. เขตเป่ยเป้ย (北碚) จำนวนประชากร 6.3 ล้านคน อยู่ทางด้านตะวันตก มีแม่น้ำเจียหลิงเจียงไหลผ่านกลาง เป็นที่ตั้งของ “เขตสินค้าทัณฑ์บนเหลียงลู่ชุ่นทาน” ซึ่งเป็นเขตปลอดภาษีแห่งแรกที่อยู่ในดินแดนตอนในของจีนก่อตั้งขึ้นในปี 2009

2. เขตเจียงเป่ย (江北) จำนวนประชากร 4.5 ล้านคน อยู่ทางด้านใต้ติดกับแม่น้ำเจียหลิงเจียงและแยงซีเกียงตลอดแนว อยู่ติดกับเขตอวีจง ซึ่งเป็นที่ตั้งของตัวเมืองฉงชิ่ง

3. เขตอวีเป่ย (渝北) จำนวนประชากร 7.93 ล้านคน เป็นเขตที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุด อยู่ตรงลางระหว่างเขตเป่ยเป้ยและเขตเจียงเป่ยโดย ด้านตะวันตกติดกับแม่น้ำเจียหลิงเจียง

แนวความคิดการพัฒนาที่ดินในเขตเศรษฐกิจใหม่เหลี่ยงเจียงจากพื้นที่ทั้งหมด 1,200 ตร.กม. นั้น แบ่งเป็นพื้นที่เพื่อการพัฒนาจริง 650 ตร.กม. (ซึ่งได้พัฒนาไปแล้วมากกว่า 150 ตร.กม.) โดยจะเริ่มต้นจากด้านใต้สู่เหนือในเป็น 3 บริเวณ คือ บริเวณริมแม่น้ำเจียหลิงเจียงเป็นย่านธุรกิจบริการสมัยใหม่และย่านธุรกิจการเงิน บริเวณส่วนตรงกลางเป็นย่านที่พักอาศัยสมัยใหม่ และบริเวณด้านทิศเหนือเป็นย่านอุตสาหกรรมการผลิตทั้งหมด



รัฐบาลได้วางกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาในเขตเศรษฐกิจใหม่เหลี่ยงเจียงออกเป็น 3 ระยะ คือ

ระยะที่ 1 : ปี 2009-2010 ช่วงเริ่มต้นการพัฒนา

รัฐบาลนครฉงชิ่งยื่นเสนอแผนโครงการเขตเศรษฐกิจใหม่เหลี่ยงเจียง รวมถึงขอบเขตการดำเนินงาน การบริหารงาน รวมถึงระบบสาธาณูปโภคพื้นฐานและระบบการคมนาคมขนส่งโลจิสติกส์ (ทั้งทางถนน ทางราง ท่าเรือ) เข้าสู่คณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติโครงการดังกล่าวให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ระยะที่ 2 : ปี 2011-2012 ช่วงกลางการพัฒนา

โดยรัฐบาลมีเป้าหมายว่า เมื่อระยะที่ 2 สิ้นสุดลง สามารถเห็นถึงผลสำเร็จเบื้องต้นในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาฟังก์ชั่น และกระบวนการพัฒนารูปแบบโดยรวม สำหรับตัวเลขการนำเข้าส่งออกจะมีมูลค่าอยู่ที่ระดับ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยจะสามารถดึงดูดบรรษัท 500 อันดับแรกของโลกเข้าสู่เขตเศรษฐกิจเหลี่ยงเจียงได้ที่จำนวน 200 ราย และจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากภายในประเทศที่ 200,000 ล้านหยวน รวมถึงจะมีปริมาณการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์เพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 50 ล้านตู้

ระยะที่ 3 : ปี 2013-2020 ช่วงยกระดับการพัฒนา

มีการตั้งเป้าหมายว่า และเมื่อถึงปี 2015 สามารถเห็นเป็นรูปร่างเขตเศณษฐกิจใหม่เหลี่ยงเจียงอย่างชัดเจน จนถึงปี 2020 จะสามารถบรรลุผลสำเร็จในภาพรวมอย่างสมบูรณ์ เขตเศรษฐกิจใหม่แห่งนี้จะมีความแข็งแกร่งในทุกด้านสามารถผลิกโฉมหน้าของนครฉงชิ่งก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจแห่งต้นแม่น้ำแยงซีเกียงที่มีอิทธิพลผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภูมิภาคตะวันตกและโดยรวมของประเทศสามารถยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนเข้าสู่สภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ อีกทั้งสามารถเชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจใหม่เหลี่ยงเจียงสู่ต่างประเทศทั่วโลกได้

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งเป้าตัวเลข GDP เมื่อถึงปี 2020 จะมีมูลค่าอยู่ที่ระดับ 600,000 ล้านหยวน โดยในภาคอุตสาหกรรมการผลิตจะมีมูลค่าอยู่ที่ราว 1,000,000 ล้านหยวน ครองสัดส่วนเกินกว่า 1 ใน 4 ของนครฉงชิ่ง รวมถึงจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทั้งปริมาณการนำเข้าส่งออก และภาคธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งทั้งหมดจะครองสัดส่วนเกินกว่า 1 ใน 3 ของนครฉงชิ่ง ตลอดจนด้านโลจิสติกส์ จะมีปริมาณการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์สูงถึง 34,000,000 ตู้ และจะมีปริมาณขนส่งผู้โดยสารทางอากาศสูงถึง 45 ล้านคน ด้านจำนวนประชากรที่พำนักถาวรในนครฉงชิ่งจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 40 ล้านคน

นายหวง ฉีฟาน นายกเทศมนตรีนครฉงชิ่ง กล่าวว่า เขตเศรษฐกิจใหม่เหลี่ยงเจียงจะเป็นเขตที่ทำให้นครฉงชิ่งมีการพัฒนาอย่างไร้ขีดจำกัด ในเวลาเดียวกันจะต้องเรียนรู้ประสบการณ์จากเขตพัฒนาเศรษฐกิจอื่นๆ ทั่วประเทศ พร้อมสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ แสวงหาช่องทางในการเร่งพัฒนา และแสวงหาประสบการณ์ใหม่ๆ

“การพัฒนาเขตเศรษฐกิจใหม่เหลี่ยงเจียง จะยึดโมเดลของเขตเศรษฐกิจใหม่ผู่ตงและปินไห่เป็นสำคัญ ซึ่งทั้ง 3 แห่ง มีขนาดพื้นที่เท่ากันที่ 1,200 ตร.กม. และมีทำเลที่ถูกจัดสรรใหม่ขึ้นใหม่ที่มีความเหมาะสมต่อการพัฒนาโดยเฉพาะ”




“เขตเศรษฐกิจใหม่ผู่เจียง”

“เขตเศรษฐกิจใหม่ผู่เจียง” ในนครเซี่ยงไฮ้ ก่อตั้งขึ้นในปี 1990 พื้นที่เริ่มต้น 530 ตร.กม. ต่อมาขยายเป็น 1,200 ตร.ม. พบว่า ตัวเลข GDP ยังคงรักษาระดับการเติบโตเฉลี่ยที่ราว 18% ส่งผลให้มูลค่า GDP ของประเทศในปี 2007 เพิ่มขึ้นเป็น 275,076 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อนหน้า 14.4% ทำให้รัฐบาลท้องถิ่นสามารถจัดเก็บรายได้ถึง 26,080 ล้านหยวน

และมีมูลค่าการนำเข้าส่งออกอยู่ที่ 128,052 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปี 2006 ถึง 46.3% และ 19.3% ตามลำดับ นอกจากนี้ มูลค่า GDP ในปี 2009 เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 400,000 ล้านหยวน และในครึ่งแรกของปี 2010 มูลค่า GDP อยู่ที่ 222,663 ล้านหยวน


"เขตเศรษฐกิจใหม่ปินไห่"

“เขตเศรษฐกิจใหม่ปินไห่” ในนครเทียนจิน ก่อตั้งขึ้นในปี 2000 พื้นที่ 1,200 ตร.กม.พบว่า ตัวเลข GDP เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 1994 ที่มูลค่า 11,236 ล้านหยวน เป็น 376,000 ล้านหยวน ในปี 2009 อีกทั้งยังพบว่าเป็นครั้งแรกที่ตัวเลข GDP ในครึ่งแรกของปี 2010 นำหน้าเขตเศรษฐกิจใหม่ผู่เจียงแล้ว โดยมีมูลค่าที่ 223,128 ล้านหยวน

การก่อตั้งเขตเศรษฐกิจใหม่ที่ผ่านมาทั้ง 2 แห่งนั้น ได้ประสบความสำเร็จอย่างดงาม ส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลในเขตชายฝั่งตะวันออกและของประเทศ เป็นกรณีศึกษาอย่างดีสำหรับแนวโน้มการเจริญเติบต่อในอนาคตของเขตเศรษฐกิจใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นอย่างเหลี่ยงเจียงในนครฉงชิ่ง

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 12 ได้ระบุถึงบทบาทของเขตเศรษฐกิจใหม่เหลี่ยงเจียงอีกว่า จะเป็นเวทีอันดีเลิศในการศักยภาพด้านทรัพยากรธรรมชาติ บุคลากร สิ่งแวดล้อมด้านการลงทุนภาคอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ รวมถึงการย้ายฐานผลิตจากเขตชายฝั่งตะวันออกเข้าสู่พื้นที่ อีกทั้งรัฐบาลมีนโยบายและสิทธิพิเศษต่างๆ โดยยึดรูปแบบการดำเนินงานเฉกเช่นเดียวกับเขตเศรษฐกิจใหม่ผู่ตงและปินไห่

ศ.หวัง หมิงเจี่ยน แห่ง ม. Chongqing Technology and Business มองว่า การก่อตั้งเขตเศรษฐกิจใหม่เหลี่ยงเจียง อยู่ในช่วงเวลาที่จีนกำลังพัฒนาประเทศอย่างเต็มกำลัง รัฐบาลจึงมีนโยบายสนับสนุนต่างๆ นำมาซึ่งประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

รัฐบาลนครฉงชิ่งได้อนุมัติงบประมาณเริ่มต้นสู่เขตเศรษฐกิจใหม่เหลี่ยงเจียงเป็นจำนวนเงิน 10,000 ล้านหยวน ซึ่งถือว่ามากพอต่อการพัฒนาในเบื้องต้น หากเทียบกับงบประมาณในยุคที่เริ่มต้นก่อตั้งเขตเศรษฐกิจใหม่ผู่เจียงที่มีเพียง 2,000 ล้านหยวนเท่านั้น ฉะนั้น การเจริญเติบโตของเขตเศรษฐกิจใหม่เหลี่ยงเจียงที่อัตรา 30% จะทำให้ค่า GDP เพิ่มขึ้นทวีคูณภายใน 3 ปี มีความเป็นไปได้สูง

นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมและกระตุ้น “เขตเศรษฐกิจเฉิงตูฉงชิ่ง (成都重庆经济带)” ให้มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยต่อปีที่ร้อยละ 10 ภาคอุตสาหกรรมขยายตัวเฉลี่ยต่อปีที่ร้อยละ 5 โดยภาคอุตสาหกรรมพลังงานน้ำ ไฟฟ้า เหมืองแร่ และอื่นๆ ในมณฑลยูนนานและมณฑลกุ้ยโจว จะได้รับอานิสงค์ ส่งผลต่อการพัฒนาและเศรษฐกิจจะขยายตัวเฉลี่ยต่อปีที่ร้อยละ 5 อีกทั้งช่วยสร้างความแข็งแกร่งด้านการตลาดและความร่วมมือต่างๆ ขยายไปสู่มณฑลหูหนาน หูเป่ย ส่านซี เขตปกครองตนเองกวางสี และภูมิภาคอื่นๆ ในเขตตะวันตก นอกจากนี้ ด้านการคมนาคมขนส่งและภาคการผลิตราวร้อยละ 50 ที่จะเข้าสู่ตลาดในเขตภาคตะวันตกจะต้องผ่านเขตเศรษฐกิจใหม่เหลี่ยงเจียง โดยคาดว่าจะมีอัตราการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยต่อปีที่ร้อยละ 5

นับจากปี 2010 จนถึงปัจจุบัน พบว่า มีจำนวนบรรษัท 500 อันดับแรกของโลก ได้เข้ามาสร้างฐานการผลิตในเขตเศรษฐกิจใหม่เหลี่ยงเจียงแล้วจำนวน 54 ราย อาทิ HP, Seimens, Lumiere Pavilion, Chanel, Ford China, Honeywell มีการลงนามสัญญาโครงการลงทุนอีกเป็นจำนวน 216 โครงการ และอีกกว่า 290 โครงการกำลังอยู่ในระหว่างการเจรจา

จากสถิติจนถึงเดือน ต.ค. 2010 เขตเศรษฐกิจใหม่เหลี่ยงเจียง สามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากภายในประเทศได้แล้วเป็นจำนวน 43,400 ล้านหยวน ส่วนหนึ่งในจำนวนนี้เป็นเงินลงทุนจากต่างประเทศจำนวน 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ครองสัดส่วนร้อยละ 45.1 ของนครฉงชิ่ง เพิ่มขึ้นถึง 132.4%


เขตเศรษฐกิจใหม่เหลี่ยงเจียง นครฉงชิ่ง


ปัจจุบัน เขตเศรษฐกิจใหม่เหลี่ยงเจียง กำลังเป็นที่สนใจของนักลงทุนจากทั่วโลก ภารกิจแรกของรัฐบาล คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลงทุนการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน และในขณะเดียวกันได้มีการออกมาตรการที่เอื้อต่อการพัฒนา ซึ่งวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องสามารถได้รับประโยชน์จากมาตรการดังกล่าว เช่นเดียวกับการก่อตั้งเขตเศรษฐกิจใหม่ผู่ตงและจินปิน ทว่าเขตเศรษฐกิจใหม่เหลี่ยงเจียงมีขนาดใหญ่กว่าผู่ตงเกือบ 1 เท่าตัว

ต่อจากนี้ไปเป็นโอกาสของภูมิภาคตะวันตกที่กำลังได้รับการพัฒนาเต็มรูปแบบ เพื่อก้าวสู่ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตอันใกล้ ถือเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่สำหรับนักลงทุนที่มองเห็นถึงศักยภาพและความรุ่งโรจน์ของเขตเศรษฐกิจใหม่เหลี่ยงเจียง นครฉงชิ่ง เขตเศรษฐกิจใหม่แห่งที่ 3 ของจีนและแหล่งลงทุนแห่งใหม่ของโลกในปัจจุบัน



แหล่งที่มา
http://news.qq.com วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2553
http://baike.baidu.com/view/2204857.htm
http://www.liangjiang.org/article-1194-1.html
http://istock.jrj.com.cn/article,000897,2272717.html
http://www.liangjiang.org/article-1194-1.html
http://www.liangjiang.org
http://cq.focus.cn

4 พฤษภาคม 2554
แหล่งข้อมูล: ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน ณ นครเฉิงตู(30/04/2011)
โดย: นายชลพรรษ ตั้งตระการ

Back to the list

More Related

  • การละเมิดเครื่องหมายการค้าในประเทศจีนได้กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ผู้คนทั่วโลกหยิบยกขึ้นมา ถกเถียงกันอีกครั้งเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่ศาลจีนตัดสินให้บริษัท Apple ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของสหรัฐฯ เจ้าของเครื่องหมายการค้า iPhone เป็นฝ่ายแพ้คดีโต้แย้งสิทธิในเครื่องหมายการค้ากับบริษัท ปักกิ่ง ซินทงเทียนตี้ จำกัด ผู้ผลิตเครื่องหนังของจีน การจดลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้าในจีนจึงเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ผู้สนใจต้องรู้ไว้ก่อนคิดไปบุกตลาดจีน  
  • ข่าวดีล่าสุดสำหรับคนที่ไปท่องเที่ยวและถือโอกาสช้อปที่จีน มณฑลกวางตุ้งที่มีนครกว่างโจวเป็นเมืองหลวงได้ประกาศคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยได้เริ่มใช้นโยบายคืน VAT นี้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2559 เป็นต้นมา
  • ปัจจุบันคนฮ่องกงตื่นตัวและหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น สินค้าออร์แกนิคจึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนฮ่องกงที่รักสุขภาพและมีกำลังซื้อเพียงพอที่จะบริโภคสินค้าออร์แกนิคเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นสินค้าอาหารที่ปราศจากสารเคมีหรือสิ่งปนเปื้อนต่าง ๆ สินค้าออร์แกนิคส่วนใหญ่จะมีราคาสูงกว่าสินค้าชนิดเดียวกันที่ไม่ใช่ออร์แกนิคอยู่พอสมควร เนื่องจากมีกระบวนการผลิตที่มีความละเอียดและระยะเวลาในการผลิตค่อนข้างนานกว่าจะสามารถนำมาจำหน่ายในท้องตลาดได้
  • เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2558 รัฐบาลมณฑลกวางตุ้งได้ประกาศแผนการดำเนินงานการสร้างเขตสาธิตแบบศูนย์รวมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน สู่สาธารณะชนอย่างเป็นทางการ โดยในแผนงานฯ ดังกล่าวได้กำหนดแนวทางและเป้าหมายที่จัดเจนในการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนในมณฑลกวางตุ้ง
  • แม้ว่าฮ่องกงจะเป็นเมืองท่าปลอดภาษีที่การนำเข้าสินค้าและอาหารต่าง ๆ จากต่างประเทศจะสามารถเข้าสู่ฮ่องกงได้โดยสะดวก ทั้งที่เป็นสินค้าเพื่อการบริโภคภายในและสินค้าเพื่อการส่งออกต่อ (re-export) ไปยังจีน แต่สำหรับสินค้าและผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ ที่จะนำมาวางจำหน่ายในท้องตลาดฮ่องกงจะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ถูกสุขอนามัยและมีความปลอดภัยเพียงพอสำหรับผู้บริโภค
  • เขตปกครองตนเองซินเจียงเป็นประตูที่สำคัญสู่เอเชียกลางและยุโรป เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญบนเส้นทางสายไหมใหม่ เป็นเขตที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาการค้าและการลงทุนภายใต้นโยบาย “One Belt, One Road” ของจีน เพราะซินเจียงเป็นแหล่งการปลูกฝ้ายที่สำคัญที่สุดของประเทศ

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ