ฐานปล่อยจรวดซีฉางแห่งเสฉวนกับก้าวสำคัญแห่งการพัฒนาองค์กรอวกาศจีน
ฐานปล่อยจรวดซีฉางแห่งเสฉวนกับก้าวสำคัญแห่งการพัฒนาองค์กรอวกาศจีน

เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2554 จีนได้ส่งดาวเทียมเพื่อสร้างระบบนำร่อง GPS ใช้ชื่อว่า เป๋ยโต่ว (北斗 หรือ compass)” ซึ่งเป็น ดวงที่ 8ไปแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2554 จีนใช้จรวดลองมาร์ช-3C ส่งดาวเทียมที่ชื่อว่า "เทียนเลี่ยน (天连) 1-02" ขึ้นสู่อวกาศเป็นผลสำเร็จ และล่าสุดเมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2554 จีนยังได้ส่งดาวเทียม GPS เป๋ยโต่ว ดวงที่ 9” ขึ้นสู่อวกาศอีกครั้ง ซึ่งดาวเทียมดวงนี้เป็น 1 ใน 35 ดวงที่จีนส่งขึ้นสู่วงโคจรเพื่อสร้างระบบ GPS สำหรับการกำหนดพิกัดบนพื้นโลกที่พัฒนาโดยเทคโนโลยีของจีนทั้งหมด โดยดาวเทียมทั้ง 3 ดวงที่ถูกส่งขึ้นไปนั้น ล้วนถูกปล่อยจากฐานปล่อยดาวเทียมซีชางในมณฑลเสฉวนทั้งสิ้น

ภาพ เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2554 จีนได้ส่งดาวเทียมเครือข่ายระบบนำทาง โครงการเป๋ยโต่วดวงที่ 9 ขึ้นสู่อวกาศเป็นผลสำเร็จ

ความสำเร็จในการส่งดาวเทียมเป๋ยโต่ว ดวงที่ 9 ขึ้นสู่อวกาศนั้น แสดงให้เห็นถึงศักยภาพพื้นฐานด้านเทคโนโลยีอวกาศด้านระบบนำร่อง GPS ของจีนได้บรรลุผลสำเร็จและก้าวไปอีกขั้น โดยผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ปัจจุบันระบบ GPS ในระดับภูมิภาคเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย ขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการพัฒนาเครือข่ายระบุพิกัดและกำหนดการเชื่อมต่อของดาวเทียม ซึ่งการทดสอบและประเมินผลในชั้นแรกจัดอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ

จีนเริ่มต้นสร้างและพัฒนาระบบ GPS ด้วยดาวเทียมมาตั้งแต่ปี 2543 เพื่อไม่ต้องพึ่งพาระบบดังกล่าวที่เป็นของสหรัฐฯ คาดว่าภายในปลายปี 2554 นี้จะสามารถเปิดให้บริการระบบบอกทิศทางในภาคพื้นทวีปเอเซียแปซิฟิกได้ด้วยความแม่นยำสูง และจะส่งดาวเทียมเป๋ยโต่วให้ครบทั้ง 35 ดวงเพื่อให้บริการครอบคลุมทั่วโลกภายในปี 2563

โครงการเป๋ยโต่ว นอกจากจะเป็นประโยชน์ในด้านการทหารแล้ว ยังใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมการประมง ซึ่งมีสัดส่วนถึง 62% ของการใช้ประโยชน์ทางพลเรือน และที่เหลือเหลือเป็นประโยชน์ต่อด้านการขนส่ง โทรคมนาคม และการพยากรณ์อากาศ

นาย Cao Yunchang รอง ผอ. ศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติ กล่าวว่า ได้เริ่มต้นใช้ดาวเทียมเป๋ยโต่วในการพยากรณ์อากาศตั้งแต่ปีที่แล้ว (2553) เพื่อทวีความแม่นยำและลดค่าใช้จ่าย และมีแผนใช้ดาวเทียมพยากรณ์อากาศทั่วทั้งประเทศจีนในปี 2557

นอกเหนือจากโครงการเป๋ยโต่วแล้ว จีนยังมีโครงการส่งยานอวกาศเทียนกง 1 (天宫1)และ เสินโจว 8 (神舟8)ซึ่งจะส่งขึ้นไปในอวกาศปลายปี 2554 ในขณะที่เสินโจว 9 และ 10จะถูกส่งขึ้นไปในปี 2555 เพื่อเชื่อมต่อกับยานเทียนกง 1

ซ้าย เทียนกง 1 (天宫1) ขวา เสินโจว 8 (神舟8)

แหล่งภาพ www.51junshi.com

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลเพิ่มเติมที่เกี่ยวกับการยิงดาวเทียมสำรวจน่านน้ำชื่อว่า ไห่หยางเอ้อร์ห้าว(海洋二号-มหาสมุทรหมายเลข 2) ขึ้นสู่อวกาศจากฐานปล่อยจรวดไท่หยวน มณฑลซานซี เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2554 โดยจรวดส่งดาวเทียมชื่อว่า ฉางเจิงซื่อห้าวอี่(长征四号乙-ฉางเจิงหมายเลข 4 ค.)" โดยปฎิบัติการในครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ

ซ้าย ไห่หยางเอ้อร์ห้าว (海洋二号-มหาสมุทรหมายเลข 2)

ขวา ฉางเจิงซื่อห้าวอี่ (长征四号乙-ฉางเจิงหมายเลข 4 ค.)

ดาวเทียมไห่หยางเอ้อร์ห้าวและจรวดส่งดาวเทียมฉางเจิงซื่อห้าวอี่ ถูกสร้างขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่างองค์การอวกาศของจีนและสถาบันวิจัยเทคโนโลยีอวกาศเซี่ยงไฮ้ ซึ่ง การปล่อยจรวดส่งดาวเทียมรุ่นฉางเจิงที่มณฑลซานซีในครั้งนี้เป็นการปฎิบัติการครั้งที่ 144 แล้ว

ดาวเทียมไห่หยางเอ้อร์ห้าว เป็นดาวเทียมสำรวจธรรมชาติบริเวณมหาสมุทรดวงแรกของจีน มีหน้าที่หลักคอยสอดส่องและสำรวจธรรมชาติบริเวณมหาสมุทรและเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ในการเฝ้าระวังและแจ้งเหตุเตือนภัยล่วงหน้าการเกิดภัยพิบัติในมหาสมุทร อีกทั้งดาวเทียมดวงนี้ยังสามารถทำหน้าที่พยากรณ์อากาศล่วงหน้าในทะเลและการเปลี่ยนแปลงของอากาศรอบโลกแจ้งกลับสู่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเลของจีนอีกด้วย

ก่อนหน้านี้ จีนได้ส่งดาวเทียม "เทียนเลี่ยน (天链) 1-02" กับดาวเทียม "เทียนเลี่ยน 1-01" ขึ้นโคจรในอวกาศเมื่อปี 2551 โดยถูกประกอบให้เป็นเครือข่ายถ่ายทอดข้อมูลและให้บริการข้อมูลการสำรวจแก่ ยานอวกาศเสินโจว และสถานีอวกาศขนาดย่อม ที่จีนมีแผนจะสร้างขึ้น โดยจะทำการเชื่อมต่อกันในอวกาศเป็นครั้งแรกในช่วงครึ่งหลังปี 2554 สำหรับเครือข่ายดาวเทียมเทียนเลี่ยนทั้งสองดวงนี้ ยังจะให้บริการถ่ายทอดข้อมูลสำหรับดาวเทียมที่โคจรในระดับกลางและระดับต่ำ ซึ่งจะถูกใช้งานโดยสนง. โครงการการบินอวกาศพร้อมมนุษย์แห่งประเทศจีน เป็นหลัก

น.อ.ท. Yang Liwei

และจีน ยังถือเป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศแรก ที่สามารถส่งนักบินอวกาศมีนามว่า น.อ.ท. Yang Liweiขึ้นสู่วงโคจรนาน 21 ชม. โดยจรวดนำส่งที่พัฒนาขึ้นด้วยตนเอง (แทนที่จะใช้ของสหรัฐฯ หรือรัสเซีย) ในปี 2546

ด้วยความอุตสาหะอย่างใหญ่หลวงของจีน ตั้งแต่นั้นมาก็ได้มีการส่งนักบินอวกาศขึ้นไปในอวกาศอีก 5 ราย ทั้งนี้นักบินอวกาศของจีนได้รับฉายาว่า “taikonauts” ซึ่งแปลว่านักบินอวกาศรวมถึงส่งดาวเทียมเพื่อการพาณิชย์อีกหลายดวงโดยใช้จรวดที่ใช้ในการส่งชื่อ“Long March”

ภาพ จีนใช้จรวดลองมาร์ช -3C ส่งดาวเทียม "เทียนเลี่ยน 1-02"

ขึ้นสู่อวกาศด้วยผลสำเร็จ แหล่งภาพ นสพ. หัวซีตูยื่อเป้า วันที่ 12 ก.ค. 2554

ในปี 2560 ยังมีโครงการสำรวจดวงจันทร์แบบไร้นักบินอวกาศเพื่อการเก็บตัวอย่างดินที่ผิวพื้นดวงจันทร์นำกลับสู่โลกเพื่อการค้นคว้าและวิจัย และเป้าหมายสูงสุดของโครงการอวกาศจีน คือ การส่งนักบินอวกาศสู่ดวงจันทร์ในปี 2568

สำหรับสหรัฐฯ ปธน. Obama มีความทะเยอทยานอย่างแรงกล้าในโครงการสำรวจดาวอังคาร ในขณะที่จีนใช้ความพยายามอย่างเต็มกำลังในโครงการสำรวจดวงจันทร์ ซึ่งถือเป็นก้าวแห่งการเริ่มต้นการพัฒนาที่มีระยะเวลาค่อนข้างยืดหยุ่น

จีนมีนโยบายด้านอวกาศว่า จีนปรารถนาที่จะให้มีการใช้อวกาศอย่างสันติ แม้ว่าจะต้องเสริมสร้างสมรรถนะในการป้องกันตนเองในอวกาศ แต่ก็จะหลีกเลี่ยงการแข่งขันการสร้างสมอาวุธในอวกาศ

ทั้งนี้ จีนเห็นว่า จีนกับสหรัฐฯ ควรมีความร่วมมือด้านอวกาศและแลกเปลี่ยนข้อมูลที่จำเป็น เพื่อลดช่องว่างระหว่างนโยบาย defensive defense strategy ของจีนกับนโยบาย deterrent strategy ของสหรัฐฯ

ปัจจุบัน โครงการด้านอวกาศของสหรัฐฯ อาจมีจีนและอินเดียที่เป็นประเทศคู่แข่งสำคัญ เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศกำลังจะกลายเป็นมหาอำนาจของโลกที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ส่วนสหรัฐฯ มีความไม่แน่นอนเนื่องจากต้องเผชิญหน้ากับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังเป็นปัญหา

นาย Bruce sterling นักเขียนนวนิยายวิทยาศาสตร์ชื่อดัง กล่าวว่า หากโครงการสำรวจด้านอวกาศมีแต่นักบินอวกาศรุ่นใหม่ที่เป็นชาวจีน (หรืออินเดีย) ที่กำลังจะไปเหยียบดวงจันทร์ในทศวรรษหน้า ก็จะพับธงชาติอเมริกันที่ถูกปักไว้โดยนักบินอวกาศรุ่นเก่าอย่าง Neil Armstrong และ Buzz Aldrin เก็บ และจะถูกปักแทนที่ด้วยธงชาติของพวกเขา

ปัจจุบัน จีนมีฐานยิงจรวดเพื่อส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศในประเทศอยู่ 3 แห่งคือ 1. เมืองซีชาง เขตปกครองตนเองเหลียงซาน อำเภอเหยี่ยนหนิง (凉山州冕宁县) มณฑลเสฉวน 2. อำเภอเคอหลาน เมืองไท่หยวน มณฑลซานซี และ 3. เมืองจิ่วฉวน มณฑลกานซู (ซึ่งแท้จริงแล้วตั้งอยู่ในเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ซึ่งห่างจากเมืองจิ่วฉวน 280 กม.) นอกจากนี้ ยังมีฐานยิงจรวดแห่งที่ 4 ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างที่อำเภอเหวินชาง(文昌县) มณฑลไห่หนาน

ภาพ ฐานยิงจรวดเมืองซีชาง อ.เหยี่ยนหนิง เขตปกครองตนเองเหลียงซาน มณฑลเสฉวน

ทั้งนี้ ฐานยิงจรวดเพื่อส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศนั้น อยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายทหาร คือ ฝ่ายสรรพาวุธของกองทัพปลดแอก ปชช. จีน และ ฝ่ายพลเรือน คือ กองอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีการสื่อสาร (Ministry of Industry and Information Technology-MIIT)

ปัจจุบัน ภาครัฐบาลไทยมีบทบาทสำคัญที่จะสนับสนุนการดำเนินการตามนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ของ สวทน. ในทุกด้าน โดยเฉพาะในเรื่องการส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างเครือข่ายกับสถาบันวิจัยหรือสถาบันการศึกษา รวมถึงการเผยแพร่งานวิจัยและพัฒนาและส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างไทยและต่างประเทศให้มากขึ้น

โครงการอวกาศของจีน เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องการเทคโนโลยีระดับสูงและเงินลงทุนที่สูงมาก ความสำเร็จในการทดลองปล่อยดาวเทียมที่เกิดขึ้นแล้วและการทดลองอวกาศรวมถึงการสำรวจดวงจันทร์ที่ทางองค์กรด้านอวกาศจีนตั้งเป้าหมายไว้ เป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อการนำร่องการทดลองวิทยาศาสตร์ และการแสวงหาเทคโนโลยีใหม่ๆ นำมาสู่ความมีเกียรติภูมิของชาติที่ไม่ให้น้อยหน้ากว่าชาติมหาอำนาจที่มีความก้าวหน้าด้านอวกาศอื่นๆ อาทิ สหรัฐฯ รัสเซีย และสหภาพยุโรป

ข้อมูลโดยสังเขปเกี่ยวกับสถานีอวกาศ (space station) และยานอวกาศเพื่อการขนส่งของจีน

เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2554 China Manned Space Engineering Office เป็นหน่วยงานรับผิดชอบเกี่ยวกับโครงการยานอวกาศของจีน ได้เปิดเผยถึงแผนการสร้าง สถานีอวกาศ (space station) ประกอบด้วยแคปซูล 3 ตัว น้ำหนักรวม 60 ตัน โดยแคปซูลตัวหลักมีความยาว 18.1 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 4.2 ม. มีน้ำหนักระหว่าง 20-22 ตัน จำนวน 1 ตัว และแคปซูลสำหรับการทดลอง มีความยาว 14.4 ม. อีก 2 ตัว (มีเส้นผ่าศูนย์กลางและน้ำหนักใกล้เคียงกับตัวแคปซูลหลัก) ในขณะเดียวกัน ก็จะสร้าง ยานอวกาศเพื่อการขนส่ง (cargo spaceship) จะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3.35 ม. หนักไม่ถึง 13 ตัน สร้างขึ้นเพื่อขนส่งสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นต่อการทดลองไปยังสถานีอวกาศซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อภารกิจระยะยาวในอวกาศ โดยมีกำหนดสร้างแล้วเสร็จสิ้นประมาณปี 2563

นาย Pang Zhihao นักค้นคว้าและ รอง บก. วารสาร Space International กล่าวว่า สถานีอวกาศของจีนนั้น มีน้ำหนักน้อยกว่าสถานีอวกาศสากล (419 ตัน) และ Mir Space Station ของรัสเซีย (137 ตัน) ซึ่งได้ใช้งานระหว่างปี 2539-2544 แต่สถานีอวกาศของจีนจะเป็นสถานีอวกาศแห่งที่ 3 ของโลกที่ใช้โมดุลแคปซูลหลายอันประกอบเข้าด้วยกัน ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีสูงกว่าห้องปฏิบัติการอวกาศที่ประกอบด้วยแคปซูลเพียงตัวเดียว

แหล่งข้อมูล

1. นสพ. China Daily วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2554, 2. นสพ. China Daily วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 , 3. วารสารรายสัปดาห์ The Economist วันที่ 2-8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 , 4. นสพ.หัวซีตูยื่อเป้า วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

19 สิงหาคม 2554
โดย: นายชลพรรษ ตั้งตระการ ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน ณ นครเฉิงตู

Back to the list

More Related

  • การละเมิดเครื่องหมายการค้าในประเทศจีนได้กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ผู้คนทั่วโลกหยิบยกขึ้นมา ถกเถียงกันอีกครั้งเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่ศาลจีนตัดสินให้บริษัท Apple ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของสหรัฐฯ เจ้าของเครื่องหมายการค้า iPhone เป็นฝ่ายแพ้คดีโต้แย้งสิทธิในเครื่องหมายการค้ากับบริษัท ปักกิ่ง ซินทงเทียนตี้ จำกัด ผู้ผลิตเครื่องหนังของจีน การจดลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้าในจีนจึงเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ผู้สนใจต้องรู้ไว้ก่อนคิดไปบุกตลาดจีน  
  • ข่าวดีล่าสุดสำหรับคนที่ไปท่องเที่ยวและถือโอกาสช้อปที่จีน มณฑลกวางตุ้งที่มีนครกว่างโจวเป็นเมืองหลวงได้ประกาศคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยได้เริ่มใช้นโยบายคืน VAT นี้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2559 เป็นต้นมา
  • ปัจจุบันคนฮ่องกงตื่นตัวและหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น สินค้าออร์แกนิคจึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนฮ่องกงที่รักสุขภาพและมีกำลังซื้อเพียงพอที่จะบริโภคสินค้าออร์แกนิคเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นสินค้าอาหารที่ปราศจากสารเคมีหรือสิ่งปนเปื้อนต่าง ๆ สินค้าออร์แกนิคส่วนใหญ่จะมีราคาสูงกว่าสินค้าชนิดเดียวกันที่ไม่ใช่ออร์แกนิคอยู่พอสมควร เนื่องจากมีกระบวนการผลิตที่มีความละเอียดและระยะเวลาในการผลิตค่อนข้างนานกว่าจะสามารถนำมาจำหน่ายในท้องตลาดได้
  • เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2558 รัฐบาลมณฑลกวางตุ้งได้ประกาศแผนการดำเนินงานการสร้างเขตสาธิตแบบศูนย์รวมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน สู่สาธารณะชนอย่างเป็นทางการ โดยในแผนงานฯ ดังกล่าวได้กำหนดแนวทางและเป้าหมายที่จัดเจนในการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนในมณฑลกวางตุ้ง
  • แม้ว่าฮ่องกงจะเป็นเมืองท่าปลอดภาษีที่การนำเข้าสินค้าและอาหารต่าง ๆ จากต่างประเทศจะสามารถเข้าสู่ฮ่องกงได้โดยสะดวก ทั้งที่เป็นสินค้าเพื่อการบริโภคภายในและสินค้าเพื่อการส่งออกต่อ (re-export) ไปยังจีน แต่สำหรับสินค้าและผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ ที่จะนำมาวางจำหน่ายในท้องตลาดฮ่องกงจะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ถูกสุขอนามัยและมีความปลอดภัยเพียงพอสำหรับผู้บริโภค
  • เขตปกครองตนเองซินเจียงเป็นประตูที่สำคัญสู่เอเชียกลางและยุโรป เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญบนเส้นทางสายไหมใหม่ เป็นเขตที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาการค้าและการลงทุนภายใต้นโยบาย “One Belt, One Road” ของจีน เพราะซินเจียงเป็นแหล่งการปลูกฝ้ายที่สำคัญที่สุดของประเทศ

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ