
งาน World Expo 2010 ที่นครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นงานอภิมหาอลังการแห่งทศวรรษของจีนได้สิ้นสุดลงแล้วเมื่อสิ้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา คำถามที่ใครๆ ก็อยากรู้คือ การทุ่มทุนหลักแสนล้านหยวน ผนวกกับการทุ่มเทเตรียมงานมา 10 ปี คุ้มค่ากับการเป็นเจ้าภาพจัดงานในระยะเวลาเพียงแค่ 6 เดือนจริงหรือ? งานนี้หลายฝ่ายของจีนตอบว่า คุ้มค่าแน่นอน เพราะ World Expo ได้ทิ้งไว้ซึ่งทรัพยากรอันล้ำค่าให้เซี่ยงไฮ้ ทั้งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ในส่วนของภาคธุรกิจ ทั้งธุรกิจจีนและต่างชาติที่มุ่งตลาดจีนก็กำลังกุลีกุจอหาช่องทาง “ตักน้ำ” ในช่วง “น้ำขึ้น” เพราะในระยะต่อจากนี้ไป คือ จุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของภาคธุรกิจในจีน โดยเฉพาะในนครเซี่ยงไฮ้ และพื้นที่ในเขตเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำแยงซี (นครเซี่ยงไฮ้ มณฑลเจ้อเจียง และมณฑลเจียงซู) ที่รัฐบาลจีนจัดให้เป็น Show case ของการพัฒนา และเป็นแม่แบบของการพัฒนาในพื้นที่อื่นๆ ต่อไปด้วย แล้วธุรกิจ/ สินค้าใดเล่าที่จะเข้าเทรนด์ในยุคต่อไปของเซี่ยงไฮ้ ตัวแทนเมืองสมัยใหม่ของจีน ? บทความนี้มีคำตอบ!
|
|
ย้อนกลับไปถึงก่อนที่งาน World Expo จะเริ่มขึ้น รัฐบาลเซี่ยงไฮ้ได้ระบุเป้าหมายที่ชัดเจนในแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับบที่ 11 ที่จะใช้โอกาสการจัดงานครั้งนี้กระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุน และการใช้จ่ายในประเทศ ซึ่งก็เกิดผลทันตาเห็นในหลายทาง ทั้งโครงการลงทุนขนาดใหญ่ด้านคมนาคม และโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ในเมืองที่พลิกโฉมเซี่ยงไฮ้สู่ความเป็นเมืองไฮเทค เหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดการจ้างงานจำนวนมาก ส่วนโครงการรถไฟใต้ดินที่แผ่ขยายเส้นทางออกไปทั่วเมือง ก็ช่วยผลักดันให้โครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ขายง่ายได้ราคายิ่งขึ้น โดยเฉพาะโครงการในทำเลทองใกล้บริเวณจัดงานมีราคาพุ่งขึ้นเป็นถึง 100,000 ล้านหยวน/ตารางเมตร และพื้นที่บริเวณจัดงานก็พลิกโฉมกลายเป็นผืนดินทำเงิน จากที่เดิมเป็นแหล่งชุมชนแออัดและโรงงานเสื่อมโทรม มองต่อมาถึงบรรยากาศช่วงการจัดงาน 6 เดือน ตัวเลขผู้เข้าชมงาน 70 กว่าล้านคนที่แตะยอดตามเป้าที่ตั้งไว้ได้สร้างเม็ดเงินให้สะพัดในภาคธุรกิจต่างๆ อย่างคึกคัก โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม รายได้ของธุรกิจร้านอาหารในนครเซี่ยงไฮ้ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 36.4 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ยอดการบริโภคในย่านการพาณิชย์ยอดนิยมในเซี่ยงไฮ้ก็เพิ่มขึ้นร้อยละ 25-48 ส่วนแหล่ง ช้อปปิ้ง Outlet ทำยอดเพิ่มไปร้อยละ 40 ยอดขายของร้านทองและอัญมณีเครื่องประดับเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 และพุ่งสูงถึงร้อยละ 98 ในเดือนตุลาคม ซึ่งโอกาสธุรกิจเหล่านี้ก็ได้แผ่ขยายไปถึงเมืองและมณฑลใกล้เคียงที่อาศัยจังหวะเวลาดังกล่าวดึงดูดการท่องเที่ยวและการบริโภคต่อยอดเข้ามายังพื้นที่ของตน ทำให้เมืองเศรษฐกิจชั้นรองเหล่านี้ตื่นตัวเร่งพัฒนาด้านต่างๆ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน และด้านธุรกิจการลงทุน เพื่อบูรณาการประโยชน์กับเซี่ยงไฮ้
|
เซี่ยงไฮ้จัดเทศกาลช็อปปิ้งในช่วงการจัดงาน World Expo เดือนก.ย.
|
แล้วหลังงานจบลง ธุรกิจใดจะได้รับประโยชน์ต่อบ้าง ? คราวนี้ก็ต้องหันมาดูทิศทางของนโยบายในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ที่จะใช้ในช่วงปี 2554-2558 ประกอบไปด้วย เพราะในบริบทของประเทศจีนแล้ว ทุกคืบทุกตอนเดินตามนโยบายของรัฐบาลส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นเป็นหลัก สำหรับแผนในระยะ 5 ปีข้างหน้าของจีน มีจุดเน้นที่การกระตุ้นการบริโภคในประเทศ และเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมีภาคประชาชนเป็นศูนย์รวมการพัฒนา เพราะรัฐบาลจีนมองว่า หากประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ก็จะมีการใช้จ่ายสูงขึ้น เศรษฐกิจก็จะเติบโตตามไปด้วย ธุรกิจต่างๆ จะเกิดการแข่งขันและต้องเร่งพัฒนาเพื่อยกระดับ ซึ่งก็หนีไม่พ้นการยกระดับด้านเทคโนโลยี เพื่อลดต้นทุนด้านแรงงานและที่ดินที่นับวันมีแต่จะสูงขึ้น โดยเฉพาะเทคโนโลยีการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อลดปริมาณการใช้ทรัพยากรที่เป็นทั้งต้นทุนและสิ่งหายากในปัจจุบัน
ธุรกิจที่จะเข้ากับกระแสของเมืองใหญ่ของจีน โดยเฉพาะเซี่ยงไฮ้และมณฑลมั่งคั่งในเขตลุ่มแม่น้ำแยงซีในระยะต่อไปจึงต้องเป็นธุรกิจที่สอดคล้องกับเงื่อนไขเหล่านี้ โดยหากเป็นภาคอุตสาหกรรม นครเซี่ยงไฮ้ได้กำหนดอุตสาหกรรมหลักที่จะเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจในระยะต่อไปไว้ 9 อุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องบิน พลังงานจากแหล่งใหม่ รถยนต์ที่ใช้พลังงานจากแหล่งใหม่ เครื่องจักรสมัยใหม่ ไอที วิศวกรรมสมุทรศาสตร์ วัตถุดิบจากแหล่งใหม่ ซอฟท์แวร์ และบริการด้านสารสนเทศ ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ส่วนในภาคบริการ นครเซี่ยงไฮ้กำหนดธุรกิจที่เน้นการพัฒนา 14 ด้าน ได้แก่ การเงิน การเดินเรือ การพาณิชย์ โลจิสติกส์ บริการด้านสารสนเทศ อสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยวและนิทรรศการ ด้านวัฒนธรรมและการสร้างสรรค์ ธุรกิจในสาขาวิชาชีพ (ทนาย นักบัญชี ผู้ตรวจสอบ) การบริการในภาคการผลิต การบริการสาธารณะ การศึกษาและฝึกอบรม และการแพทย์และสาธารณสุข โดยภาครัฐได้ออกมาตรการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมและธุรกิจบริการข้างต้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานรองรับ และเร่งดึงดูดบุคลากรต่างชาติด้วย
นอกจากการมองจากกรอบใหญ่ในระดับนโยบายของภาครัฐแล้ว ภาคธุรกิจยังต้องเข้าใจบริบททางเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่ที่จะเข้าไปทำธุรกิจหรือขยายตลาดประกอบด้วย โดยเฉพาะระยะหลังการจัดงาน World Expo ที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านของการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของเซี่ยงไฮ้และพื้นที่ในเขตลุ่มแม่น้ำแยงซี ซึ่งมีมุมที่น่าสนใจหลายด้าน เช่น (1) การเปลี่ยนโฉมนครเซี่ยงไฮ้ให้เป็นมหานครแห่งเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ปรากฏในงาน World Expo มาใช้จริง เช่น โครงการสร้างบ้านไม้ไผ่ที่สามารถควบคุมอุณหภูมิให้พอเหมาะในทุกฤดูกาลจากตัวอย่างบ้านไม้ไผ่ของเมืองแมดริด การเริ่มใช้พลังงานความร้อนจากใต้พิภพในอาคารของรัฐ ซึ่งมีการรณรงค์อย่างจริงจังในภาคประชาชนเช่นกัน การให้เงินอุดหนุนในการใช้หลอดไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน การใช้รถประจำทางสาธารณะที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า หรือรถแท็กซี่ที่ใช้เครื่องยนต์ไฮบริจด์ ทำให้สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกลายเป็นกระแสใหม่ที่กำลังมาแรง เช่น สินค้าเกษตร/ อาหารออร์แกนิค เสื้อผ้าและเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่นเดียวกับธุรกิจออกแบบตกแต่งอาคารต่างๆ ที่คงเป็นต่อหากสามารถชูจุดเด่นการออกแบบและการเลือกวัสดุธรรมชาติให้ลูกค้าได้ (2) บรรยากาศชีวิตสไตล์โมเดิร์นของคนเซี่ยงไฮ้ที่รับแนวคิดมาจากการใช้เทคโนโลยีเพื่อชีวิตที่ทันสมัยที่จัดแสดงในงาน World Expo เร้าให้เกิดความต้องการสินค้าที่อำนวยความสะดวกต่างๆ ทำให้มีการแข่งกันออกแบบของใช้เก๋ไก๋มากมาย สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และสื่อสารสมัยใหม่ได้ผนวกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับชีวิตประจำวันของผู้คน รวมถึงรสนิยมการบริโภคที่ประณีตยิ่งขึ้น ทำให้ร้านอาหารและเครื่องดื่มสมัยใหม่ สินค้าบริโภคเกรดสูง และธุรกิจค้าปลีกยังมีแนวโน้มสดใสต่อไปอีกนาน (3) เรื่องของ “จิตบริการ (service mind)” เป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจ เพราะหลายเมืองของจีนดูจะยังห่างไกลที่จะเป็นฐานธุรกิจบริการ แต่ที่เซี่ยงไฮ้ กลับเห็นความแตกต่างได้ชัด โดยมีงาน World Expo เป็น “ปุ๋ย” อย่างดี ในการสร้างกระแสจิตบริการสาธารณะ และกระตุ้นความตระหนักต่อแนวคิด “งานบริการ” ซึ่งเป็นอิทธิพลจากอาสาสมัครของงาน World Expo ที่เป็นคนรุ่นใหม่ซึ่งได้กลายเป็นขวัญใจสังคมยุคใหม่ของเซี่ยงไฮ้ไปแล้ว
|
นักเรียนนักศึกษาที่เป็นอาสาสมัครในงาน World Expo
|
หากพิจารณาจากกำลังซื้อและศักยภาพของตลาดในเขตลุ่มแม่น้ำแยงซีที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของจีน และทำรายได้จากการท่องเที่ยวเป็น 1 ใน 3 ของรายได้ท่องเที่ยวทั้งหมดของจีน ผนวกกับ GDP per capita ของประชาชนที่อยู่ในอันดับต้นของจีนแล้ว โอกาสของธุรกิจและสินค้าไทยในตลาดนี้ยังมีช่องว่างให้เข้ามาร่วมกัน “ตักน้ำ” อีกมหาศาล ปัจจุบันก็มีตัวอย่างธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยที่เข้ามาเจาะตลาดผู้บริโภคในพื้นที่นี้แล้ว ทั้งห้างซุปเปอร์แบรนด์ของเครือซีพีในเซี่ยงไฮ้ ห้างสรรพสินค้าของเครือเซ็นทรัลในเมืองหางโจว รวมไปถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการออกแบบ นอกจากนี้ เซี่ยงไฮ้ยังมีร้านอาหารไทยรวมกว่า 30 ร้าน และมีสินค้าไทยเข้ามาบุกตลาดหลายชนิด ทั้งผลิตภัณฑ์อาหาร ผลไม้ ของใช้ และสินค้าแฟชั่น เป็นต้น
|
|
|
อย่างไรก็ดี การประกอบธุรกิจในตลาดนี้มีแนวโน้มที่จะมีความยากยิ่งขึ้น ทั้งจากปัจจัยด้านกฎระเบียบของภาครัฐและความดุเดือดในการแข่งขัน ธุรกิจที่จะสามารถแข่งขันได้จึงต้องมีความพร้อมด้านเทคโนโลยี และมีแนวคิดที่สร้างสรรค์แปลกใหม่ ความโดดเด่นด้านคุณภาพสินค้าและบริการจะกลายเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้สินค้าและบริการประสบความสำเร็จในตลาดนี้ นอกจากนี้ การแข่งขันที่สูงขึ้นและรูปแบบการทำธุรกิจที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น ทำให้การเข้ามาทำตลาดและสร้างแบรนด์สินค้าด้วยตนเองแทนการขายขาดตั้งแต่ต้นทาง หรือฝากขายเป็นตัวแปรใหม่ที่สำคัญมาก รวมถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับเปลี่ยนหรือสร้างภาพลักษณ์ของสินค้าไทยกลุ่มที่มีศักยภาพมาเจาะตลาดกลุ่มบน ให้เป็นสินค้าดูดีมีระดับ มีคุณภาพ และเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ราคาจะไม่ใช่ตัวชี้ขาดเหนือคุณภาพอีกต่อไป เพื่อให้สอดคล้องกับกระแสและความต้องการของตลาดนี้ที่กำลังเปลี่ยนไป ทั้งนี้ นอกจากงาน World Expo แล้ว ยังมีโครงการใหญ่ที่จะกระตุ้นการลงทุนและการบริโภครออยู่อีก คือ โครงการก่อสร้างสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ ซึ่งจะเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของเซี่ยงไฮ้ในการเป็นเมืองท่องเที่ยวสากล ตลาดนี้จึงเป็นตลาดที่ท้าทายและ เย้ายวนใจยิ่งนัก สิ่งที่น่าจับตามองต่อจากนี้ คงอยู่ที่ว่า...แล้วธุรกิจใดของไทยจะเข้ามา “วางฐาน” ที่เข้มแข็งในเซี่ยงไฮ้ภาคใหม่ เวอร์ชั่นต่อจากงาน World Expo ได้สำเร็จเป็นรายต่อไป
หมายเหตุ - บทความนี้ได้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 15 พ.ย. 2553 แล้ว
http://www.thaibizchina.com/thaibizchina/th/china-economic-business/result.php?IBLOCK_ID=69&SECTION_ID=460&ELEMENT_ID=15163
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน



