มองนครเซี่ยงไฮ้ไตรมาสแรกปี 2552 หลังความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจระยะแรกของจีน
มองนครเซี่ยงไฮ้ไตรมาสแรกปี 2552 หลังความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจระยะแรกของจีน

จีนเป็นประเทศที่ทั่วโลกคาดว่าจะสามารถฟื้นตัวจากวิกฤตการเงินโลกได้เร็วกว่าประเทศมหาอำนาจเศรษฐกิจอื่นๆ เนื่องจากมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ขณะเดียวกันภาคการเงินของจีนยังไม่เปิดเสรีเต็มที่ จึงได้รับผลกระทบค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับประเทศในซีกโลกตะวันตก อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจของจีนในปี 2552 ก็ชะลอตัวลงจนขยายตัวในอัตราเพียงเลขหลักเดียวเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2546 ซึ่งเป็นผลจากความพยายามลดความร้อนแรงทางเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นปี 2551 และการเริ่มรับรู้ผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลกในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี นอกจากนี้ ธนาคารโลก (World Bank) ยังปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในปี 2552 ลงตามลำดับ เหลือเพียงประมาณร้อยละ 6.5 เมื่อเดือนมี.ค. 2552

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ปี 2551 รัฐบาลจีนประกาศนโยบายสวนทางกับนโยบายเศรษฐกิจมหภาคแต่เดิมที่เน้นการชะลอตัวของอัตราเศรษฐกิจ และควบคุมเงินเฟ้อ รวมถึงนโยบายการเงินการคลังที่เข้มงวดยิ่งขึ้น โดยหันมากระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความต้องการบริโภคภายในประเทศ รวมถึงการจ้างงาน โดยการทุ่มงบประมาณเป็นมูลค่าสูงถึง 4 ล้านล้านหยวน เพื่อใช้จ่ายภายในปี 2553 ซึ่งเป็นที่สนใจของทั่วโลกว่าจะมีผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด

แหล่งที่มาของงบประมาณมูลค่า 4 ล้านล้านหยวนดังกล่าวจะมาจากการสนับสนุนของภาครัฐ 1.18 ล้านล้านหยวน ส่วนที่เหลือจะมาจากรัฐบาลท้องถิ่น เงินกู้ของรัฐบาล และการออกพันธบัตรของวิสาหกิจท้องถิ่น โดยจะจัดสรรเพื่อใช้ใน 7 ด้านหลักๆ ดังนี้

1. โครงการก่อสร้างพื้นฐาน จำนวน 1.5 ล้านล้านหยวน
2. การฟื้นฟูพื้นที่ที่เกิดแผ่นดินไหว จำนวน 1 ล้านล้านหยวน
3. โครงการก่อสร้างบ้านราคาประหยัดจำนวน 400,000 ล้านหยวน
4. การปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตชนบท จำนวน 370,000 ล้านหยวน
5. การปรับปรุงและพัฒนาด้านเทคโนโลยี จำนวน 370,000 ล้านหยวน
6. โครงการเพื่อการประหยัดพลังงาน จำนวน 210,000 ล้านหยวน
7. สวัสดิการสังคมด้านสุขภาพและการศึกษา จำนวน 150,000 ล้านหยวน

รัฐบาลจีน คาดว่า งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนได้ร้อยละ 1.5-1.9

นครเซี่ยงไฮ้

หลังจากที่คณะรัฐมนตรีของจีนประกาศนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 4 ล้านล้านหยวน ในสัปดาห์ต่อมา รัฐบาลนครเซี่ยงไฮ้ได้ประกาศการจัดสรรงบประมาณ 500,000 ล้านหยวน (ประมาณ 73,220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อใช้จ่ายจนถึงปี 2553 เพื่อการกระตุ้นความต้องการบริโภคภายในนครเซี่ยงไฮ้ และรักษาอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ อีกทั้งได้อนุมัติงบประมาณเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมอีก 160,000 ล้านหยวน ในอีก 1 สัปดาห์ต่อมา

อย่างไรก็ดี รัฐบาลนครเซี่ยงไฮ้มิได้เปิดเผยถึงรายละเอียดของการจัดสรรงบประมาณจำนวน 500,000 ล้านหยวนดังกล่าวในแต่ละโครงการ โดยระบุเพียงว่าจะจัดสรรเพื่อโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคของนครเซี่ยงไฮ้ที่มีกำหนดก่อสร้างเสร็จภายในปี 2553 ใน 5 ด้านหลัก ดังนี้

  1. โครงการก่อสร้างบ้านราคาประหยัด และโครงการปรับปรุง / ซ่อมแซมแหล่งที่อยู่อาศัยเก่าในเขตเมือง
  2. โครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานในเขตชานเมือง
  3. สานต่อโครงการก่อสร้างศูนย์การเดินเรือระหว่างประเทศ
  4. โครงการปรับปรุงระบบการคมนาคมขนส่งของนครเซี่ยงไฮ้ อาทิ การขยายเส้นทางรถไฟใต้ดิน การก่อสร้างอุโมงค์เดินรถ และช่องทางเดินรถจักรยาน การขยายเส้นทางรถไฟ และทางด่วนเพื่อเชื่อมต่อกับมณฑลอื่นในพื้นที่เขตลุ่มแม่น้ำแยงซี เป็นต้น
  5. โครงการก่อสร้างเพื่อการประหยัดพลังงาน และรักษาสิ่งแวดล้อม อาทิ โรงบำบัดน้ำเสีย และโรงงานทำลายขยะ เป็นต้น โดยรัฐบาลนครเซี่ยงไฮ้ระบุว่าจะจัดสรรงบประมาณจำนวน 30,000 ล้านหยวน หรือประมาณกึ่งหนึ่งของงบประมาณด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้ในด้านการควบคุมมลพิษทางน้ำ ในระยะ 3 ปีข้างหน้า

สำหรับงบประมาณที่อนุมัติเพิ่มเติมจำนวน 160,000 ล้านหยวน นั้น รัฐบาลนครเซี่ยงไฮ้จะจัดสรรในด้านต่างๆ ดังนี้

  1. โครงการก่อสร้างระบบการคมนาคม
  2. การยกระดับอุตสาหกรรม
  3. การรักษาสิ่งแวดล้อม
  4. โครงการอื่นๆ เพื่อการเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดงาน World Expo 2010

ทั้งนี้ ในปี 2551 มีโครงการที่เริ่มดำเนินการก่อสร้างแล้ว หรือดำเนินการแล้วเสร็จ ได้แก่ การก่อสร้างบ้านราคาประหยัดเพื่อครอบครัวที่มีรายได้ต่ำ โครงการเกี่ยวกับการปรับปรุงระบบการจราจร และการก่อสร้างเส้นทางรถไฟใต้ดิน และอุโมงค์เดินรถยนต์บางเส้นทาง เพื่อเตรียมสำหรับการจัดงาน World Expo 2010

นครเซี่ยงไฮ้ ไตรมาสแรกปี 2552 : การส่งออก และภาคอุตสาหกรรมฉุด GDP ขยายตัวเพียงร้อยละ 3.1

ไตรมาสแรกของปี 2552 เศรษฐกิจนครเซี่ยงไฮ้ขยายตัวเพียงร้อยละ 3.1 จากที่ขยายตัวร้อยละ 11.53 ในช่วงเดียวกันของปี 2551 นอกจากนี้ อัตราดังกล่าวยังต่ำกว่าอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจของทั้งประเทศจีนในช่วงเดียวกันที่ขยายตัวร้อยละ 6.1ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึีงการได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินในระดับที่ลึกยิ่งขึ้น

ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของนครเซี่ยงไฮ้ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2552

มูลค่า : ล้านหยวน

รายการ

Q1 ปี 2552

Q1 ปี 2551

มูลค่า

ขยายตัว (%)

มูลค่า

ขยายตัว (%)

GDP - ภาคเกษตร
- ภาคอุตสาหกรรม
- ภาคบริการ

315,407 1,325
124,342
189,380

3.1 -1.3
-8.1
13.1

304,076 1,355
143,655
159,066

11.53 -3.4
13.35
10.01

ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม

494,620

-9.8

584,972

15.50

การค้าระหว่างประเทศ (ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

- การส่งออก
- การนำเข้า

55,210


30,263
24,947

-26.3


-20.8
-32.1

74,938


38,209
36,729

20.2


20.2
20.3

ยอดค้าปลีก

124,480

14.1

109,125

16.9

การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร

90,229

1.7

88,703

5.8

การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่มีการลงทุนจริง (ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

2,320

2.3

2,267

12.5

ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)

-

0.4

6.8

ตัวเลขสถิติจาก : www.stats-sh.gov.cn

จากตารางข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ภาคอุตสาหกรรมของนครเซี่ยงไฮ้ชะลอตัวอย่างมาก ซึ่งเป็นผลมาจากภาคการส่งออก ที่ยังชะลอตัว จากความต้องการในตลาดโลกที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมของนครเซี่ยงไฮ้ซึ่งพึ่งพาการส่งออกในสัดส่วนที่สูงมีผลผลิตลดลง และฉุดให้ GDP ของนครเซี่ยงไฮ้ในไตรมาสแรกปี 2552 ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 3.1 นอกจากนี้ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงดังกล่าวยังส่งผลให้สัดส่วนของภาคอุตสาหกรรมต่อผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของนครเซี่ยงไฮ้ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2552 ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 39.5 จากอัตราส่วนร้อยละ 45.5 ในปี 2551 ขณะที่สัดส่วนของภาคบริการต่อ GDP เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 60.1 จากที่เคยมีสัดส่วนต่อจีดีพีในระดับใกล้เคียงกับภาคอุตสาหกรรมที่ร้อยละ 50 ต่อ 50 ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา

อุตสาหกรรมในนครเซี่ยงไฮ้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ คือ อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมาก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ และของเด็กเล่น ขณะที่อุตสาหกรรมที่ลงทุนในด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) สูง อาทิ อุตสาหกรรมเกี่ยวกับเครื่องมือและอุปกรณ์ มีแนวโน้มที่จะฝ่าพ้นวิกฤตเศรษฐกิจได้ดีกว่า

ขณะที่ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2552 ภาคบริการของนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งประกอบด้วย ธุรกิจสถาบันการเงิน ธุรกิจจัดเลี้ยง และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ขยายตัว ถึง ร้อยละ 13.1 จากที่ขยายตัวร้อยละ 10.01 ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2551 ซึ่งเป็นผลมาจากภาคการเงินของนครเซี่ยงไฮ้ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 26 รวมมูลค่าเศรษฐกิจเท่ากับ 39,790 ล้านหยวน

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของนครเซี่ยงไฮ้

ผลจากวิกฤตการเงินโลกและภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวต่อเศรษฐกิจนครเซี่ยงไฮ้ข้างต้น เป็นคำถามว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของนครเซี่ยงไฮ้ในช่วงที่ผ่านมาเป็นอย่างไร รัฐบาลเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจในแนวทางใด และจะปรับทิศทางต่อไปอย่างไร

ความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจของนครเซี่ยงไฮ้ในไตรมาสที่ผ่านมา

1. นครเซี่ยงไฮ้เร่งผลักดันโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ และขยับกำหนดการเริ่มก่อสร้างของโครงการหลังปี 2553 ให้เร็วขึ้น อาทิ การก่อสร้างเส้นทางรถไฟใต้ดินสาย 12 เพื่อหวังกระตุ้นการบริโภคในประเทศ และการจ้างงาน
โครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ของนครเซี่ยงไฮ้ในปี 2552 มีมูลค่ารวม 12,000 ล้านหยวน (ประมาณ 1,760 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และจะเพิ่มงบประมาณในโครงการดังกล่าวอีกในปี 2553

2. การส่งออกของนครเซี่ยงไฮ้ในเดือนมี.ค. 2552 ได้รับอานิสงค์จากนโยบายการเพิ่มอัตราขอคืนภาษีส่งออกของสินค้าส่งออกรวมกว่า 3,800 รายการตั้งแต่เดือนส.ค. 2551 ของรัฐบาลจีนเพื่อช่วยเหลือภาคส่งออก ส่งผลให้การส่งออกเดือนมี.ค. ขยายตัวลดลงร้อยละ 19 ซึ่งเป็นอัตราที่ชะลอลงจากเดือนก.พ. 2552 ที่มีขยายตัวลดลงร้อยละ 27.5 แต่ในภาพรวมของไตรมาสแรกของปี 2552 การส่งออกของนครเซี่ยงไฮ้ยังคงชะลอตัวมาก โดยมีมูลค่าลดลงร้อยละ 20.8

3. นครเซี่ยงไฮ้ออกมาตรการกระตุ้นยอดขายรถยนต์ โดยการเพิ่มโควต้าป้ายทะเบียนรถยนต์ประมูลจาก 5,200 ป้าย ในเดือนม.ค. และก.พ. เป็น 6,000 ป้าย ในเดือนมี.ค. และเพิ่มเป็น 6,500 ป้าย ในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นนโยบายที่สวนทางจากอดีตที่นครเซี่ยงไฮ้จำกัดการเพิ่มขึ้นของจำนวนรถยนต์บนท้องถนน ผ่านระบบการจำกัดโควต้าป้ายทะเบียนรถยนต์ที่เปิดให้ประมูลในแต่ละเดือนที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2543
ทั้งนี้ จีนมีนโยบายกระตุ้นอุตสาหกรรมรถยนต์และยอดซื้อรถยนต์ในจีน โดยการลดภาษีซื้อรถยนต์ส่วนบุคคลสำหรับรถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์เล็กกว่า 1.6 ลิตร เหลือร้อยละ 5 ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลของจีนในเดือนมี.ค. 2552 เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 รวมเป็น 1.1 ล้านคัน จากที่ยอดขายมีอัตราเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 6.7 ในปี 2551

4. อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ รัฐบาลจีนสนับสนุนให้มีการควบรวมกิจการภายในอตุสาหกรรม โลจิสติกส์เพื่อสร้างศักยภาพทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมดังกล่าว โดยเมื่อเดือนมี.ค. 52 บริษัท Grand China Logistics Group ซึ่งเป็นธุรกิจภายใต้กลุ่มธุรกิจการบินใหญ่อันดับ 4 ของจีน จัดตั้งขึ้นที่นครเซี่ยงไฮ้เพื่อเป็นบริษัทโลจิสติกส์รายแรกของจีนที่จะทำธุรกิจครอบคลุมทั้งด้านการขนส่งทางเรือ ทางบก และทางอากาศ ภายใต้นโยบายการสนับสนุนการพัฒนาของธุรกิจโลจิสติกส์ของรัฐบาลจีน

5. รัฐบาลท้องถิ่นของนครเซี่ยงไฮ้เร่งดำเนินโครงการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงและการบริการ อาทิ อุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์ยานยนต์ ลิฟต์ วิศวกรรมเครื่องจักร วัตถุดิบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และโครงการพัฒนาย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD)

6. การช่วยเหลือภาคธุรกิจของนครเซี่ยงไฮ้

- สนับสนุนสินเชื่อเพื่อธุรกิจ SME โดยการระดมการปล่อยกู้จากสถาบันการเงินท้องถิ่นเพื่อปล่อยสินเชื่อวงเงินต่ำให้กับธุรกิจ รวมถึงการพัฒนาระบบตลาดเงินตลาดทุน เพื่อสนับสนุนแหล่งการเงินสำหรับภาคธุรกิจผ่านการระดมทุนในรูปแบบอื่น อาทิ Private Equity หรือการลงทุนในหุ้นของธุรกิจที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และ Venture Capital หรือการลงทุนผ่านกองทุนร่วมลงทุน
- มีนโยบายกระตุ้นให้สถาบันการเงินในจีนปล่อยสินเชื่อเพื่อธุรกิจ SME ด้านไฮเทคเป็นมูลค่ามากกว่า 800 ล้านหยวน ภายในปี 2552
- สนับสนุนเงินช่วยเหลือธุรกิจทั้งที่เป็นรัฐวิสาหกิจ บริษัทเอกชนจีน และบริษัทต่างชาติ ที่ได้รับการพิจารณาว่าเป็นบริษัทที่ประสบปัญหาทางธุรกิจอย่างหนักจากวิกฤตการเงินโลก โดยจะได้รับสิทธิประโยชน์ดังนี้

1. รัฐบาลจะสนับสนุนเงินกองทุนประกันสังคมเพื่อพนักงาน ซึ่งรวมถึงเงินประกันสุขภาพ เกษียณอายุ การว่างงาน และที่อยู่อาศัย
2. จะได้รับเงินอุดหนุนจำนวน 384 หยวน (ประมาณ 56.22 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อจำนวนพนักงาน 1 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 40 ของอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำของนครเซี่ยงไฮ้
3. จะได้รับเงินช่วยเหลือเพื่อการฝึกอบรมพนักงานเป็นเวลา 6 เดือน

บทสรุป

ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน ณ นครเซี่ยงไฮ้ คาดว่า รัฐบาลนครเซี่ยงไฮ้จะยังคงเน้นการลงทุนในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ และดำเนินมาตรการกระตุ้นและช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาคส่งออกที่ชะลอตัวอันเป็นปัจจัยภายนอกประเทศที่ควบคุมไม่ได้ อีกทั้งจะเร่งส่งเสริมการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมที่เน้นการใช้เทคโนโลยี และกระตุ้นความต้องการภายในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาการส่งออกในระยะยาว
27 กุมภาพันธ์ 2558
แหล่งข้อมูล: Shanghai Daily, Shanghai Business Review, www.stats-sh.gov.cn
โดย: แสนดี สีสุทธิโพธิ์

Back to the list

More Related

  • การละเมิดเครื่องหมายการค้าในประเทศจีนได้กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ผู้คนทั่วโลกหยิบยกขึ้นมา ถกเถียงกันอีกครั้งเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่ศาลจีนตัดสินให้บริษัท Apple ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของสหรัฐฯ เจ้าของเครื่องหมายการค้า iPhone เป็นฝ่ายแพ้คดีโต้แย้งสิทธิในเครื่องหมายการค้ากับบริษัท ปักกิ่ง ซินทงเทียนตี้ จำกัด ผู้ผลิตเครื่องหนังของจีน การจดลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้าในจีนจึงเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ผู้สนใจต้องรู้ไว้ก่อนคิดไปบุกตลาดจีน  
  • ข่าวดีล่าสุดสำหรับคนที่ไปท่องเที่ยวและถือโอกาสช้อปที่จีน มณฑลกวางตุ้งที่มีนครกว่างโจวเป็นเมืองหลวงได้ประกาศคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยได้เริ่มใช้นโยบายคืน VAT นี้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2559 เป็นต้นมา
  • ปัจจุบันคนฮ่องกงตื่นตัวและหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น สินค้าออร์แกนิคจึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนฮ่องกงที่รักสุขภาพและมีกำลังซื้อเพียงพอที่จะบริโภคสินค้าออร์แกนิคเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นสินค้าอาหารที่ปราศจากสารเคมีหรือสิ่งปนเปื้อนต่าง ๆ สินค้าออร์แกนิคส่วนใหญ่จะมีราคาสูงกว่าสินค้าชนิดเดียวกันที่ไม่ใช่ออร์แกนิคอยู่พอสมควร เนื่องจากมีกระบวนการผลิตที่มีความละเอียดและระยะเวลาในการผลิตค่อนข้างนานกว่าจะสามารถนำมาจำหน่ายในท้องตลาดได้
  • เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2558 รัฐบาลมณฑลกวางตุ้งได้ประกาศแผนการดำเนินงานการสร้างเขตสาธิตแบบศูนย์รวมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน สู่สาธารณะชนอย่างเป็นทางการ โดยในแผนงานฯ ดังกล่าวได้กำหนดแนวทางและเป้าหมายที่จัดเจนในการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนในมณฑลกวางตุ้ง
  • แม้ว่าฮ่องกงจะเป็นเมืองท่าปลอดภาษีที่การนำเข้าสินค้าและอาหารต่าง ๆ จากต่างประเทศจะสามารถเข้าสู่ฮ่องกงได้โดยสะดวก ทั้งที่เป็นสินค้าเพื่อการบริโภคภายในและสินค้าเพื่อการส่งออกต่อ (re-export) ไปยังจีน แต่สำหรับสินค้าและผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ ที่จะนำมาวางจำหน่ายในท้องตลาดฮ่องกงจะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ถูกสุขอนามัยและมีความปลอดภัยเพียงพอสำหรับผู้บริโภค
  • เขตปกครองตนเองซินเจียงเป็นประตูที่สำคัญสู่เอเชียกลางและยุโรป เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญบนเส้นทางสายไหมใหม่ เป็นเขตที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาการค้าและการลงทุนภายใต้นโยบาย “One Belt, One Road” ของจีน เพราะซินเจียงเป็นแหล่งการปลูกฝ้ายที่สำคัญที่สุดของประเทศ

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ