
จากปัญหาวิกฤตการเงินโลก และเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะชะลอตัว ธนาคารกลางของจีน (China Central Bank) ได้ปรับลดอัตราคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในปี 2552 เหลือเพียงร้อยละ 8-9 ขณะเดียวกัน ธนาคารโลก (World Bank) คาดว่าเศรษฐกิจจีนในปี 2552 จะเติบโตเพียงร้อยละ 7.5 จากอัตราการเติบโตร้อยละ 11.9 ในปี 2550 และร้อยละ 9.6 ในปี 2551 (ประมาณการ)
นโยบายเพื่อการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและนักลงทุน
ท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจชะลอตัวดังกล่าว รัฐบาลจีนได้ประกาศนโยบายทางเศรษฐกิจ และการเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ และกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ยังคงมีความเชื่อมั่นต่อทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในระยะต่อไป เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้
1. การประกาศใช้มาตรการด้านการเงินการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ เนื่องจากในช่วง 2-3 เดือนก่อนหน้านี้ ปัญหาทางเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลจีนกังวล คือ อัตราเงินเฟ้อ แต่ต่อมาในช่วงปลายปีที่มีสัญญาณแสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อลดลง รัฐบาลจีนจึงหันมาให้ความสนใจกับประเด็นเรื่องอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยมาตรการต่างๆ ที่นำมาใช้ขณะนี้ อาทิ
- การเบิกจ่ายงบประมาณสูงถึง 4 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 586,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ผ่านโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ อาทิ การสร้างถนน สะพาน รถไฟ และ infrastructure อื่นๆ โดยเฉพาะในภาคการขนส่ง
- การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (benchmark interest rate) ลงร้อยละ 1.08 เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2551 ซึ่งเป็นการปรับลดครั้งที่ 5 นับแต่เดือนก.ย. 51 และนับเป็นอัตราปรับลดที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปี มีผลทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปี ลดลงจากร้อยละ 2.52 เป็นร้อยละ 2.25 และอัตราเงินกู้ระยะเวลา 1 ปี ปรับลดลงจากร้อยละ 5.58 เป็นร้อยละ 5.31
- การใช้มาตรการด้านภาษีเป็นเครื่องมือกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ (ซึ่งเป็นประเด็นที่จีนกำลังให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในปัจจุบัน เนื่องจากมีอัตราสูงถึงร้อยละ 40 ของ GDP / ช่วยเหลือภาคธุรกิจ / การส่งออก / และลดการใช้พลังงาน อาทิ การปฎิรูปโครงสร้างภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยยกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการซื้อเครื่องจักรใหม่ / การเพิ่มอัตราขอคืนภาษีสำหรับสินค้าส่งออกบางประเภท / การพิจารณาปรับเพิ่มเพดานรายได้ขั้นต่ำในการเสียภาษีรายได้ส่วนบุคคล ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีรายได้สุทธิ (disposable income) เพิ่มขึ้น / และการปรับเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันรถยนต์ เป็นต้น
- การปรับลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเพื่อการซื้ออสังหาริมทรัพย์ และสัดส่วนเงินดาวน์ และการเร่งก่อสร้างโครงการบ้านราคาประหยัด เพื่อกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ
2. จีนมีนโยบายควบคุมธุรกิจในภาคการเงินการธนาคารอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในเรื่องการปล่อยสินเชื่อ รวมถึงภาคการเงินของจีนยังมิได้เปิดเสรีโดยสิ้นเชิง ส่งผลให้สถาบันการเงินและการธนาคารจีนไม่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากปัญหาวิกฤตสินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์ด้อยคุณภาพ (Sub-Prime Mortgage) นอกจากนี้ ธนาคารกลางของจีนยังปรับลดอัตราเงินสำรองของธนาคารพาณิชย์อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่าน และมีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไป เพื่อกระตุ้นการลงทุนและการบริโภคภายในประเทศ
3. การลงทุนและการบริโภคในประเทศของจีนยังคงมีความยืดหยุ่นพอประมาณ โดยคิดเป็นสัดส่วนขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.1 และ 3.5 ของ GDP ตามลำดับ นอกจากนี้ ยอดการขายปลีกที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.8 ในเดือนพ.ย. 51 (มีมูลค่า 979,100 ล้านหยวน) ยังแสดงให้เห็นแนวโน้มการบริโภคที่ขยายตัว
ความเชื่อมั่นของธุรกิจในนครเซี่ยงไฮ้ ในปี 2552
ผลการสำรวจความเชื่อมั่นของธุรกิจในนครเซี่ยงไฮ้ต่อรายได้ของบริษัทในปี 2552 ซึ่งสำรวจจากความคิดเห็นของบริษัทข้ามชาติในนครเซี่ยงไฮ้ และมณฑลใกล้เคียง จำนวน 187 ราย โดยนิตยสาร Shanghai Business Review แสดงให้เห็นว่า ธุรกิจต่างชาติในนครเซี่ยงไฮ้ และมณฑลใกล้เคียง ยังคงมีความเชื่อมั่นในทางบวกต่อธุรกิจในจีนในปี 2552 ทั้งในอนาคตอันใกล้ และในระยะกลาง กล่าวคือ
- ในระยะ 3 เดือนแรกของปี 2552 ร้อยละ 25.2 เชื่อว่า ธุรกิจของบริษัทตนในจีนจะมีผลตอบแทนเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2551 และร้อยละ 52.4 เชื่อว่าบริษัทจะมีผลตอบแทนคงที่ ขณะที่มีเพียงร้อยละ 22.5 คาดว่าบริษัทจะมีผลตอบแทนลดลง
- ในระยะครึ่งปีแรกของปี 2552 ร้อยละ 45.4 เชื่อว่า ธุรกิจของบริษัทตนในจีนจะมีผลตอบแทนเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2551 และร้อยละ 29.9 เชื่อว่า บริษัทจะมีผลตอบแทนคงที่ ขณะที่ร้อยละ 24.6 คาดว่าบริษัทจะมีผลตอบแทนลดลง
ผลการสำรวจการคาดการณ์แนวโน้มรายได้ของธุรกิจในระยะ 3 เดือนแรกของปี 2551
|
การคาดการณ์รายได้ |
อัตราส่วนร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม | |
|
แนวโน้มรายได้ในระยะ 3 เดือนแรก |
แนวโน้มรายได้ในระยะครึ่งปีแรก | |
|
จะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด |
1.1 |
5.3 |
|
จะเพิ่มขึ้น |
24.1 |
40.1 |
|
คงที่ |
52.4 |
29.9 |
|
จะลดลง |
19.3 |
21.4 |
|
จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด |
3.2 |
3.2 |
ที่มา : Shanghai Business Review เดือนธันวาคม 2552 Vol. 5
ผลกระทบของวิกฤตการเงินโลกต่อแต่ละภาคธุรกิจในจีน
แม้วิกฤตการเงินโลกจะส่งผลกระทต่อเศรษฐกิจทั่วโลกทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม แต่ในแต่ละภาคธุรกิจของจีนมีความเสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบในระดับที่แตกต่างกัน โดยธุรกิจที่เสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบในระดับที่รุนแรง ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีต่ำ ธุรกิจการเงิน และธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ กล่าวคือ
- ภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีต่ำเป็นธุรกิจที่มีผลกำไรต่อหน่วยต่ำ ซึ่งเมื่อต้องเผชิญกับภาวะต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และความต้องการในตลาดโลกลดลง จึงได้รับผลกระทบที่เร็วกว่าและรุนแรงกว่าภาคธุรกิจอื่น ประกอบกับทางการจีนมีนโยบายปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม โดยเน้นอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง ทำให้ธุรกิจเหล่านี้อยู่รอดได้ยากยิ่งขึ้น
- ธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ได้รับผลกระทบโดยตรงจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง และภัยธรรมชาติในจีนในช่วงปี 2551 ทำให้อัตราการเข้าพักของโรงแรมในนครเซี่ยงไฮ้ ในช่วงเดือนม.ค.-ต.ค. 51 มีอัตราเพียงร้อยละ 55 ซึ่งต่ำกว่าร้อยละ 60 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่เสี่ยงต่อการขาดทุน และนับเป็นวิกฤตครั้งที่ใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของนครเซี่ยงไฮ้ ในรอบ 30 ปี และยังมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2552
ปัจจัยพึงระวังต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ในปี 2552 เศรษฐกิจของจีนมีปัจจัยลบที่พึงระวัง คือ ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น / เงินหยวนแข็งค่า / ดัชนีราคาผู้บริโภคที่แม้จะปรับลดลง แต่ยังอยู่ในภาวะที่ผันผวน / ตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซา / การชะลอตัวของการส่งออก ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวลดลงจากร้อยละ 11 เหลือเพียงร้อยละ 3.5 ในปี 2552 เนื่องจากปริมาณความต้องการในตลาดโลกที่ลดลง / ปัจจัยเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อที่อาจปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งทำให้รัฐบาลจีนดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจมหภาคได้ลำบากขึ้น
ดัชนีราคาผู้บริโภคและราคาผู้ผลิตที่แม้จะลดลง แต่ยังอยู่ในภาวะที่ผันผวน
ที่มา : www.eastmoney.com
http://www.thaibizchina.com/thaibizchina/th/china-economic-business/result.php?IBLOCK_ID=69&SECTION_ID=441&ELEMENT_ID=15176
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
