
จากบทความ 5 ตอนที่ผ่านมา ที่ได้เล่าถึงพัฒนาการของนครเซี่ยงไฮ้ ภายหลังการเปิดประเทศและปฎิรูปเศรษฐกิจของจีนตั้งแต่ปี 2521 ในด้านเศรษฐกิจ / การปฎิรูประบบที่อยู่อาศัยและการพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ / การพัฒนาศูนย์กลางการเงิน / การพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ / และการพัฒนาธุรกิจของรัฐวิสาหกิจจีนนั้น ในบทความตอนสุดท้ายนี้ ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน ณ นครเซี่ยงไฮ้ จะสรุปและวิเคราะห์กรอบและรูปแบบ ที่รัฐบาลนครเซี่ยงไฮ้ใช้ในการพัฒนาด้านต่างๆ ที่สะท้อนผ่านการพัฒนาทั้ง 5 สาขาดังกล่าวข้างต้น ตลอดระยะเวลา 30 ปี ตั้งแต่จีนเปิดประเทศ ซึ่งมีความน่าสนใจที่จะทำให้ท่านผู้อ่านได้เข้าใจรูปแบบและปัจจัยในการพัฒนาของนครเซี่ยงไฮ้--เมืองทันสมัยติดอันดับโลกที่เป็นหน้าตา ของประเทศจีนในปัจจุบัน รวมถึงเป็นภาพสะท้อนทิศทางการพัฒนาของเซี่ยงไฮ้ในอนาคต ดังนี้
1. การมีเป้าหมายที่ชัดเจน และสานต่ออย่างจริงจัง ต่อเนื่อง และเด็ดขาด
จีนมีเป้าหมายที่ชัดเจนที่จะพัฒนาให้นครเซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลางระหว่างประเทศ 4 ด้าน คือ เศรษฐกิจ / การค้า / การเงิน / และการคมนาคมขนส่ง ตั้งแต่ยุคของนายเติ้ง เสี่ยวผิง (ปี 2535) โดยตั้งเป้าให้นครเซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลางของโลกทั้ง 4 ด้าน ภายในปี 2563 และได้เตรียมพื้นฐานและโครงสร้างด้านต่างๆ เพื่อมุ่งตรงไปสู่เป้าหมายทั้ง 4 ด้าน อย่างต่อเนื่อง
- ในปัจจุบัน ด้านเศรษฐกิจและการค้า นครเซี่ยงไฮ้ได้พัฒนาจากเมืองศูนย์กลางการค้าในอดีตเป็นเมืองศูนย์กลางธุรกิจที่มีการขยายตัวของเศรษฐกิจในอัตราเลขสองหลักติดต่อกันตลอด 16 ปีที่ผ่านมา จนถึงปี 2550 และมีมูลค่าเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นถึง 4.8 เท่า จากปี 2535
- ด้านการเงินนครเซี่ยงไฮ้ได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองศูนย์กลางการเงินระดับโลกอันดับที่ 25 ในปี 2551 และคาดว่าจะสามารถก้าวขึ้นเป็น 1 ใน 3 อันดับแรกเมืองศูนย์กลางการเงินของโลกในระยะ 15-20 ปีข้างหน้า
- ด้านการคมนาคม นครเซี่ยงไฮ้ได้พัฒนาจากการเป็นเมืองท่าสู่การเป็น Hub ของการคมนาคมทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และเป็นศูนย์กลางการเดินเรือของภูมิภาค
- ด้านอุตสาหกรรม นครเซี่ยงไฮ้ได้ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม มุ่งสู่เป้าหมายในการเป็นศูนย์กลาง ภาคบริการสมัยใหม่ อาทิ ภาคการเงิน โลจิสติกส์ เทคโนโลยีสารสนเทศ การท่องเที่ยว และการค้าปลีก เพื่อให้ภาคบริการเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทนภาคอุตสาหกรรม
2. การจัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนาด้านต่างๆ จำนวนมหาศาลอย่างต่อเนื่อง และเป็นรูปธรรม
การพัฒนาทุกด้านของจีน อาทิ โครงสร้างพื้นฐาน และโครงการสนับสนุนต่างๆ มีการวางแผนและจัดสรรงบประมาณอย่างชัดเจน เพียงพอ และต่อเนื่อง สังเกตได้จากโครงการก่อสร้างพื้นฐานของนครเซี่ยงไฮ้จะประกาศระยะเวลากำหนดเสร็จ และจำนวนงบประมาณอย่างชัดเจน ตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการ และดำเนินการเสร็จตามแผนทีประกาศไว้
ขณะที่ในด้านงบประมาณ ในแต่ละปีนครเซี่ยงไฮ้จะมีการเพิ่มงบประมาณเพื่อโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ในเขตเมืองเฉลี่ยร้อยละ 22.3 ทำให้นครเซี่ยงไฮ้เป็นเมืองที่มีระบบโครงสร้างพื้นฐานสมบูรณ์แบบที่สุดของจีน และเป็นต้นแบบการพัฒนาของมณฑลในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำแยงซี
นครเซี่ยงไฮ้ เมืองที่มีระบบโครงสร้างพื้นฐานสมบูรณ์แบบที่สุดของจีน และเป็นต้นแบบการพัฒนาของมณฑลในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำแยงซี
ส่วนการดำเนินการด้านการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ ก็จะมีการระบุสัดส่วนการลงทุน และฝ่ายผู้ร่วมทุนอย่างชัดเจน เพื่อให้ภาคเอกชนทราบว่าจะเข้ามามีส่วนร่วมได้ในระดับใด และเป็นสัดส่วนเท่าใด
นอกจากนี้ ด้านนโยบาย เมืองและมณฑลต่างๆ ในจีนจะมีการสนองนโยบายด้านงบประมาณจากรัฐบาลกลาง อย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม อาทิ รัฐบาลนครเซี่ยงไฮ้ เบิกจ่ายงบประมาณ 500,000 ล้านหยวน (ประมาณ 73,220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในช่วงปลายปี 2551 เพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ในช่วงปี 2551-2553 ของ หลังจากรัฐบาลกลางประกาศนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการทุ่มงบประมาณ 4 ล้านล้านหยวน เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ
3. มีการจัดทำระบบโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง
นครเซี่ยงไฮ้ได้เตรียมรากฐานด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตของเมืองและประชากร การขยายตัวของอุตสาหกรรม การค้า และธุรกิจ อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่จีนเปิดประเทศ ปัจจุบันได้ก้าวไปถึงขั้นการเตรียมสิ่งแวดล้อมด้านการลงทุนเพื่อเป็นศูนย์รวมธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก ทั้งนี้ นครเซี่ยงไฮ้มีการวางแผนและปรับปรุงผังเมืองอย่างสม่ำเสมอ โดยมีการกำหนดพื้นที่การพัฒนาด้านต่างๆ อย่างชัดเจน เช่น ย่านการเงิน (ลู่เจียจุ่ย และเดอะบันด์) เขตพัฒนาอุตสาหกรรมไฮเทค (จางเจียง และเฉ่าเหอจิ้ง) เขตอุตสาหกรรมแปรรูปเพื่อการส่งออก (จินเฉียว) เป็นต้น
ย่านการเงิน (ลู่เจียจุ่ย) ในเขตใหม่ผู่ตง ตัวอย่างการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ นครเซี่ยงไฮ้ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเป็นแหล่งรวมบุคลากรสายการเงิน
ขณะเดียวกัน ได้ขยายเครือข่ายของระบบการคมนาคม เพื่อเชื่อมโยงส่วนต่างๆ ภายในเมือง และเชื่อมนครเซี่ยงไฮ้กับพื้นที่อื่นๆ ของจีน ผ่านทางด่วน ทางน้ำ ทางอากาศ เพื่อรองรับการเติบโตของเมือง ประชากร และการค้า อย่างต่อเนื่องตลอดมา อีกทั้งมีการวางรากฐานเรื่องระบบที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเป็นการปูทางการพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นแหล่งที่มาของเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมหาศาล ในปัจจุบันชาวนครเซี่ยงไฮ้กว่าร้อยละ 77.6 มีกำลังซื้อที่อยู่อาศัยของตนเอง และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของนครเซี่ยงไฮ้ก็มีมูลค่าการลงทุนอย่างมหาศาล
ด้านอุตสาหกรรม นครเซี่ยงไฮ้ได้วางรากฐานการพัฒนาอุตสาหกรรมต้นน้ำ เพื่อต่อยอดการพัฒนาอุตสาหกรรมปลายน้ำที่สำคัญ อาทิ การเริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็ก ตั้งแต่ช่วงที่จีนเปิดประเทศ เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ ปัจจุบันชาวนครเซี่ยงไฮ้มีรถยนต์ในครอบครองรวมมากกว่า 610,000 คัน จากที่ส่วนใหญ่ชาวนครเซี่ยงไฮ้ใช้เพียงจักรยานในช่วงปี 2521 / ยอดขายรถยนต์ของจีนในปัจจุบันสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก / และนครเซี่ยงไฮ้มีธุรกิจเหล็กใหญ่อันดับ 1 ใน 5 ของโลก
4. มีกลยุทธ์ในการดึงดูดเงินทุน บุคลากร และเทคโนโลยีจากต่างประเทศที่ชาญฉลาดและชัดเจน
นครเซี่ยงไฮ้มีนโยบายดึงดูดธุรกิจจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนตั้งแต่ช่วงแรกที่จีนเปิดประเทศ จนถึงปัจจุบัน ผ่านรูปแบบการให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ เพิ่มเติมจากข้อได้เปรียบที่จีนเป็นตลาดที่ใหญ่ มีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ดี และเศรษฐกิจมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยนครเซี่ยงไฮ้มีการทบทวนนโยบายการดึงดูดธุรกิจให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาอยู่เสมอ ทั้งนี้ ในปัจจุบันจีนต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมบริการ จึงมีนโยบายต่างๆ ในการดึงดูดทรัพยากรบุคคล และผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ในสาขาบริการ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้การพัฒนาธุรกิจ
ด้านการสร้างความร่วมมือกับธุรกิจต่างชาติ นครเซี่ยงไฮ้ได้พัฒนารูปแบบจากเพียงการดึงดูดให้ธุรกิจนำเทคโนโลยีการผลิตเข้ามาลงทุน สู่การสร้างความร่วมมือในรูปแบบพันธมิตรทางธุรกิจ ผ่านการควบรวมกิจการ และการส่งเสริมให้ธุรกิจออกไปลงทุนในต่างประเทศ ปัจจุบันนครเซี่ยงไฮ้เป็นเมืองที่ดึงดูดธุรกิจจากต่างชาติมากที่สุดของจีน โดย ณ สิ้นปี 2550 มีธุรกิจต่างชาติที่ได้รับอนุมัติการลงทุนในนครเซี่ยงไฮ้แล้วกว่า 48,000 ราย จาก 131 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก นอกจากนี้ มีชาวต่างชาติที่ทำงานในนคร ซฮ. รวม 68,600 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าปี 2539 ถึง 13 เท่า ด้านการลงทุน ปี 2551 ยอดการลงทุนจากต่างชาติในนครเซี่ยงไฮ้มีมูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนที่สูงกว่ายอดการลงทุนจากต่างชาติรวมทั่วทั้งจีนถึงกว่าร้อยละ 10
5. การสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนให้ภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง
การลงทุนจากภาคเอกชนเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญของนครเซี่ยงไฮ้ แม้แต่ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว นครเซี่ยงไฮ้ได้พยายามสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจต่อทิศทางการลงทุนในนครเซี่ยงไฮ้ในหลายสาขาอย่างต่อเนื่อง อาทิ
- การเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจตลอดปีได้อย่างรวดเร็ว ในช่วงเวลาที่สม่ำเสมอทุกปี
- การแถลงนโยบายและทิศทางการลงทุนในปีถัดไปได้ชัดเจนตั้งแต่ต้นปี
- การสร้างระบบการพัฒนาที่เชื่อมโยงความคิดเห็นและใช้ประโยชน์จากภาคเอกชน โดยการจัดประชุม International Business Leaders’ Advisory Council for the Mayor of Shanghai (IBLAC) เพื่อรวบรวมความคิดจากมุมมองของภาคเอกชน โดยเฉพาะจาก CEO ของธุรกิจข้ามชาติขนาดใหญ่ให้กับนายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้ การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นทุกปี ตั้งแต่ปี 2533 โดยครั้งล่าสุดจัดเป็นครั้งที่ 20 เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2551 (นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานบริษัท Chia Tai Group จำกัด ได้รับเชิญเป็นสมาชิกเข้าร่วมการประชุมนี้ด้วย)
6. การ ให้ความสำคัญต่อการวิจัยและพัฒนา (Research and Development : R&D)
นครเซี่ยงไฮ้ตระหนักดีว่า การวิจัยและพัฒนาจะเป็นฐานสำคัญในการเสริมศักยภาพการแข่งขันในเวทีโลก จึงได้สนับสนุนการพัฒนาด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง และมีเป้าหมายในการพัฒนานครเซี่ยงไฮ้ให้เป็นเมืองที่ขับเคลื่อนโดยความคิดสร้างสรรค์ และเป็นฐานการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการพัฒนาด้าน R&D ทั้งนี้ นครเซี่ยงไฮ้ได้ตั้งเป้าเพิ่มงบประมาณด้านวิจัยและพัฒนาเป็นร้อยละ 2.8 ของมูลค่า GDP ภายในปี 2553 และจะเพิ่มเป็นร้อยละ 3 ของมูลค่า GDP ภายในปี 2555
7. การใช้นโยบายรักษาระบบนิเวศวิทยา และปรับปรุงสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการพัฒนา
รัฐบาลนครเซี่ยงไฮ้จัดนิทรรศการแสดงพัฒนาการเกี่ยวกับการรักษาสภาพแวดล้อมของเมือง และกระตุ้นความตระหนักรับรู้ของประชาชน
นครเซี่ยงไฮ้มีเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจและเมืองควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตแบบยั่งยืน และได้มาตรฐานตามแบบประเทศพัฒนาแล้ว อีกทั้งเป็นหนึ่งในมาตรการที่ผลักดันเพื่อเตรียมการจัดงาน World Expo 2010 โดยนครเซี่ยงไฮ้ได้จัดสรรงบประมาณในการป้องกันและรักษาระบบนิเวศวิทยาในแต่ละปีเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 3 ของ GDP และมีการดำเนินโครงการควบคุมมลพิษทางอากาศ บำบัดน้ำเสีย กำจัดขยะ ฯลฯ อย่างจริงจัง โดยตั้งเป้าที่ชัดเจนในการลดปริมาณมลพิษประเภทต่างๆ ขณะเดียวกัน มีการออกกฎหมายควบคุม / บังคับการรักษาสภาพแวดล้อมอย่างจริงจัง อาทิ การควบคุมมลพิษของโรงงาน การเลิกใช้ถุงพลาสติกในห้างและร้านค้าใส่ของให้ลูกค้าฟรีทั่วจีน การรื้อถอน และปรับปรุงแหล่งตลาดสด และการโยกย้ายป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ที่ทำลายทัศนียภาพของเมือง เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน ณ นครเซี่ยงไฮ้ เห็นว่า ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้จีนดำเนินนโยบายต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว เด็ดขาด และเห็นผล คือ ระบบการเมืองการปกครองที่มีลักษณะเฉพาะ กล่าวคือ จีนใช้ระบบเศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม (Socialist Market Economy) ทำให้ในด้านการบริหาร จีนมีการพัฒนาและส่งมอบนโยบายผ่านผู้นำแต่ละคนอย่างต่อเนื่อง และดำเนินการอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ขณะเดียวกัน ในด้านเศรษฐกิจ จีนก็มีนโยบายที่ชัดเจนในการพัฒนาเศรษฐกิจของภาคเอกชน และสร้างสิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการลงทุนเพื่อการพัฒนาตามระบบตลาด และใช้อำนาจบริหารควบคุม / ส่งเสริมระบบตลาดดังกล่าวอีกชั้นหนึ่ง ทั้งนี้ กลยุทธ์สำคัญที่รัฐบาลจีนใช้ในการดึงดูดการลงทุน และกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายใต้ระบบเศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม คือ การสร้างและกระตุ้นความต้องการของตลาดในประเทศ ผ่านการลงทุน และการบริโภค ทำให้ภาพของจีนที่ปรากฎสู่ภายนอก คือ ภาพของตลาดใหญ่ที่มีศักยภาพ
http://www.thaibizchina.com/thaibizchina/th/china-economic-business/result.php?IBLOCK_ID=69&SECTION_ID=441&ELEMENT_ID=15178
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
