จีนเปลี่ยน “ภาษีธุรกิจ” เป็น “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” เริ่มต้นในเซี่ยงไฮ้ บทสรุปใครได้? ใครเสีย?
จีนเปลี่ยน “ภาษีธุรกิจ” เป็น “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” เริ่มต้นในเซี่ยงไฮ้ บทสรุปใครได้? ใครเสีย?

กระแสข่าวเรื่อง “การปรับเปลี่ยนภาษีธุรกิจเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม” กำลังเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายกำลังติดตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคธุรกิจบริการในเซี่ยงไฮ้ เพราะว่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจแรกที่จะถูกให้ทดลองใช้นโยบายใหม่นี้ในวันที่ 1 ม.ค. ของปีหน้า ซึ่งทางการจีนมุ่งหวังที่จะให้นโยบายดังกล่าวช่วยกระตุ้นการเติบโตของภาคธุรกิจ ขณะที่ภาคธุรกิจเองก็ยังมีความไม่ชัดเจนในผลดีหรือผลเสียที่ตนเองจะได้รับในอนาคต

เกาะติดสถานการณ์... ติดตามข่าวสารอดีต – ปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2554 นายเวิน เจียเป่า(温家宝)นายกรัฐมนตรีจีนได้ประกาศในการประชุมสุดยอดด้านเศรษฐกิจที่นครเทียนจินว่า รัฐบาลจะปรับนโยบายเศรษฐกิจให้เหมาะสมกับช่วงเวลาและสถานการณ์เศรฐกิจที่เปลี่ยนไป โดยจีนอาจพิจารณานโยบายลดภาษีเพื่อตอบสนองต่อข้อกังวลของธุรกิจขนากลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่เผชิญปัญหา “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” อันเกิดจากนโยบายควบคุมการปล่อยเงินกู้เพื่อลดอัตราเงินเฟ้อในช่วงที่ผ่านมา

ต่อมารัฐบาลจีนได้ประกาศนโยบายการปรับใช้ระบบการเก็บภาษีแบบใหม่เกิดขึ้น คือ การใช้ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มาแทนที่การเก็บภาษีธุรกิจ (BT) โดยเห็นว่าภาษีมูลค่าเพิ่มจะมีส่วนช่วยลดภาระด้านภาษีให้ภาคธุรกิจ เนื่องจากทำให้ภาคธุรกิจสามารถนำค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและอุปกรณ์ต่างๆ มาหักลบจากจำนวนเงินที่จะนำมาคิดภาษีมูลค่าเพิ่มได้ ขณะที่การคำนวณภาษีธุรกิจจะใช้รายได้ของบริษัทเป็นพื้นฐาน ซึ่งไม่สามารถหักต้นทุนใดๆ ได้เลย

ล่าสุดเว็บไซต์ข่าว http://finance.qq.com วันที่ 29 พ.ย. 2554 รายงานว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเป็นรูปแบบการเก็บภาษีที่สำคัญของจีน ซึ่งครองสัดส่วนเกือบร้อยละ 50 ของรายได้ภาษีทั้งหมดของรัฐบาล การปรับเปลี่ยนเป็นการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มแทนที่การเก็บภาษีธุรกิจนั้น ถือเป็นแผนงานหนึ่งในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจีน ฉบับที่ 12 (ปี 2544 – 2558) ซึ่งช่วยพัฒนาธุรกิจในภาค “Real Economy” ของจีน ตลอดจนจะช่วยให้ระบบการเก็บภาษีมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการเรียกเก็บภาษีซ้ำซ้อน และช่วยกระตุ้นการพัฒนาเติบโตของธุรกิจบริการ

ทั้งนี้ ทางการจีนจะนำนโยบายดังกล่าวเริ่มทดลองใช้กับเซี่ยงไฮ้ในวันที่ 1 ม.ค. 2555 เป็นต้นไป และจะนำผลลัพธ์ที่ได้มากำหนดเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับพื้นที่อื่นๆ ในจีนช่วงปี 2556 – 2558 โดยนโยบายปรับเปลี่ยนภาษีดังกล่าวจะเริ่มใช้กับธุรกิจด้านการคมนาคมขนส่งและธุรกิจบริการทันสมัยบางส่วน หรือเรียกว่า Modern Service ที่กำหนดไว้ในชั้นนี้ได้แก่ บริการด้านเทคโนโลยีและการวิจัย บริการด้านการสร้างสรรค์วัฒนธรรม บริการให้คำปรึกษาด้านกฎหมายและบัญชี ซึ่งเดิมเป็นการเก็บภาษีธุรกิจที่อัตราร้อยละ 3 หรือร้อยละ 5 แต่จะแทนที่ด้วยการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่ร้อยละ 6 สำหรับธุรกิจบริการดังกล่าว และร้อยละ 11 สำหรับธุรกิจด้านการคมนาคมขนส่ง โดยอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวยังเป็นอัตราที่ต่ำกว่าอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของภาคธุรกิจทั่วไปที่ร้อยละ 13 หรือร้อยละ 17 อีกด้วย (ข้อมูลประกอบท้ายบทความ)


ที่มาภาพ http://rationallibertariancorner.com

รัฐบาลชี้ข้อดี... ธุรกิจแบกรับภาษีน้อยลง

ทางการจีนชี้ว่า การปรับเปลี่ยนจากภาษีธุรกิจเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มแทน จะช่วยให้ภาคธุรกิจแบกรับภาระทางภาษีน้อยลง เนื่องจากได้ลดขั้นตอนการเรียกเก็บภาษีซ้ำซ้อนในธุรกิจบางประเภทลง ทั้งนี้ หากในอนาคตจีนขยายนโยบายที่ทดลองใช้กับเซี่ยงไฮ้นี้ไปยังทั่วทุกพื้นที่ในจีน คาดว่าภาระทางภาษีจะลดลงถึง 150,000 ล้านหยวน และหากในระยะยาวได้ขยายนโยบายนี้ให้มีผลบังคับใช้กับภาคธุรกิจที่เคยกำหนดให้จ่ายภาษีธุรกิจทั้งหมดแล้ว แต่ละธุรกิจก็จะได้รับผลกระทบที่แตกต่างกันออกไป โดยจะต้องคำนึงถึงปัจจัยสำคัญ เช่น 1) ระยะเวลาของการดำเนินนโยบาย 2) การเปลี่ยนแปลงในเรื่องของอัตราภาษี และ 3) การกำหนดราคา ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งตลาด เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ทางการจีนคาดการณ์ว่า ธุรกิจการคมนาคมขนส่ง ธุรกิจโลจิสติกส์ ธุรกิจบริการ IT ธุรกิจอาหารเรื่องดื่ม / โรงแรม และธุรกิจการก่อสร้าง จะได้รับประโยชน์จากนโยบายใหม่นี้ก่อนธุรกิจอื่นๆ ขณะที่ธุรกิจโทรคมนาคม ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจการเงิน อาจจะเริ่มใช้นโยบายดังกล่าวค่อนข้างช้ากว่ากลุ่มธุรกิจข้างต้น และ/หรืออาจจะเหมาะสมกับการใช้นโยบายอัตราภาษีอย่างมีประสิทธิภาพในอัตราที่สูงขึ้นมากกว่าการใช้นโยบายการปรับเปลี่ยนเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มแทนที่ภาษีธุรกิจดังเช่นลักษณะนี้

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ... คาดการณ์ธุรกิจและรัฐบาลได้ประโยชน์

แม้ว่าทางการจีนได้ประกาศให้เริ่มต้นใช้มาตรการดังกล่าวในเซี่ยงไฮ้โดยเป็นเมืองนำร่องแล้ว แต่ปัจจุบันบริษัทต่างๆ ทั้งของจีนและต่างชาติยังไม่ค่อยชัดเจนในกฎระเบียบใหม่จึงทำให้เกิดความกังวลขึ้น ด้วยเหตุนี้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะนักวิเคราะห์ทางด้านภาษีจึงได้ออกมาให้ความเห็นคาดการณ์ในมุมมองที่แตกต่างกันถึงผลกระทบที่อาจจะตามมาหลังการเปลี่ยนแปลงนี้

ข้อมูลจากนักวิเคราะห์ทางด้านภาษีของบริษัท KPMG สาขานครเซี่ยงไฮ้ในระหว่างการสัมมนาเรื่อง Impact VAT reforms ที่ทางบริษัทจัดขึ้นชี้ว่า ปัจจุบันในหลายประเทศก็ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดเก็บภาษี ซึ่งได้ใช้รูปแบบภาษีมูลค่าเพิ่มแทนที่การเก็บภาษีธุรกิจแล้ว เช่น อินเดียและออสเตรเลีย เป็นต้น โดยความพยายามปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดเก็บภาษีดังกล่าวของรัฐบาลจีนน่าจะสามารถช่วยลดภาระทางภาษีของภาคธุรกิจได้ โดยเฉพาะเมื่อภาคธุรกิจสามารถผลักภาระภาษีให้กับผู้บริโภคผ่านทางรูปแบบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยจากประสบการณ์ของการเปลี่ยนแปลงการจัดเก็บภาษีในลักษณะเดียวกันนี้ในออสเตรเลียเมื่อปี ค.ศ.2000 ที่ผ่านมาพบว่า ธุรกิจที่มียอดขายสะท้อนตามความต้องการของตลาดนั้น เมื่อมีการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วทำให้ยอดขายสินค้าซบเซาในระยะแรกเท่านั้น เนื่องจากผู้บริโภคจะมีพฤติกรรมการซื้อเปลี่ยนแปลงจากเดิม (รับภาระทางภาษีเพิ่มขึ้น จึงจับจ่ายใช้สอยน้อยลง) แต่ในระยะยาวแล้วไม่มีผลกระทบต่อภาคธุรกิจแต่อย่างใด นอกจากนี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าการปรับรูปแบบการเก็บภาษีนี้ ฝ่ายรัฐบาลจะไม่สูญเสียรายได้จากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเก็บภาษีแบบใหม่นี้แต่อย่างใดด้วย

ถึงแม้นักวิเคราะห์ชี้ว่า ภาคธุรกิจจะได้รับผลประโยชน์ด้านการลดภาระทางภาษีธุรกิจลง แต่ท่าทีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดเก็บภาษีดังกล่าว ยังคงทำให้เกิดข้อสงสัยตามมามากมาย เช่น ภาระภาษีมูลค่าเพิ่มนี้จะตกอยู่ที่ใคร? บริษัทต่างชาติที่มีสำนักงานใหญ่ในปักกิ่งและมีสาขาย่อยในเซี่ยงไฮ้ สรุปแล้วสำนักงานใหญ่หรือสำนักงานย่อยควรเป็นผู้รับผิดชอบภาระภาษีดังกล่าว? และที่สำคัญเมื่อธุรกิจสามารถผลักภาระทางด้านภาษีธุรกิจไปเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มที่รวมไปในราคาสินค้าและบริการได้โดยตรงแล้ว ธุรกิจอื่นๆ ที่ต้องใช้บริการจากธุรกิจบริการขั้นสูงดังกล่าว ก็อาจต้องรับภาระทางภาษีที่มากขึ้นได้เช่นกัน

ปิดท้ายประเด็น... ข้อคิดเห็นจากศูนย์ BIC

จากคำประกาศของนายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่า มาสู่นโยบายการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีสำหรับภาคธุรกิจ ที่เริ่มทดลองใช้กับภาคบริการทันสมัยของนครเซี่ยงไฮ้นั้น ทำให้มีคำถามเกิดขึ้นว่า ทำไมต้องเริ่มทดลองใช้นโยบายดังกล่าวในเซี่ยงไฮ้ก่อน? แท้จริงอาจมีสาเหตุจากการที่ภาคธุรกิจในเซี่ยงไฮ้มีความแข็งแกร่งและมีการบริหารจัดการที่ค่อนข้างเป็นระบบ จึงน่าจะสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายใหม่ๆ ได้อย่างไม่มีปัญหามากนัก ทั้งนี้ การทดลองใช้นโยบายดังกล่าวกับกลุ่มธุรกิจบริการในเซี่ยงไฮ้นั้น อาจมีเหตุผลเนื่องมาจากเซี่ยงไฮ้เป็นเมืองที่มีการเติบโตของธุรกิจบริการค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจบริการที่ทันสมัย ซึ่งเป็นสาขาธุรกิจที่ทางการจีนและเซี่ยงไฮ้ต้องการผลักดันให้เติบโตอยู่แล้ว รวมถึงสอดคล้องกับนโยบายที่ต้องการให้เซี่ยงไฮ้เป็นฮับด้านธุรกิจบริการ

นอกจากนี้ สิ่งที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่ง คือ ตามปกติทุกพื้นที่ในจีนแล้วหน่วยงานภาษีท้องถิ่นจะเป็นผู้เรียกเก็บภาษีธุรกิจ และหน่วยงานรัฐบาลกลางเป็นผู้เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ในเซี่ยงไฮ้หน่วยงานภาษีท้องถิ่นเป็นผู้เรียกเก็บภาษีทั้ง 2 ประเภท การกำหนดให้เซี่ยงไฮ้เป็นพื้นที่นำร่องจึงไม่ทำเกิดความยุ่งยากในการทำงานของหน่วยงานภาษี ทั้งนี้ หากจะใช้นโยบายดังกล่าวกับพื้นที่อื่นๆ ของจีนในขณะนี้ ซึ่งทางการจีนยังไม่ได้เตรียมนโยบายรองรับ จึงอาจจะก่อให้เกิดปัญหาเรื่องการสูญเสียรายได้ภาษีของรัฐบาลกลางไปให้กับรัฐบาลท้องถิ่นแทน


ที่มา http://bbs.sinovision.net

อย่างไรก็ดี คงต้องจับตาดูต่อไปว่า หากนโยบายดังกล่าวสามารถใช้ได้ดีกับภาคธุรกิจบริการที่ทันสมัยในนครเซี่ยงไฮ้แล้ว จะยังสามารถใช้ได้ดีกับธุรกิจประเภทอื่นๆ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นเป้าหมายหนึ่งของการออกมาตรการปรับโครงสร้างภาษีดังกล่าวตั้งแต่แรก หรือไม่? เพราะลักษณะและการดำเนินธุรกิจของ SMEs อาจจะแตกต่างจากธุรกิจบริการที่อยู่ในโครงการนำร่องอย่างสิ้นเชิง

อีกประเด็นที่น่าจับตามองต่อไป คือ แม้ว่านโยบายดังกล่าวดูเหมือนจะมีผลดีต่อภาคธุรกิจและรัฐบาล แต่จากข้อเท็จจริงที่ว่าภาคธุรกิจสามารถผลักภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไปให้ผู้บริโภคได้ ก็ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวจะทำให้สินค้าและบริการมีราคาแพงขึ้นจากเดิมหรือไม่? และส่งผลให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อตามมาหรือไม่? หากเป็นเช่นนั้นจริงก็อาจจะกระทบต่อความมั่นใจของผู้บริโภคในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริโภคในเซี่ยงไฮ้ ซึ่งมีรายงานผลสำรวจความเชื่อมั่นของชาวเซี่ยงไฮ้ต่อสถานะการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันที่ออกมาเมื่อไม่นานนี้ว่า ชาวเซี่ยงไฮ้มีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ นโยบายดังกล่าวอาจมีผลกระทบต่อต้นทุนของบริษัทต่างๆ ที่ต้องใช้บริการของภาคธุรกิจที่อยู่ในโครงการนำร่อง อันเกิดจากภาระภาษีมูลค่าเพิ่มที่ตกทอดมาเป็นห่วงโซ่ด้วย ทั้งนี้ แม้ว่าธุรกิจของไทยส่วนใหญ่จะไม่อยู่ในข่ายธุรกิจบริการที่จะต้องถูกทดลองใช้นโยบายใหม่นี้ แต่หากอยู่ในห่วงโซ่ดังกล่าวแล้วก็อาจได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ ธุรกิจนำเข้าส่งออกของไทยที่อาจได้รับผลกระทบทางด้านค่าบริการขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้นจากธุรกิจบริการขนส่งที่จะถูกปรับใช้นโยบายการเก็บภาษีแบบใหม่นี้

ถึงแม้รัฐบาลจีนจะชี้ว่า นโยบายการปรับเปลี่ยนภาษีรูปแบบใหม่นี้จะช่วยลดภาระทางภาษีให้กับภาคธุรกิจ และเป็นมาตรการที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลาย โดยจะเห็นได้จากประเทศที่ได้ดำเนินการมาตรการเปลี่ยนแปลงระบบภาษีแล้ว และหลายประเภทที่มีแนวคิดที่จะเปลี่ยนแปลงรวมทั้งสิ้นกว่า 150 ประเทศ แต่แท้จริงแล้วนโยบายดังกล่าวจะส่งผลดีหรือผลเสียให้กับฝ่ายไหน และจะประสบความสำเร็จเพียงใด คงยังไม่มีฝ่ายไหนให้คำตอบที่ชัดเจนได้ในขณะนี้ เพราะนี่เป็นเพียงแค่โครงการนำร่องในเซี่ยงไฮ้เท่านั้น ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังคงต้องติดตามผลกันต่อไป... หากทุกอย่างราบรื่นด้วยดีจีนคงจะขยายผลไปยังเมืองอื่นๆ หรืออาจจะขยายผลครอบคลุมไปถึงธุรกิจอื่นๆ นอกเหนือจากธุรกิจบริการที่ทันสมัยและธุรกิจการขนส่งโลจิสติกส์ก็เป็นได้

ข้อมูลประกอบ

ภาษีธุรกิจ (BT) สำหรับธุรกิจบริการเดิมอยู่ที่ร้อยละ 3 หรือร้อยละ 5 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับธุรกิจบริการขนส่งและบริการขั้นสูงที่คาดว่าจะปรับใช้ใหม่ คือ ร้อยละ 6 หรือร้อยละ 11 และภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับธุรกิจทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ 17 หรือร้อยละ 13 สำหรับสินค้าที่ได้รับการยกเว้นบางชนิด ตามตารางประกอบ

ธุรกิจบริการ

ภาษีธุรกิจ

ร้อยละ 3 หรือ 5

ปรับเปลี่ยนเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม

ร้อยละ 6 หรือ 11

ธุรกิจทั่วไป

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ร้อยละ 17 สินค้าทั่วไป
ร้อยละ 13 สินค้าอาหาร

สรุปอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มประเภทต่างๆ

ร้อยละ 0 สำหรับสินค้าที่ได้รับการยกเว้นกรณีพิเศษ
ร้อยละ 2 สำหรับสินค้ามือสอง
ร้อยละ 6 สำหรับแทนที่ภาษีธุรกิจเดิมที่ร้อยละ 3 (ตามการปรับเปลี่ยนนโยบายใหม่นี้)
ร้อยละ 11 สำหรับแทนที่ภาษีธุรกิจเดิมที่ร้อยละ 5 (ตามการปรับเปลี่ยนนโยบายใหม่นี้)
ร้อยละ 13 สำหรับสินค้าอาหาร
ร้อยละ 17 สำหรับสินค้าทั่วไป

หมายเหตุ: ข้อมูลการวิเคราะห์ดังกล่าวและข้อคิดเห็นเพิ่มเติมของศูนย์ BIC เป็นเพียงการคาดเดาสถานการณ์ล่วงหน้าในขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านนโยบายการจัดเก็บภาษีจะยังไม่ได้ประกาศถึงรูปแบบ วิธีการ ระยะเวลา และการบังคับใช้อย่างชัดเจน โดยหากได้มีการประกาศอย่างชัดเจนจากทางการจีนแล้ว ศูนย์ BIC เซี่ยงไฮ้จะนำเสนอข้อมูลให้ทราบต่อไป



จัดทำโดย นายโอภาส เหลืองดาวเรือง น.ส. เทพรัตน์ ตันติกัลยาภรณ์
ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน ณ นครเซี่ยงไฮ้
เรียบเรียงโดย นางนาฏพร นิติมนตรี

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- การเข้าร่วมสัมมนา Impact VAT reforms โดยบริษัท KPMG (10 พ.ย. 2554)
- เอกสาร Corporate taxation in China EIU
- เอกสาร China Tax Alert - VAT reforms become a reality for 2012 pilot program
- 国家税务总局 chinatax.gov.cn
- Tax System of the People\'s Republic of China
- State Administration of Taxation
http://english.tax861.gov.cn/zgszky/zgszky.htm
- เว็บไซต์
http://finance.qq.com/a/20111129/005558.htm (29 พ.ย. 2554)
- นสพ. Shanghai Daily วันที่ 26 ต.ค. 2554 หัวข้อ Wen\'s \'fine-tune\' comments may signal a halt to tightening
- นสพ. Shanghai Daily วันที่ 27 ต.ค. 2554 หัวข้อ SME may get effective help
- นสพ. Shanghai Daily วันที่ 18 พ.ย. 2554 หัวข้อ Shanghai to pilot reductions in VAT

2 ธันวาคม 2554

Back to the list

More Related

  • การละเมิดเครื่องหมายการค้าในประเทศจีนได้กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ผู้คนทั่วโลกหยิบยกขึ้นมา ถกเถียงกันอีกครั้งเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่ศาลจีนตัดสินให้บริษัท Apple ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของสหรัฐฯ เจ้าของเครื่องหมายการค้า iPhone เป็นฝ่ายแพ้คดีโต้แย้งสิทธิในเครื่องหมายการค้ากับบริษัท ปักกิ่ง ซินทงเทียนตี้ จำกัด ผู้ผลิตเครื่องหนังของจีน การจดลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้าในจีนจึงเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ผู้สนใจต้องรู้ไว้ก่อนคิดไปบุกตลาดจีน  
  • ข่าวดีล่าสุดสำหรับคนที่ไปท่องเที่ยวและถือโอกาสช้อปที่จีน มณฑลกวางตุ้งที่มีนครกว่างโจวเป็นเมืองหลวงได้ประกาศคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยได้เริ่มใช้นโยบายคืน VAT นี้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2559 เป็นต้นมา
  • ปัจจุบันคนฮ่องกงตื่นตัวและหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น สินค้าออร์แกนิคจึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนฮ่องกงที่รักสุขภาพและมีกำลังซื้อเพียงพอที่จะบริโภคสินค้าออร์แกนิคเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นสินค้าอาหารที่ปราศจากสารเคมีหรือสิ่งปนเปื้อนต่าง ๆ สินค้าออร์แกนิคส่วนใหญ่จะมีราคาสูงกว่าสินค้าชนิดเดียวกันที่ไม่ใช่ออร์แกนิคอยู่พอสมควร เนื่องจากมีกระบวนการผลิตที่มีความละเอียดและระยะเวลาในการผลิตค่อนข้างนานกว่าจะสามารถนำมาจำหน่ายในท้องตลาดได้
  • เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2558 รัฐบาลมณฑลกวางตุ้งได้ประกาศแผนการดำเนินงานการสร้างเขตสาธิตแบบศูนย์รวมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน สู่สาธารณะชนอย่างเป็นทางการ โดยในแผนงานฯ ดังกล่าวได้กำหนดแนวทางและเป้าหมายที่จัดเจนในการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนในมณฑลกวางตุ้ง
  • แม้ว่าฮ่องกงจะเป็นเมืองท่าปลอดภาษีที่การนำเข้าสินค้าและอาหารต่าง ๆ จากต่างประเทศจะสามารถเข้าสู่ฮ่องกงได้โดยสะดวก ทั้งที่เป็นสินค้าเพื่อการบริโภคภายในและสินค้าเพื่อการส่งออกต่อ (re-export) ไปยังจีน แต่สำหรับสินค้าและผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ ที่จะนำมาวางจำหน่ายในท้องตลาดฮ่องกงจะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ถูกสุขอนามัยและมีความปลอดภัยเพียงพอสำหรับผู้บริโภค
  • เขตปกครองตนเองซินเจียงเป็นประตูที่สำคัญสู่เอเชียกลางและยุโรป เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญบนเส้นทางสายไหมใหม่ เป็นเขตที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาการค้าและการลงทุนภายใต้นโยบาย “One Belt, One Road” ของจีน เพราะซินเจียงเป็นแหล่งการปลูกฝ้ายที่สำคัญที่สุดของประเทศ

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ