ความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจที่ต้องจับตามองของสวิสเซอร์แลนด์

การยกเลิกการตรึงอัตราแลกเปลี่ยนเงินฟรังก์สวิส – ยูโร
เมื่อ 7 ก.พ. 2558 นาย Thomas Jordan ปธ.ธนาคารแห่งชาติสวิส (Swiss National Bank: SNB) ได้ให้สัมภาษณ์เป็นครั้งแรกภายหลังการยกเลิกการตรึงอัตราแลกเปลี่ยนเงินฟรังก์สวิส – ยูโร เมื่อ 15 ม.ค. 2558 โดยยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสวิตฯ ไม่เช่นนั้นจะทำให้ SNB ต้องใช้เงินถึงกว่า 6 แสนล้านฟรังก์สวิส (เท่ากับมูลค่า GDP ของสวิตฯ) ภายใน 6 เดือนในการแทรกแซงค่าเงินเพื่อรักษาอัตราแลกเปลี่ยน โดย SNB ได้พิจารณาแล้วว่าช่วงกลางเดือน ม.ค. ดังกล่าว ตลาดมีสภาพคล่อง โดยแม้ขณะนี้ค่าเงินฟรังก์สวิสจะยังคงสูง แต่เชื่อว่าจะปรับตัวสู่อัตราที่มั่นคงต่อไป นอกจากนี้ นาย Jordan กล่าวด้วยว่า มีเพียง ครม.สวิสเท่านั้นที่ทราบล่วงหน้าเพียงเล็กน้อยก่อนการประกาศมาตรการดังกล่าว จึงไม่มี insider trading โดย IMF และธนาคารกลางยุโรปทราบภายหลังเริ่มใช้มาตรการ แต่ก็เข้าใจการตัดสินใจของ สวิตฯ อย่างไรก็ดี มาตรการดังกล่าวเริ่มปรากฏผลกระทบ โดยสหภาพแรงงานในสวิตฯ เริ่มแสดงความห่วงกังวลต่อแผนของบริษัทต่าง ๆ ที่จะลดค่าแรงหรือจ่ายค่าแรงเป็นเงินยูโรสำหรับแรงงานชายแดนที่มีถิ่นพำนักนอกสวิตฯ และ เพิ่มจำนวนชั่วโมงในการทำงาน เพื่อบริหารจัดการต้นทุนที่สูงขึ้นจากการยกเลิกการตรึงอัตราแลกเปลี่ยน
วิกฤตข้อมูลทางธนาคารรั่วไหล (Swiss Leaks) และประเด็นความลับทางธนาคารในสวิตฯ
เมื่อปี 2551 นาย Harve Falciani จนท.สำนักงาน Private Banking ของธนาคาร HSBC ในนครเจนีวาได้จารกรรมฐานข้อมูลลูกค้าธนาคารในช่วงปี 2549 – 2551 มาเปิดเผย องค์กร International Consortium of Investigative Journalists ได้ทำการศึกษาข้อมูลดังกล่าว และได้เปิดเผยรายงานเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2558 ว่า ฐานข้อมูลดังกล่าวครอบคลุมลูกค้าของ สำนักงาน Private Banking ของ HSBC จำนวนกว่า 30,000 บัญชี มูลค่ารวมประมาณ 1.2 แสนดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมถึงผู้เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน การให้เงินสนับสนุนการก่อการร้าย การค้ายาเสพติดและอาวุธ การค้า blood diamonds ตลอดจนอดีตนักการเมืองประเทศต่างๆ และผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งบางส่วนเป็นผู้ที่ถูกมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ด้วย นอกจากนี้ ข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่า HSBC ได้ช่วยเหลือลูกค้า Private Banking ดังกล่าวหลบเลี่ยงการเสียภาษีในประเทศต่าง ๆ อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่ง HSBC ได้ชี้แจงว่าได้ซื้อต่อกิจการ Private Banking ในนครเจนีวาดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2542 แต่ยังให้อำนาจ สำนักงานตัดสินใจดำเนินการได้เองในระดับประเทศ อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ปี 2550 สำนักงานได้มีการลดจำนวนลูกค้าที่ไม่ได้มาตรฐานลงถึง 70% และได้มีการปรับโครงสร้างและปฏิรูปวิธีการทำงานของ สำนักงานดังกล่าวแล้วตั้งแต่ปี 2554
ทางการสวิตฯ ได้พยายามดำเนินคดีกับนาย Falciani ซึ่งเป็นบุคคลสัญชาติฝรั่งเศสและอิตาเลียน ตั้งแต่ปี 2551 แต่นาย Falciani ได้หลบหนีไปยังฝรั่งเศส และต่อมาถูกจับกุมที่สเปนในปี 2555 แต่สเปนปฏิเสธที่จะส่งตัวนาย Falciani ให้สวิตฯ ล่าสุด เมื่อ เดือน ธ.ค. 2557 นาย Falciani ถูกฟ้องร้อง in absentia โดยทางการสวิสในข้อหาจารกรรมข้อมูลเพื่อผลประโยชน์ทางพาณิชย์ (เนื่องจากมีข้อมูลว่า นาย Falciani พยายามขายข้อมูลดังกล่าวในเลบานอนแต่ไม่สำเร็จจึงส่งข้อมูลให้ทางการฝรั่งเศส) และละเมิดกฎหมายความลับทางธนาคาร
เหตุการณ์ Swiss Leaks ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสวิตฯ ในฐานะศูนย์กลางการเงินการธนาคารที่น่าเชื่อถือ ยิ่งเป็นการตอกย้ำสวิตฯ ในการเร่งสร้างความโปร่งใสในภาคธนาคาร โดยเฉพาะการจัดการกับความลับทางธนาคาร (banking secrecy) ซึ่งสวิตฯ เคยให้ความสำคัญมาเป็นเวลายาวนาน เพื่อเตรียมตัวรองรับการปฏิบัติตามระบบมาตรฐานของ OECD เพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลโดยอัตโนมัติ (Automatic Exchange of Information: AEOI) ซึ่งจะช่วยสร้างความโปร่งใสและเป็นประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอย่างถูกต้อง และคาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2018
การเป็นศูนย์กลางการค้าเงิน renminbi
ภายหลังจากที่ SNB ได้ลงนาม MOU กับธนาคารกลางจีน เพื่อการจัดทำ clearing arrangements สำหรับเงิน renminbi ในสวิตฯ เมื่อ 21 ม.ค. 2558 ในช่วงการประชุม WEF เมืองดาวอส สวิตฯ ได้รับสถานะเป็น Renminbi Qualified Foreign Institutional Investor (RQFII) ด้วยโควต้า 5 หมื่นล้าน renminbi ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการใช้เงิน renminbi โดยบริษัทและสถาบันการเงินต่าง ๆ ในการทำธุรกรรมข้ามแดน และช่วยอำนวยความสะดวกการค้าการลงทุนระหว่างกัน รวมทั้งจะทำให้ธนาคารพาณิชย์ของจีนสามารถเปิดสาขาในสวิตฯ เพื่อจัดทำ clearing arrangements ด้วย โดยนาง Eveline Widmer-Schlumpf รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสวิส ได้ให้สัมภาษณ์ขณะเยือนกรุงปักกิ่งเมื่อ 6 ก.พ. 2558 ด้วยว่า China Construction Bank (CCB) จะเปิดสาขาในสวิตฯ ในปี 2558 และสวิตฯ ได้หยิบยกประเด็นการขอให้ธนาคารพาณิชย์สวิสสามารถเปิดสาขาทำธุรกรรมอย่างสมบูรณ์ในจีนด้วย เนื่องจากปัจจุบันธนาคารต่างชาติในจีนยังดำเนินธุรกรรมได้จำกัด ทั้งนี้ เมื่อ ก.ค. 2557 สวิตฯ และจีนได้ลงนามความตกลง swap agreement จำนวนไม่เกิน 1.5 แสนล้าน renminbi หรือ 2.1 หมื่นล้านฟรังก์สวิสด้วย และแนวโน้มหลังจากนี้ คงจะได้เห็นความคืบหน้าความร่วมมือทางการเงินระหว่างสวิตฯ – จีนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขอบคุณรูปภาพจาก: http://www2.thaieurope.net/รายงานความเคลื่อนไหวด้/
สวิตเซอร์แลนด์, ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
