
หากกล่าวถึงการเชื่อมต่อไทยกับจีนทางบก เรามักจะคุ้นเคยกับมณฑลใต้สุดของจีน คือมณฑล ยูนนาน กับภาคเหนือของไทย ซึ่งมีจังหวัดเชียงราย เหนือสุดยอดในสยาม ที่ให้เรามองลอดแนวแม่น้ำโขงผ่านพม่ากับลาวไปยังจีน ในอดีตที่ผ่านมา คนไทยเราคุ้ยเคยกับมณฑลยูนนานมานาน และกระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้เปิดสถานกงสุลใหญ่ ณ นครคุนหมิง ของมณฑลยูนนาน ก่อนสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นท่าขนาดยักษ์ริมทะเลของจีนเสียอีก เราเคยหวังให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจและการค้าทางบก พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว และทำให้จีนกับไทยไปมาหาสู่กันไม่ว่าจะเป็นด้านการค้า การท่องเที่ยว และด้านวัฒนธรรม โดยเฉพาะการใช้เส้นทางที่สั้นที่สุด 250 กิโลเมตร ผ่านดินแดนลาว (แขวงบ่อแก้ว และหลวงน้ำทา) ที่คุ้นกันในชื่อเส้นทาง R3A ซึ่งเป็นเส้นทางที่เราคาดหวังให้การขนส่งทางบกขยายตัวเชื่อมต่อจีนอย่างรวดเร็ว
ต่อมาเมื่อจีนเติบโตขึ้นจากการพัฒนาเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดด จีนก็ได้พยายามผลักดัน ให้เขตปกครองตนเองกว่างซีของชนชาติจ้วง ซึ่งมีนครหนานหนิง เป็นเมืองเอก เป็นประตูการค้ากับประเทศอาเซียน อีกเขตหนึ่ง และกิจกรรมทั้งหลายเกี่ยวกับอาเซียนกับจีนก็มักจะไปรวมตัวกันที่นั่น และจีนก็ยังประสบความสำเร็จในการเชื่อมต่ออาเซียนโดยทางรถไฟได้เป็นจุดแรก ผ่านจากนครหนานหนิง เข้าด่านผิงเสียง ซึ่งสามารถเดินทางมายังกรุงฮานอยของเวียดนามได้โดยรถไฟที่มีระบบรางขนาดเดียวกัน
ความพยายามที่ประเทศจีนและอาเซียนภาคพื้นทวีปจะเชื่อมต่อกันทางบก ก็ได้ขยายตัวมากขึ้นตามลำดับผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแบบค่อยเป็นค่อยไป ประเทศเพื่อนบ้านภายในอาเซียนภาคพื้นทวีป อย่างไทย พม่า ลาว และ เวียดนาม พยายามหาจุดเชื่อมต่อกัน และมุ่งไปยังจีน ไม่ว่า จะเป็นเส้นทาง R3 R8 R9 R12 ซึ่งนับว่า โอกาสของทางเลือกก็ขยายมากขึ้น จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นถนน สะพาน ซึ่ง ก็ทะยอยเปิด จาก หนองคาย-เวียงจันทน์ มุกดาหาร-สะหวันนะเขต นครพนม-ท่าแขก และคิวต่อไป ก็คือ เชียงของ-ห้วยทราย
รวมไปถึง กระแสของโครงการพัฒนาเส้นทางรถไฟ ที่จะเชื่อมต่อจากจีนลงมายังลาวและไทย ที่ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นรูปธรรมในเร็ววันนี้
ปริมาณการค้าผ่านแดนจากเพื่อนบ้านอาเซียนภาคพื้นทวีปไปยังจีนตอนใต้ ดูจะมีโอกาสท้าทายรออยู่ อย่างไรก็ตามพัฒนาการการค้าชายแดนกับจีน ในกรอบเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน ดูแล้วก็ยังคงจำกัดอยู่เพียงมณฑลชายแดน ซึ่งเมื่อเทียบกับปริมาณการค้าที่เราทำโดยการขนส่งทางทะเลไปขึ้นชายฝั่งตะวันออก อย่างเช่น มณฑลชายฝั่งอย่างกวางตุ้ง และนครเซี่ยงไฮ้ ปริมาณการค้าทางบกผ่านแดนกลับถือได้ว่ามีปริมาณที่น้อยกว่ามาก อันที่จริงแล้ว ความสะดวกในการนำเข้าส่งออกกับชายฝั่งทะเลตะวันออกของจีน เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสารพัดปัจจัยเกื้อหนุน ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าวานิชของไทย ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีรากเหง้าบรรพบุรุษจากริมฝั่งทะเล มีประสบการณ์ มีความชำนาญ และคุ้นเคยกับระบบการซื้อขายแถบนั้นกันมานาน แม้กระทั่งการนำสินค้านำเข้าส่งออกกับภูมิภาคตอนในของจีน ก็ยังนิยมวิ่งอ้อมไปทางทะเล มากกว่า ที่จะขนส่งทางบกตัดตรงขึ้นไป การค้าทางเรือผ่านฝั่งทะเลตะวันออก กลับสามารถทะลุทะลวงเข้ามายังภาคตะวันตกตอนใน ผ่านเส้นทางขนส่งแนวตะวันออก-ตะวันตกของจีนซึ่งได้รับการพัฒนาไปมาก ทำให้การค้าผ่านแดนในบริเวณจีนตอนใต้ กับไทยตอนเหนือ จึงยังอยู่ในลักษณะที่เรียกว่าค่อยๆ เติบโต ปัจจัยส่วยหนึ่ง เนื่องจากสินค้าส่วนใหญ่ยังก้าวเข้ามาในมณฑลตอนในได้น้อย และฝ่ายจีนเองก็สะดวกที่จะส่งสินค้าทางทะเลเช่นเดียวกัน
ต่อไปนี้ หากเราขยายมุมมองของการเข้าจีนโดยทางบกเพิ่มอีกสัก 2 มณฑล มณฑลแรกคือมณฑลยักษ์ใหญ่ที่สุดทางตะวันตกของจีน ซึ่งในประวัติศาสตร์ยุคสามก๊ก ก็ยังเคยเป็นประเทศเอกราชมาแล้ว นั่นก็คือ มณฑลเสฉวน และอีกมณฑลที่แม้ว่าจะเล็กจะไม่ร่ำรวยนัก แต่ก็เป็นจุดเชื่อมต่อที่สำคัญ นั่นก็คือมณฑลกุ้ยโจว ดังนั้น หากการเชื่อมต่อการขนส่งในแนวเหนือใต้ สามารถดึงกระแสนำอีกสองมณฑลมารวมกันเข้ากับมณฑลยูนนาน และเขตกว่างซีแล้ว หากดูจากแผนที่จีนตอนใต้ 4 มณฑล ชนเข้ากับภาคพื้นทวีปเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ จะเห็นว่า น่าจะพอเปรียบเทียบจับคู่กันได้สมน้ำสมเนื้อกันทีเดียว ทั้งความใกล้ชิดด้านภูมิศาสตร์ ขนาดของเศรษฐกิจ และจำนวนประชากร (ดูตารางเปรียบเทียบขนาดพื้นที่ ประชากร และ GDP)
ตารางเปรียบข้อมูลทางสถิติ
ประเทศอาเซียน (ภาคพื้นทวีป 4 ประเทศ) และมณฑลตอนใต้ของจีน 4 มณฑล
|
อาเซียน
|
พื้นที่
|
ประชากร
|
GDP (ล้านUSD) |
จีน
|
พื้นที่
|
ประชากร
|
GDP* (ล้าน USD) |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
|
ไทย |
513,120 |
66.7 |
318,850 |
เสฉวน |
485,000 |
89.8 |
271,922 |
|
เวียดนาม |
331,689 |
90.5 |
103,574 |
กว่างซี |
236,700 |
50.9 |
150,354 |
|
พม่า |
678,500 |
60.3 |
35,646 |
ยูนนาน |
394,000 |
45.9 |
114,242 |
|
ลาว |
236,800 |
6.8 |
6,341 |
กุ้ยโจว |
176,167 |
39.7 |
72,689 |
|
รวม |
1,760,109 |
224.3 |
464,411 |
รวม |
1,291,867 |
226.3 |
612,207 |
ที่มา : International Monetary Funds 2010 estimates
ยูนนาน คู่กับพม่า ซึ่งเป็นคู่ที่มีชายแดนติดต่อกันยาวเหยียด เต็มไปด้วยชนกลุ่มน้อยหลากเผ่าพันธุ์ ยูนนานเป็น Gateway สำคัญเชื่อมอาเซียนได้ถึง 3 ประเทศ ในขณะที่พม่าก็เป็นประเทศเพื่อนบ้านจีนที่มีชายแดนติดกันที่สามารถเป็น gateway ออกไปยังมหาสมุทรอินเดียได้
กว่างซี คู่กับเวียดนาม ซึ่งจับคู่กันอยู่ริมฝั่งทะเลด้านมหาสมุทรแปซิฟิก และเชื่อมต่อกันอย่างสะดวกโดยทางบก รถยนต์ รถไฟ สามารถพัฒนา ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจได้โดยตรงทางฝั่งแปซิฟิกในบริเวณอ่าวเป่ยปู้ หรืออ่าวตังเกี๋ย
กุ้ยโจว คู่กับลาว ซึ่งถึงจะเล็กและค่อนข้างยังยากจนและล้าหลังในการพัฒนาแต่ก็มีทรัพยากร ธรรมชาติจำนวนมาก และเป็นทางผ่านเชื่อมต่อตอนในภูมิภาคที่สำคัญ อาทิ การส่งสินค้าจากหนานหนิงมาเฉิงตู/ฉงชิ่งที่ลัดที่สุดคือผ่านกุ้ยหยาง เช่นเดียวกับการขนส่งสินค้าจากจีนมาไทยที่ลัดที่สุดก็ต้องผ่านลาว นอกจากนั้น ยังมีทรัพยากรท่องเที่ยวทางธรรมชาติอีกจำนวนมาก อาทิ เที่ยวน้ำตกหวงกว่อซู่ ก็คงต้องนึกถึง น้ำตกคอนพะเพ็ง
เพราะฉะนั้น ว่าไปแล้ว ไทยก็คงคู่ควรกับเสฉวน ซึ่งเป็นเขตที่มีศักยภาพในด้านเศรษฐกิจสูงสุด มีทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐาน สถานที่ท่องเที่ยว และปัจจัยต่างๆ ที่เอื้อต่อการพัฒนาความร่วมมือ ไทยสามารถเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าไปทั่วภูมิภาคอาเซียน ในขณะที่เสฉวน เป็นศูนย์กระจายสินค้าไปยังภาคตะวันตกและตอนในของจีน
จีนมองไทยแล้ว แล้วไทยจะมองเสฉวนของจีนอย่างไร
หากย้อนพินิจไปยังทางฝ่ายจีนแล้ว จีนเองจึงพิจารณาว่าไทยว่าเป็นเพื่อนบ้านที่มีความสำคัญมาโดยตลอด ทั้งฐานะเพื่อนบ้านที่มีศักยภาพสูงสำหรับการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ (เช่นเดียวกับ มาเลเซีย สิงคโปร์
ฯลฯ) และในฐานะเพื่อนบ้านชายแดนที่มีประเด็นความร่วมมือด้านความมั่นคงและหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่สำคัญ
โดยเฉพาะความร่วมมือในการพัฒนาความร่วมมือผ่านชายแดนทางบก (ดังเช่น พม่า ลาว และเวียดนาม) ดังนั้น
ความริเริ่มกรอบความร่วมมือของจีนกับเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหลายจึงไม่อาจละเลยที่จะดึงไทยเข้าไปมีส่วนร่วมได้ (ดังเช่นกรณีที่กว่างซีขอเชิญไทยให้เข้าร่วมความร่วมมือทางเศรษฐกิจรอบอ่าวเป่ยปู่ (PGB) ในเวลาต่อมาจากเดิมที่ไม่มี) เพราะฉะนั้น ก็คงถึงเวลาแล้วที่ไทยและเพื่อนบ้านอาเซียนจะรู้จักจีนและจำแนกจีนแบบแยกรายมณฑล แต่เชื่อมโยงกับจีนให้ได้แบบรวมมณฑล เพื่อกระตุ้นให้การพัฒนาการค้า การเชื่อมต่อที่เข้มข้นและพัฒนามากขึ้น โดยเฉพาะการเชื่อมต่อทางบก
มณฑลเสฉวนมีอะไรดีที่จะเทียบประเทศไทยของเรา?
มณฑลเสฉวนโดยเฉพาะนครเฉิงตู เมืองเอกของมณฑลและเป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจและ
การค้าที่สำคัญที่สุดของภาคตะวันตกของจีน มณฑลเสฉวนมีประชากร 90 ล้านคน (มากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของประเทศ) อาศัยอยู่ในนครเฉิงตู 14 ล้านคน ถือเป็นมณฑลที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในเขตภูมิภาคตะวันตกโดยมีมูลค่า GDP คิดเป็น 25% ของทั้งภาคตะวันตกของจีน
ตั้งแต่ปี 2543 รัฐบาลกลางได้วางยุทธศาสตร์ในการพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันตกของจีน (China
Western Development) ให้มีความเจริญเพื่อลดปัญหาช่องว่างของการพัฒนาเมืองเมื่อเทียบกับมณฑลชายฝั่งทางภาคตะวันออก โดยกำหนดให้มณฑลเสฉวนเป็นศูนย์กลางความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคมของภาคตะวันตกทั้ง 12 เขต/มณฑล รัฐบาลมณฑลเสฉวน จึงมีนโยบายสนับสนุนแผนดังกล่าวเพื่อส่งเสริมและดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในมณฑล มีการจัดตั้งเขตพัฒนาในด้านต่างๆ ทั้งสิ้น 50 เขตในมณฑล โดยส่วนใหญ่เป็นเขตพัฒนาภาคการผลิตสมัยใหม่ที่อาศัยเทคโนโลยีระดับสูงและภาคบริการ หนึ่งในจำนวนนี้เป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยี (Economic Technological Development Zones : ETDZs) ระดับประเทศ 2 แห่งที่นครเฉิงตูและที่เมืองเหมียนหยาง นอกจากนี้มณฑลเสฉวนยังเป็นฐานอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในจีนตะวันตก มีการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องจักรกล การบินและอวกาศ มีฐานส่งดาวเทียม อุตสาหกรรมเครื่องกำเนิดไฟฟ้า อีกทั้งเป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรรายใหญ่
มณฑลเสฉวนอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญมากมาย เป็นแหล่งรวมแร่ธาตุกว่า 132 ชนิด มีปริมาณแร่ไททาเนียมมากที่สุดในโลกและแร่วาเนเดียมมากเป็นอันดับ 3 ของโลก ยังมีแหล่งน้ำมันปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ (ที่มีสำรองมากถึง 2.5 แสนล้าน ลูกบาศก์เมตร) นอกจากนี้ ยังสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าให้แก่ประเทศคิดเป็น 1 ใน 5 หรือผลิตได้มากถึงเกือบร้อยล้านวัตต์ สำหรับพื้นที่ป่าในมณฑลเสฉวนมีเนื้อที่ถึง 74,600 ตารางกิโลเมตรใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ อุดมไปด้วยพืชพันธุ์และสัตว์ป่านานาพันธุ์ โดยที่รัฐบาลให้ความคุ้มครองสัตว์ป่าอยู่ถึง 55 ชนิด หนึ่งในนั้นคือ หมีแพนด้า ที่คนไทยเราเป็นแฟนคลับสำคัญ
ความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งทรัพยากรในพื้นที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มณฑลเสฉวนมีการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมที่ก้าวหน้ามากที่สุดของเขตภูมิภาคจีนตะวันตก ในขณะเดียวกัน ก็ยังเป็นมณฑลที่เต็มไปด้วยเขตอนุรักษ์ และเขตประวัติศาสตร์โดยมีแหล่งมรดกโลกอันเลื่องชื่อ 5 แห่ง ได้แก่ อุทยานจิ่วไจ้โกว อุทยานหวงหลง เขาง้อไบ๊/หลวงพ่อใหญ่เล่อซาน เขื่อนโบราณตูเจียงเยี่ยน/เขาชิงเฉิง และ เขตอนุรักษ์หมีแพนด้าว่อหลง เท่ากับจำนวนแหล่งมรดกโลกของไทยพอดี
โปรดติดตาม มณฑลเสฉวน คู่แท้ของไทยในจีนตะวันตกเฉียงใต้ (ตอนจบ) ได้ในครั้งต่อไป
http://www.thaibizchina.com/thaibizchina/th/china-economic-business/result.php?IBLOCK_ID=69&SECTION_ID=468&ELEMENT_ID=15283
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
