
ในฐานะที่มณฑลเสฉวนเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ที่สามารถเป็นประตูกระจายสินค้าไปยังแถบภูมิภาคทั่วทั้งจีนและอาเซียนได้ คณะกรรมการพัฒนาและการปฏิรูปแห่งชาติจีนได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนา
โลจิสติกส์ให้นครเฉิงตูเป็นศูนย์กลางการขนส่งระบบรางที่ใหญ่ที่สุดในจีนตะวันตกภายในปี 2555 และสร้างเครือข่ายระบบรางความเร็วสูงมุ่งสู่นครใหญ่ทางภาคตะวันออกจาก 30 ชั่วโมง ให้เหลือเพียง 8 ชั่วโมง และมณฑลข้างเคียงจาก 15 ชั่วโมง ให้เหลือเพียงไม่เกิน 4 ชั่วโมง ในปี 2563 ซึ่งปัจจุบัน การให้บริการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อหลายเส้นทางก็ได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว อาทิ เส้นเฉิงตู-ฉงชิ่ง เฉิงตู-ปักกิ่ง เฉิงตู-เซี่ยงไฮ้
สำหรับเส้นทางลงใต้ จีนได้เริ่มโครงการเชื่อมต่อเสฉวนกับยูนนานด้วยเส้นทางรถไฟความเร็วสูงสายเฉิงตู-คุนหมิง มีระยะทาง 737 กิโลเมตร เริ่มก่อสร้างเมื่อเดือน มกราคม 2553 คาดแล้วเสร็จและเปิดเดินรถในปี 2557 ใช้งบประมาณในการก่อสร้างราว 55,200 ล้านหยวน เส้นทางแบ่งได้เป็น 3 ช่วง คือ ช่วงนครเฉิงตู-เมืองเอ๋อเหมย (ง้อไบ๊) ช่วงเมืองเอ๋อเหมย-เมืองพานจือฮัว และช่วงเมืองพานจือฮัวถึงนครคุนหมิง เส้นทางนี้สามารถใช้ความเร็วได้ 300-350 กิโลเมตร/ชั่วโมง จะทำให้การเดินทางจากนครเฉิงตูถึงนครคุนหมิงใช้เวลาเพียง 4 ชั่วโมงเศษ แทนเส้นทางรถไฟสายเก่า ที่มีระยะทาง 1,091 กิโลเมตร สร้างเสร็จและเปิดเดินรถในปี 2513 ปัจจุบันใช้เวลาเดินทางจากนครเฉิงตูถึงคุนหมิงประมาณ 18-22 ชั่วโมง
อีกเส้นทางที่น่าสนใจ คือเส้นทางรถไฟความเร็วสูงสายเฉิงตู-กุ้ยหยาง ระยะทาง 485.6 กิโลเมตร เริ่มก่อสร้างเมื่อเดือน ธันวาคม 2553 คาดแล้วเสร็จและเปิดเดินรถในปี 2558 ใช้งบประมาณในการก่อสร้างราว 68,000 ล้านหยวน เริ่มต้นจากเฉิงตูผ่านเมืองเล่อซาน เมืองอี๋ปิน สิ้นสุดที่นครกุ้ยหยาง เส้นทางนี้สามารถใช้ความเร็วได้ 300-350 กิโลเมตร/ชั่วโมง จะทำให้การเดินทางจากนครเฉิงตูถึงนครกุ้ยหยางใช้เวลาเพียง 1.4 ชั่วโมง (เร็วกว่าปัจจุบันที่ต้องใช้เวลาราว 17-19 ชั่วโมง) นอกจากนั้น การเดินทางจากนครเฉิงตูถึงเมืองอี๋ปินใช้เวลาเพียง 50 นาที และจากอี๋ปินถึงกุ้ยหยางใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง เศษ
ในส่วนของการเชื่อมต่อโดยรถยนต์นั้น เฉิงตูมีทางมอร์เตอร์เวย์สายแรกเชื่อมต่อกับคุนหมิง เริ่มจากเฉิงตูผ่านเมืองจื้อก้ง เมืองอี๋ปินไปถึงชายแดน ระยะทาง 350 กิโลเมตร เข้าเขตแดนยูนนาน หลังจากนั้น จากเมืองสุ่ยฟู่ชายแดนยูนนาน ผ่านเมืองจาวทง ไต้ปู่ อีก 1,213 กิโลเมตร ก็ถึงคุนหมิง ต่อมายังเส้นทางหลวงคุนหมิงลงใต้ถึงกรุงเทพมหานคร รวมระยะทางจากนครเฉิงตู-กรุงเทพมหานคร เท่ากับ 2,722 กิโลเมตร ในขณะที่เส้นทางมอร์เตอร์เวย์สายใหม่ด้านตะวันตก ผ่านเมืองหย่าอัน ซีชาง พานจือฮัว กำลังจะเปิดในต้นปี 2555 นี้ ก็จะเป็นตัวเลือกใหม่สำหรับการขนส่งโลจิสติกส์ลงใต้ระหว่างเสฉวนกับไทย ซึ่งจะประหยัดกว่าแบบเดิมที่ไปออกทางทะเลอย่างมหาศาล
ปัจจุบันผู้ประกอบการมณฑลเสฉวน พยายามแสวงหาทางเลือกใหม่ๆ เพื่อนำเข้า/ส่งออกสินค้ามายังเพื่อนบ้านอาเซียน (แต่ก็พบว่ามีข้อจำกัดในลักษณะแตกต่างกันไป) โดยปัจจุบัน จึงยังนิยมขนส่งสินค้าผ่านช่องทางเดิม (ท่าเมืองอี๋ปิน ล่องแม่น้ำแยงซี ผ่านฉงชิ่ง ออกเซี่ยงไฮ้ และเส้นทางน้ำผสมบก ออกท่าเรือมณฑลกวางตุ้ง) เช่นเดียวกับการขนส่งสินค้าจากไทยที่ไปถึงเสฉวนก็ยังนิยมผ่านท่าเรือในเขตกวางตุ้ง (เซินเจิ้น - กว่างโจว) ดังนั้น หากสามารถเปลี่ยนแนวทางดำเนินการขนส่งโลจิสติกส์ ผ่านแนวใหม่ได้ ก็จะช่วยส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียนกับจีนตอนใต้ให้ขยายตัวและพัฒนายิ่งขึ้น รวมทั้งลดต้นทุนและระยะเวลาในการขนส่งทั้งนี้ทั้งนั้น จุดเปลี่ยนของโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่จะไปกระตุ้นแนวคิดนี้อย่างแรงอีกครั้ง คงจะเป็นการเปิดสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 ที่เชียงของ-ห้วยทรายด้วย
ผลประโยชน์ที่จะได้มากขึ้นจากการขนส่งทางบก
หากมองผลประโยชน์ทางการค้าพืชผลทางการเกษตร ซึ่งต้องใช้ความรวดเร็วในการขนส่ง มณฑลเสฉวนต้องการนำเข้าสินค้าจากไทยที่สำคัญได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ผลไม้เมืองร้อน โดยเฉพาะที่กำลังได้รับความนิยม 3 ประเภท ได้แก่ กล้วยไข่ ทุเรียน และมังคุด ซึ่งตอนนี้ ได้หันมานิยมส่งผ่านชายแดนด้านยูนนานแล้ว เนื่องจากร่นระยะเวลาในการขนส่งได้มาก โดยเฉพาะกล้วยไข่ พ่อค้าชาวเสฉวนจะไปรับโดยตรงที่ด่านบ่อหานของสิบสองปันนา เฉลี่ย 4-5 ตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุต/สัปดาห์ นอกจากนั้น ในส่วนของข้าวหอมมะลิชาว เสฉวนถือว่าเป็นสินค้าคุณภาพ ราคาแพง และนิยมใช้เป็นของขวัญในช่วงเทศกาล สินค้าที่ชาวเสฉวนสนใจ ยังมี เครื่องเรือนของไทย ซึ่งได้ชื่อว่าสวยงามและมีคุณภาพดี เพื่อรองรับการเติบโตของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สำหรับสินค้าประเภทผลไม้ที่มณฑลเสฉวนต้องการส่งไปขายยังเมืองไทยได้แก่ ท้อแบบเปลือกนุ่ม กีวี และองุ่น ทั้งนี้ มณฑลเสฉวน เป็นผู้ส่งออกกีวีที่สำคัญที่สุดของจีน
ในภาพใหญ่ของความร่วมมือทางการค้าการลงทุนการที่กระทรวงพาณิชย์จีนได้ออกนโยบาย Measure on the Administration of Outbound Investments ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2552
เพื่อส่งเสริมให้บริษัทของจีนออกไปลงทุนในต่างประเทศหรือที่เรียกว่า นโยบายก้าวออกไป (Zou Chu Qu : 走出去) ซึ่งช่วยย่นระยะเวลากระบวนการอนุมัติการลงทุนในต่างประเทศให้กับบริษัทของแต่ละมณฑล โดยมอบอำนาจให้รัฐบาลท้องถิ่นมีสิทธิอนุมัติการออกไปลงทุนโดยตรงนั้น ไทยและประเทศในอาเซียนถือได้ว่า เป็นเป้าหมายสำคัญของจีนตอนใต้ และสำหรับมณฑลเสฉวน ในปีนี้ นายหวง เสี่ยวเสียง รองผู้ว่าการมณฑลเสฉวน ก็ได้ประกาศไว้ว่าจะพานักธุรกิจจำนวนกว่า 120 บริษัท เดินทางไปเยือนไทย กลางปี 2555 แสดงให้เห็นถึงการที่มณฑลเสฉวนให้ความสำคัญต่อการผลักดันทุนไปยังไทยอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับในด้านการท่องเที่ยว การส่งเสริมการใช้เส้นทางบกเชื่อมโยงกัน จะมีส่วนช่วยส่งเสริมการไปมาหาสู่และการท่องเที่ยวอย่างมาก ปัจจุบัน ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคตะวันตกทำให้ชาวมณฑล เสฉวน ต้องการเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ การที่มณฑลเสฉวนตั้งอยู่ห่างไกลเข้าไปตอนในทวีป จึงมีความต้องการท่องเที่ยวทางทะเลอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้มีรายได้สูง หรือกลุ่มนักท่องเที่ยว ในปี 2554 จำนวนสถิติผู้ยื่นขอวีซ่า ที่สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู มีจำนวนถึง 109,007 คน ซึ่งถือว่ามากที่สุดในเขตมณฑลภาคตะวันตก และมากกว่าจำนวนการตรวจลงตราของอีก 3 สถานกงสุลใหญ่ในภาคตะวันตกรวมกัน (คุนหมิง ซีอาน หนานหนิง) ดังนั้น การส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างไทย-เสฉวน ยังสามารถพัฒนาไปได้อีกมาก โดยเฉพาะการมีปัจจัยการท่องเที่ยวที่สามารถเป็นส่วนเติมเต็มซึ่งกันและกัน อาทิ เช่น ทะเลกับภูเขาหิมะ ป่าฝนเมืองร้อนกับป่าสน/ป่าผลัดใบเขตอบอุ่น ช้างกับหมีแพนดา อาหารเผ็ดสามรสกับอาหารเผ็ดชา ผลไม้เมืองร้อนกับผลไม้เมืองหนาว ศาสนสถานฝ่ายเถรวาทกับฝ่ายมหายาน เป็นต้น นอกจากนั้น หากการพัฒนาเส้นทางคมนาคมระหว่าง 4 มณฑล กับประเทศอาเซียนภาคพื้นทวีปสมบูรณ์ขึ้นอีก การท่องเที่ยว โดยรถไฟ หรือขบวนรถยนต์คาราวาน คงจะเป็นตัวเลือกสำหรับประชาชนในภูมิภาคแถบนี้
นอกจากนั้น ในด้านการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนั้น บริเวณจีนตอนใต้และอาเซียนภาคพื้นทวีป เต็มไปด้วยร่องรอยของอารยธรรมโบราณ และวัฒนธรรมของชนเผ่าอันหลากหลาย การพัฒนาเส้นทางในแง่มุมของการอนุรักษ์ มรดกทางวัฒนธรรมอาจเป็นดาบสองคม คือในมุมหนึ่ง การพัฒนาอาจเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนมากขึ้นจนสูญเสียเอกลักษณ์และจิตวิญญาณดั้งเดิม กับในอีกมุมหนึ่ง การพัฒนาช่วยให้เกิดการจัดการ และการอนุรักษ์วัฒนธรรมไว้อย่างเป็นระบบมากขึ้น ดังกรณีตัวอย่างของผู้บริหารมณฑลเสฉวนที่ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านการดูแลรักษาและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม จะเห็นได้จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวัฒนธรรมที่มีมากมายในนครเฉิงตูและในเมืองอื่นๆ ของมณฑล การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศในวัฒนธรรมอยู่บ่อยครั้ง รวมทั้งการสนับสนุนองค์กรวัฒนธรรมและศาสนาในการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
สำหรับเสฉวน การปรากฏตัวของวัฒนธรรมไทยในพื้นที่หากเปรียบกับยูนนานและกว่างซียังถือว่าน้อย และชาวเสฉวนยังมองว่าลักษณะของความเป็นไทยมีลักษณะแตกต่างเฉพาะตัว ดังนั้น การประชาสัมพันธ์และพัฒนาความร่วมมือด้านวัฒนธรรมจึงมีความสำคัญและยังมีโอกาสอีกมาก ทั้งในการเชื่อมโยงผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การใช้วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือในการพัฒนาและการจำหน่ายสินค้า ตลอดจนการใช้วัฒนธรรมเพื่อสร้างความสัมพันธ์ อันดี อาทิ การนำนาฏศิลป์ และภาพยนตร์ มาจัดแสดงในโอกาสต่าง ๆ รวมทั้งการใช้เส้นทางบกสนับสนุนการเดินทางเข้ามาเพื่อรับรู้กลิ่นอายกระแสวัฒนธรรมแบบไทย ที่ยังปรากฏให้เห็นอยู่มากมายในแนวเส้นทางขนส่งโลจิสติกส์จีนตอนใต้และอาเซียนภาคพื้นทวีป ไม่ว่าจะเป็นเมืองใหญ่น้อย อย่างเชียงแสน เชียงราย เชียงทอง (หลวงพระบาง) เชียงตุง เชียงรุ่ง (จิ่งหง) ฯลฯ ล้วนเป็นนครโบราณในอดีตและมีความสำคัญต่อการศึกษาประวัติศาสตร์โดยเฉพาะของชนชาติไทยทั้งสิ้น
นอกจากการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวแล้ว การเชื่อมต่อเส้นทางกับมณฑลต่างๆ ในจีนตอนใต้ และอาเซียนภาคพื้นทวีป ก็น่าจะนำไปสู่ผลพลอยได้ของการเชื่อมต่อจิกซอว์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชนชาติไทยในดินแดนรอยต่อที่ยังมีอะไรให้ต้องค้นคว้าค้นหาอีกมากมาย
http://www.thaibizchina.com/thaibizchina/th/china-economic-business/result.php?IBLOCK_ID=69&SECTION_ID=468&ELEMENT_ID=15284
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
