GDP ติดอันดับ 3 ของจีน แต่ทำไมชาวมณฑลซานตงกลับไปเที่ยวไทยเพียง 1%
GDP ติดอันดับ 3 ของจีน แต่ทำไมชาวมณฑลซานตงกลับไปเที่ยวไทยเพียง 1%
GDP ติดอันดับ 3 ของจีน แต่ทำไมชาวมณฑลซานตงกลับไปเที่ยวไทยเพียง 1%

เรียบเรียงโดย นางสาวมัลลิกา ณ สงขลา

        ข้อมูลจากสำนักสถิติแห่งชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีน แสดงให้เห็นว่า มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) จำแนกตามมณฑลนั้น GDP ของมณฑลซานตงในปี ค.ศ. 2013 มีมูลค่าถึง 5.91ล้านล้านหยวน คิดเป็นอันดับ 3 ของมูลค่า GDP ที่สูงที่สุดของประเทศ รองจากมณฑลกว่างตงและมณฑลเจียงซู อย่างไรก็ดี พบว่านักท่องเที่ยวจากมณฑลซานตงเดินทางไปเที่ยวไทยในปี ค.ศ. 2013 มีจำนวนเพียง 5 หมื่นกว่าคน หรือคิดเป็นเพียงร้อยละ 1 เมื่อเปรียบเทียบกับภาพรวมนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางไปเที่ยวไทยถึง 4.7 ล้านคน

โครงสร้างประชากรมณฑลซานตง

        หากจะหาคำตอบของปัญหานี้คงต้องเจาะลึกลงไปถึงโครงสร้างประชากรในมณฑลซานตง ซึ่งจากข้อมูลของกรมสถิติแห่งชาติจีนพบว่า ปี ค.ศ. 2013 มณฑลซานตงมีประชากรประมาณ 97.33 ล้านคน ถือเป็นมณฑลที่มีประชากรมากอันดับ 2 รองจากมณฑลกว่างตงจึงทำให้ GDP ของมณฑลซานตงมีมูลค่าสูงเช่นกัน นอกจากนี้ มณฑลซานตงยังเป็นเมืองท่าที่สำคัญของจีน เป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจชายฝั่งตะวันออก เป็นศูนย์กลางการลงทุน เป็นฐานเกษตรกรรมที่สำคัญของประเทศ เป็นฐานอุตสาหกรรม ทั้งอุตสาหกรรมหนักและอุตสาหกรรมด้านบริการข้อมูลข่าวสารและซอฟท์แวร์นานาชาติและโครงการอื่น ๆ อีกมากมาย รวมทั้งเป็นศูนย์รวมของบริษัทชั้นนำขนาดใหญ่จำนวนมาก โดยมี 114 บริษัทในมณฑลติดอันดับ 500 บริษัทชั้นในประเทศจีน ทำให้รายได้เฉลี่ยของประชากรมณฑลซานตง ในปี ค.ศ. 2014 อยู่ที่เกือบ 30,000 หยวน/ปี/คน และรักษาระดับรายได้เฉลี่ยสูงเป็นอันดับที่ 8 มา ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2013 
        อย่างไรก็ดี จากข้อมูลของกรมสถิติแห่งชาติพบว่า ประชากรที่ประกอบอาชีพภาคเกษตรกรรมตามที่ปรากฏในทะเบียนบ้านปีค.ศ.2010 มีจำนวน 71.7 ล้านคน และข้อมูลจากทรัพยากรมนุษย์และหลักประกันสังคมมณฑลซานตงพบว่าประชากรประมาณ 23.3 ล้านคน เป็นเกษตรกรที่หันมาใช้แรงงานในภาค
อุตสาหกรรม ประชากรกลุ่มนี้มีจำนวนประมาณ 1 ใน 4 ของประชากรในมณฑล หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 9 ของแรงงานภาคเกษตรกรรมทั่วประเทศจีนที่หันมาใช้แรงงานด้านอุตสาหกรรม ส่วนประชากรที่ประกอบอาชีพนอกเหนือจากภาคเกษตรกรรมตามที่ปรากฏตามทะเบียนบ้านมีจำนวน 20.2 ล้านคน
        นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1994 มณฑลซานตงได้เข้าสู่สังคมคนชรา และข้อมูลล่าสุดในปี ค.ศ.2010 มีจำนวนคนชรา 3.2 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 11.49 ของประชากรทั้งหมดในขณะนั้น หากคิดรวมจำนวนคนชราตั้งแต่ปี ค.ศ.1994 จนถึงปัจจุบัน จะมีคนชราที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปจำนวน 18 ล้านคน ทำให้ซานตงเป็นมณฑลที่มีจำนวนคนชราสูงที่สุดในจีน
        จากข้อมูลข้างต้นพบว่าประชากรส่วนใหญ่ของมณฑลประกอบอาชีพภาคเกษตรกรรม และคนวัยทำงานยังมีภาระการเลี้ยงดูคนชราค่อนข้างสูงอีกด้วย ซึ่งน่าจะเป็นส่วนที่ส่งผลให้สถิติการเดินทางท่องเที่ยวของคนซานตงมีไม่มากนัก โดยอยู่ที่ 2.39 ครั้ง/ปี/คน ซึ่งลักษณะการเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ รวมทั้งประเทศไทยของคนซานตงมักใช้ช่องทางผ่านบริษัททัวร์ เนื่องจากมีโปรโมชั่นด้านราคาที่ดึงดูดใจ แต่สำหรับวัยรุ่นหรือผู้ที่มีรายได้ค่อนข้างสูงมักเลือกทัวร์ที่มีคุณภาพหรือเดินทางด้วยตนเองและวางแผนการเดินทางเอง

ความได้เปรียบของการท่องเที่ยวเกาหลีใต้

        หากเปรียบเทียบการท่องเที่ยวไทยกับเกาหลีใต้ในกลุ่มคนมณฑลซานตงแล้ว ทั้งด้านภูมิศาสตร์และ กลยุทธ์การท่องเที่ยวของเกาหลีใต้ยังมีความได้เปรียบกว่าไทยในหลายด้าน อาทิ ด้านภูมิศาสตร์ที่มีความใกล้ชิด ทำให้คนเกาหลีใต้และคนมณฑลซานตงไปมาหาสู่กันอย่างสม่ำเสมอทั้งเพื่อการท่องเที่ยวและการทำธุรกิจ อีกทั้งมณฑลซานตงมีบรรยากาศที่เอื้อต่อการการลงทุนและการดำรงชีวิต ยังผลให้บริษัทธุรกิจข้ามชาติของเกาหลีใต้มาลงทุนในเมืองต่าง ๆ ของมณฑลซานตง เช่น เมืองเยียนไถ(Yantai) เมืองเฉิงหยาง(Chengyang) เมืองจี๋โม่ (Jimo) ขณะที่เมืองชิงต่าวมีบริษัทข้ามชาติเกาหลีใต้ 5,000 กว่าบริษัท ถือเป็นเมืองที่มีการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติเกาหลีใต้สูงที่สุดในประเทศ และในปี ค.ศ. 2013 คนเกาหลีใต้ยังเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวมณฑลซานตงมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 46.61 ขณะเดียวกันคนมณฑลซานตงก็เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักที่เดินทางไปเที่ยวเกาหลีใต้เช่นกัน กอปรกับปัจจุบันมีชาวเกาหลีใต้จำนวน 2,438 คน เดินทางมาศึกษาต่อในเมืองต่าง ๆ ของมณฑลซานตง และมหาวิทยาลัยในมณฑล ซานตงมีเปิดหลักสูตรสาขาภาษาเกาหลีกว่า 42 แห่ง จึงทำให้คนซานตงมีความเข้าใจและคุ้นชินกับวัฒนธรรมด้านต่าง ๆ ของคนเกาหลีใต้มากขึ้น 

        ในด้านความสะดวกในการเดินทางและระยะทางจากเมืองต่าง ๆ ของมณฑลซานตง เช่น นครจี่หนาน เมืองชิงต่าว เมืองเว่ยไห่ไปยังประเทศไทยมีระยะทางไกลกว่าการเดินทางไปเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ปัจจุบัน สายการบินบินตรงจากเมืองชิงต่าวไปยังประเทศไทยยังมีบริการไม่มากพอ ซึ่งมีสายการบินสัญชาติจีนเพียง Shandong airlines ที่ให้บริการแบบเช่าเหมาลำบินตรงจาก Qingdao Liuting International Airport เมืองชิงต่าวไปยังสนามสุวรรณภูมิ ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง โดยมีเที่ยวบินทุกวันพุธ วันศุกร์และวันอาทิตย์ ขณะที่การเดินทางจากเมืองชิงต่าวไปกรุงโซลใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง
ด้านค่าใช้จ่าย บริษัททัวร์จะมีการจัดโปรโมชั่นไปเกาหลีใต้ สำหรับ 3 วัน ราคาต่ำสุดอยู่ที่ 999 หยวน สำหรับ 5 วัน ราคาเริ่มต้นประมาณ 2,000 หยวน ส่วนทัวร์ญี่ปุ่นสำหรับ 5 วัน ราคาเริ่มต้นประมาณ 5,000 หยวน ขณะที่ทัวร์ไทยต้องใช้เวลาเดินทางไปกลับ 2 วัน หากไม่ใช่สายการบินตรง จึงทำให้ช่วงเวลาของการท่องเที่ยวรวมระยะเวลาเดินทางรวม 7 วัน ราคาเริ่มต้นประมาณ 5,000 หยวน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโดยภาพรวมราคาทัวร์ไปเที่ยวไทยมีราคาแพงกว่าการไปท่องเที่ยวเกาหลีใต้และญี่ปุ่น

        นอกเหนือจากความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์และค่าใช้จ่ายในการเดินทางแล้ว สำหรับเกาหลีใต้ยังมีการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวผ่านทางสื่อละคร ภาพยนตร์ และดนตรี ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ทำให้ในปี ค.ศ. 2013 ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวจากมณฑลซานตงเดินทางไปเกาหลีใต้มากถึง 4.33 ล้านคน และกลายเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักของเกาหลีใต้ไปโดยปริยาย โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง แต่ไม่ได้มีเพียงวัยรุ่นที่คลั่งไคล้ซีรี่ย์เกาหลีเท่านั้น แม้แต่วัยกลางคนและวัยชราก็มีจำนวนมากเช่นกัน เพราะเทคนิคการตีตลาดของสื่อละครเจาะจงคนทุกเพศทุกวัย โดยมีเนื้อหาที่แตกต่างกันตามความต้องการของผู้บริโภค
จากข้างต้นจะเห็นว่าระยะทาง ค่าใช้จ่าย กลยุทธ์การท่องเที่ยวของเกาหลีใต้ประกอบกับปัจจัยอื่น ๆ เช่น ความมั่นคงของสถานการณ์ภายในประเทศ การเป็นแหล่งจุดขายด้านความงาม ศัลยกรรมและเครื่องสำอาง ล้วนทำให้เกาหลีใต้มีความได้เปรียบกว่าไทย ขณะที่การท่องเที่ยวไทยยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนซานตง

อุปสรรคและอนาคตของการท่องเที่ยวไทยในกลุ่มชาวซานตง

        อุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งของการท่องเที่ยวไทยคือ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ชาวจีนในมณฑลซานตงยังรู้จักประเทศไทยไม่มากนัก โดยส่วนใหญ่มักรู้จักประเทศไทยเพียงบางส่วนผ่านภาพยนตร์หรือข้อมูลในอินเตอร์เน็ต เช่น รู้จักกรุงเทพในฐานะเมืองหลวงของไทย รู้จักเชียงใหม่จากภาพยนตร์เรื่อง Lost in Thailand และรู้จักสถานที่ที่เป็นที่นิยมของชาวจีนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเกาะ/ทะเลทางใต้ของไทย เช่น ภูเก็ต สมุย เป็นต้น แต่ในด้านชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรมไทย ชาวซานตงยังคงขาดความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศไทยอยู่มาก เพราะด้วยสภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นมณฑลทางตอนเหนือของจีน และไม่มีเขตพรมแดนติดต่อกับไทย จะเห็นได้ว่า ร้านอาหารไทย หรือสินค้าไทยก็ยังไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายเหมือนในมณฑลอื่น ๆ 

        นอกจากนี้ การรับทราบข้อมูลด้านการตรวจลงตราเพื่อเดินทางไปไทยของคนซานตงยังคงอยู่ในวงจำกัดด้วย จากข้อมูลกรมการท่องเที่ยวเมืองชิงต่าวพบว่าคนซานตงนิยมยื่นขอ Visa on Arrival มากกว่ายื่นตรวจลงตรา โดยปี ค.ศ.2014 คนซานตงเดินทางไปเที่ยวไทยโดยยื่นตรวจลงตราประเภทนักท่องเที่ยว 12,000 คน เป็นคนชิงต่าว 5,700 ขณะที่จำนวนผู้ยื่นขอ Visa on Arrival มีจำนวน 18,500 คน 

        หากมองปัจจัยที่ชาวซานตงไปไทยมีจำนวนลดลงในระยะสั้น โดยเฉพาะช่วงเดือนมีนาคมนี้เป็นช่วง low season ของการท่องเที่ยวต่างประเทศของชาวจีน หลังจากวันหยุดยาวช่วงตรุษจีนที่ผ่านมาชาวจีนส่วนใหญ่เสียค่าใช้จ่ายไปกับการเดินทางกลับภูมิลำเนาเดิมหรือเดินทางไปท่องเที่ยวกับครอบครัว อีกทั้งเดือนมีนาคมไม่มีวันหยุดราชการ กอปรกับช่วงเดือนมีนาคมเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ แนวโน้มการท่องเที่ยวของชาวจีนช่วงนี้จึงเป็นการท่องเที่ยวภายในประเทศเพื่อชมดอกไม้ผลิมากกว่า และมณฑลซานตงก็มีสถานที่ท่องเที่ยวแนะนำที่สำคัญในฤดูกาลนี้ เช่น เมืองเยียนไถ (Yantai) เขาไทซาน (Taishan) เป็นต้น ขณะที่ประเทศฝั่งทวีปยุโรปหรืออเมริกาอากาศกำลังอบอุ่นและเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิจึงเป็นอีกทางเลือกของชาวจีนที่มีฐานะทางการเงินที่มั่นคง 

        ด้วยสาเหตุดังกล่าวจึงเป็นที่มาของคำถามที่ว่าทำไมจำนวนนักท่องเที่ยวจากมณฑลซานตงเดินไปเที่ยวไทย สวนทางกับมูลค่า GDP ซึ่งถือว่าสูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศ อย่างไรก็ดี คาดว่าในอนาคตแนวโน้มการท่องเที่ยวต่างประเทศของคนซานตงจะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการพัฒนาด้านเศรษฐกิจที่ทำให้ประชาชนมีรายได้สูงขึ้น การเพิ่มสวัสดิการด้านที่อยู่อาศัยให้เกษตรกรที่ผันตัวมาทำงานในภาคอุตสาหกรรม โดยรัฐบาลท้องถิ่นมณฑลซานตงประเมินว่า ในปี ค.ศ. 2020 ชาวซานตงจะเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจาก 2.39 ครั้ง/ปี/คน เป็น 5 ครั้ง/ปี/คน ซึ่งประเทศไทยก็จะยังเป็นตัวเลือกที่สำคัญสำหรับผู้มีฐานะปานกลาง เนื่องจาก“ความคุ้มค่า”ของการใช้จ่าย”

***********************************
แหล่งข้อมูล สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองชิงต่าว
7 เมษายน 2558
แหล่งข้อมูล: สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองชิงต่าว
โดย: นางสาวมัลลิกา ณ สงขลา

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • การละเมิดเครื่องหมายการค้าในประเทศจีนได้กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ผู้คนทั่วโลกหยิบยกขึ้นมา ถกเถียงกันอีกครั้งเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่ศาลจีนตัดสินให้บริษัท Apple ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของสหรัฐฯ เจ้าของเครื่องหมายการค้า iPhone เป็นฝ่ายแพ้คดีโต้แย้งสิทธิในเครื่องหมายการค้ากับบริษัท ปักกิ่ง ซินทงเทียนตี้ จำกัด ผู้ผลิตเครื่องหนังของจีน การจดลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้าในจีนจึงเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ผู้สนใจต้องรู้ไว้ก่อนคิดไปบุกตลาดจีน  
  • ข่าวดีล่าสุดสำหรับคนที่ไปท่องเที่ยวและถือโอกาสช้อปที่จีน มณฑลกวางตุ้งที่มีนครกว่างโจวเป็นเมืองหลวงได้ประกาศคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยได้เริ่มใช้นโยบายคืน VAT นี้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2559 เป็นต้นมา
  • ปัจจุบันคนฮ่องกงตื่นตัวและหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น สินค้าออร์แกนิคจึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนฮ่องกงที่รักสุขภาพและมีกำลังซื้อเพียงพอที่จะบริโภคสินค้าออร์แกนิคเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นสินค้าอาหารที่ปราศจากสารเคมีหรือสิ่งปนเปื้อนต่าง ๆ สินค้าออร์แกนิคส่วนใหญ่จะมีราคาสูงกว่าสินค้าชนิดเดียวกันที่ไม่ใช่ออร์แกนิคอยู่พอสมควร เนื่องจากมีกระบวนการผลิตที่มีความละเอียดและระยะเวลาในการผลิตค่อนข้างนานกว่าจะสามารถนำมาจำหน่ายในท้องตลาดได้
  • เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2558 รัฐบาลมณฑลกวางตุ้งได้ประกาศแผนการดำเนินงานการสร้างเขตสาธิตแบบศูนย์รวมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน สู่สาธารณะชนอย่างเป็นทางการ โดยในแผนงานฯ ดังกล่าวได้กำหนดแนวทางและเป้าหมายที่จัดเจนในการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนในมณฑลกวางตุ้ง
  • แม้ว่าฮ่องกงจะเป็นเมืองท่าปลอดภาษีที่การนำเข้าสินค้าและอาหารต่าง ๆ จากต่างประเทศจะสามารถเข้าสู่ฮ่องกงได้โดยสะดวก ทั้งที่เป็นสินค้าเพื่อการบริโภคภายในและสินค้าเพื่อการส่งออกต่อ (re-export) ไปยังจีน แต่สำหรับสินค้าและผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ ที่จะนำมาวางจำหน่ายในท้องตลาดฮ่องกงจะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ถูกสุขอนามัยและมีความปลอดภัยเพียงพอสำหรับผู้บริโภค
  • เขตปกครองตนเองซินเจียงเป็นประตูที่สำคัญสู่เอเชียกลางและยุโรป เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญบนเส้นทางสายไหมใหม่ เป็นเขตที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาการค้าและการลงทุนภายใต้นโยบาย “One Belt, One Road” ของจีน เพราะซินเจียงเป็นแหล่งการปลูกฝ้ายที่สำคัญที่สุดของประเทศ

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ