อินเดียเร่งอัตราการเติบโตด้วยไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์
อินเดียเร่งอัตราการเติบโตด้วยไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

อินเดียเร่งอัตราการเติบโตด้วยไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

            แสงอาทิตย์ไม่มีต้นทุน จึงถือเป็นปัจจัยบวกสำหรับประเทศที่มีแดดจัดมากกว่า 300 วันในรอบปีอย่างประเทศอินเดีย ด้วยเหตุนี้ ทางรัฐบาลอินเดียจึงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โดยตั้งงบประมาณไว้ถึง 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศเพื่อผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้ได้ถึง 100 กิกะวัตต์ในปี 2565 ซึ่งคาดว่าจะตอบสนองความต้องการไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจ รวมถึงหมู่บ้านที่ยังขาดแคลนกระแสไฟฟ้าอีก 30,000 กว่าแห่งทั่วประเทศในระยะอันใกล้

            นอกจากนี้ อินเดียมีแผนสร้างโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจะมีกำลัง การผลิต 750 เมกะวัตต์ ที่รัฐมัธยะประเทศ โดยโรงไฟฟ้าดังกล่าวจะมีขนาดใหญ่กว่าโรงไฟฟ้าที่รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ ซึ่งขณะนี้มีกำลังผลิตรวม 550 เมกะวัตต์ โดยกำหนดจะเปิดโรงไฟฟ้าในเดือนสิงหาคมปีหน้า

            ที่ผ่านมา อุปสรรคสำคัญในการพัฒนาไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ คือ ต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าการนำเชื้อเพลิงอื่นๆ มาผลิตกระแสไฟฟ้า อีกทั้งความต้องการพื้นที่เป็นจำนวนมาก โดยเฉลี่ยประมาณ 1 ตารางกิโลเมตร ต่อการผลิตไฟฟ้า 20-60 เมกะวัตต์ แต่ภายหลัง เมื่อเทคโนโลยีได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น มีต้นทุนที่ต่ำลง รัฐบาลอินเดียก็ไม่รีรอที่จะสนับสนุนโครงการผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์
            ปัจจุบัน อินเดียสามารถผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์รวม 3,002.66 เมกะวัตต์ โดยรัฐคุชราตเป็นผู้นำอันดับหนึ่งซึ่งมีกำลังผลิตรวม 929 เมกะวัตต์ ตามด้วยรัฐราชสถาน ซึ่งมีกำลังผลิตรวม 839.5 เมกะวัตต์ รัฐมัธยะประเทศ ซึ่งมีกำลังผลิตรวม 353.58 เมกะวัตต์ และรัฐอานธรประเทศ ซึ่งมีกำลังผลิตรวม 234.86 เมกะวัตต์ 

            แน่นอนว่ารัฐทางตอนใต้ของประเทศอินเดียไม่นิ่งนอนใจต่อทางเลือกใหม่ของพลังงาน ที่เมือง บังคาลอร์ เมืองหลวงของรัฐกรณาฏกะได้ชื่อว่าเป็นผู้นำการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์โดยแผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งบนหลังคาบ้าน โดยขณะนี้มีกำลังผลิตไม่ต่ำกว่า 200 เมกะวัตต์ 

            ส่วนรัฐทมิฬนาฑูก็เป็นอีกรัฐที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการพัฒนาไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เนื่องจากมีแสงแดดเจิดจ้าร้อนแรง กว่า 300 วันต่อปี หรือราวๆ 1,500 – 2,000 ชั่วโมง 
โดยทางรัฐทมิฬนาฑูมีแผนพัฒนาไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้นโยบาย Tamil Nadu Solar Energy Policy 2012 ซึ่งมีเป้าหมายในการผลิตให้ได้ถึง 3,000 เมกะวัตต์ในปี 2558 ทั้งนี้ หน่วยงานที่รับผิดชอบในการดำเนินงานตามแผน คือ Tamil Nadu Energy Development Agency (TEDA)

            เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว TEDA ได้ประกาศแผนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา หรือ Solar Rooftop โดยเริ่มจากบ้านพักผู้ว่าการรัฐและอาคารสำนักงานใหญ่ของหน่วยงานด้านไฟฟ้า ซึ่งเป็นโครงการที่มีกำลังผลิต 85 กิโลวัตต์ และจะอนุมัติให้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ บนอาคารรัฐสภา มีกำลังผลิต 30 กิโลวัตต์ อีกทั้งจะทำการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนอาคารของหน่วยงานของรัฐกว่า 300 แห่งทั่วรัฐทมิฬนาฑู โดยแต่ละจุดคาดว่าจะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 7 กิโลวัตต์ 

            แม้จะติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ตามอาคารที่ระบุไว้ได้ครบถ้วนจะมีอัตราการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 2,185 กิโลวัตต์ ซึ่งยังห่างจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ใน Tamil Nadu Solar Energy Policy 2012 
ทุกวันนี้ ธุรกิจภาคเอกชน และครัวเรือนชาวทมิฬนาฑูก็เริ่มลงทุนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ของตัวเองบ้างแล้ว โดยรัฐบาลทมิฬนาฑูให้การสนับสนุนรับซื้อไฟฟ้าที่ภาคเอกชนและครัวเรือนผลิตได้และส่งเข้าสู่สายส่งไฟฟ้าได้ 

            อัตราที่รัฐบาลทมิฬนาฑูประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์อยู่ที่ 7.01 รูปีต่อหน่วย ซึ่งอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับอีกหลายรัฐของอินเดีย เช่น รัฐราชสถาน รับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ 6.45 รูปี ต่อหน่วย รัฐอานธรประเทศ รับซื้อที่อัตรา 6.49 รูปีต่อหน่วย ขณะที่หน่วยงานกลางของรัฐบาลอินเดีย คือ Central Electricity Regulatory Commission ประกาศรับซื้อในอัตรา 6.99 รูปี 
การขาดแคลนกระแสไฟฟ้าคืออุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาในด้านต่างๆ ของประเทศอินเดีย ซึ่งนับเป็นโอกาสของภาคเอกชนไทยที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการพัฒนาไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ จะมองหาช่องทางเติมเต็มความต้องการพลังงานไฟฟ้า ที่มีเป้าหมายขนาดใหญ่รองรับอยู่ 




รายงานโดย นางสาวสุทธิมา เสืองาม และนางสาวพรพิมล สุคันธวณิช
สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจนไน 


23 เมษายน 2558
แหล่งข้อมูล: สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจนไน

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ