กรณี EU แจกใบเหลืองประมงไทย

ด้านนายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงการที่อียู ประกาศให้ใบเหลืองแก่ประเทศไทย จากกรณีการทำกิจการประมงที่ผิดกฎหมาย ว่า แม้การประกาศครั้งนี้เป็นการเตือน โดยยังไม่มีผลต่อการส่งออกสินค้าประมงของไทยไปยังอียู แต่กระทรวงการต่างประเทศขอแจ้งว่าประเทศไทยรู้สึกผิดหวังอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจออกประกาศเตือนดังกล่าว ซึ่งสะท้อนว่าอียูไม่ได้ตระหนักถึงความมุ่งมั่นและความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรมของไทย ในการแก้ปัญหาการประมงที่ผิดกฎหมาย หรือไร้ระเบียบ รวมถึงความร่วมมือระหว่างไทยกับอียูในการต่อต้านการประมงผิดกฎหมายที่มีมายาวนาน อีกทั้งไทยขอเรียกร้องให้อียูพิจารณาการดำเนินการของไทยในเชิงเทคนิคตามหลักเกณฑ์ รวมถึงมาตรฐานที่มีความโปร่งใสและเที่ยงตรง อย่างไม่เลือกปฏิบัติ ตลอดจนสอดคล้องกับสถานการณ์ที่แท้จริงในไทย นอกจากนี้ไทยจะสานต่อความร่วมมือกับอียู เพื่อให้ไทยออกจากกลุ่มที่ถูกประกาศเตือน รวมทั้งสามารถแก้ไขและป้องกันการทำประมงที่ผิดกฎหมาย หรือไร้ระเบียบต่อไปในอนาคตได้อย่างยั่งยืน
นายเสข กล่าวอีกว่า รัฐบาลไทยตระหนักถึงความสำคัญในการรักษาทรัพยากรทางทะเล และกำหนดให้การแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาสำคัญระดับชาติ ที่ต้องแก้ไขโดยความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานหลัก ได้เป็นผู้นำในการบูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งดำเนินการตามแผนงานหลัก 6 แผนงาน ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง อาทิ การปรับปรุงพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) การประมงและกฎหมายลำดับรอง การจัดทำแผนระดับชาติในการป้องกัน ยับยั้ง และขจัดการทำประมงผิดกฎหมาย การเร่งจดทะเบียนเรือประมงและออกใบอนุญาตทำการประมง เป็นต้น และรัฐบาลยังคงดำเนินการอย่างแข็งขันในการแก้ปัญหาภายใต้การนำของผู้นำระดับสูงต่อไป
บทวิเคราะห์เพิ่มเติม
"บรรจง นะแส" นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย วิเคราะห์ให้ฟังต่อว่า ปัญหาการใช้อุปกรณ์ทำประมงผิดกฎหมายของไทยมี 3 จุดด้วยกัน คือ 1.การใช้อวนลาก 2.การใช้อวนรุน และ 3.การใช้เรือปั่นไฟ ทั้งอวนลาก-อวนรุน เป็นเครื่องมือทำปลาที่โหดร้าย เพราะกวาดเอาปลาและสัตว์น้ำทุกชนิดในท้องทะเลขึ้นมาจำนวนหลายร้อยกิโลกรัมภายในครั้งเดียว มีการใช้ตาข่ายถี่กวาดลูกปลากลับมาแบบไม่ยั้งคิด
"ต่างประเทศไม่ให้ใช้อวนแบบนี้แล้ว แต่เมืองไทยยังอนุญาต ส่วนเรือปั่นไฟก็ผิด เพราะล่อให้สัตว์น้ำมารวมตัวกันก่อนรวบจับขึ้นมา ยุโรปส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจ เห็นเลยว่าตามท่าจอดเรือมีเครื่องมือแบบนี้เยอะแยะ รัฐบาลจะแก้ยังไงเพราะเรือพวกนี้เป็นของนายทุนใหญ่ทั้งนั้น พวกเขาพยายามวิ่งเต้นไปทั่ว เพื่อให้ใช้อวนแบบนี้จับปลาไปเรื่อยๆ"
บรรจง อธิบายว่า ปัจจุบันเรือประมงขนาดใหญ่ไม่ได้เน้นจับ กุ้ง หอย ปู ปลาทะเลตัวใหญ่ๆ มาขายเป็นอาหารทะเลเหมือนสมัยก่อน แต่พวกเขาเน้นจับปลาตัวเล็กๆ มาทำเป็นปลาป่นแปรรูปส่งขายให้อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ยิ่งไปกว่านั้นคือการแอบมาใช้อวนลากในเขตใกล้ชายฝั่ง ซึ่งเป็นแหล่งหาปลาของเรือประมงพื้นบ้าน
“ธุรกิจประมงเอาเรือขนาดใหญ่มาจดทะเบียนแค่ 5,000 กว่าลำ ที่เหลืออีกเป็นหลายหมื่นลำเป็นเรือประมงเถื่อน อวนขนาดใหญ่ทำให้ปลาและสัตว์น้ำทะเลหลายชนิดสูญพันธุ์อย่างรวดเร็ว ไอยูยูมาตรวจเป็นเรื่องดี เดี๋ยวจากใบเหลืองคงเป็นใบแดง อีก 6 เดือนจะแก้ไขอะไรได้ ถ้าอยากทำให้ถูกต้องตามกติกายุโรป ต้องยกเลิกอวนจับปลาผิดกฎหมาย ดูตัวอย่างจากอินโดนีเซียที่เคยโดนใบเหลือง รัฐบาลประกาศห้ามใช้อวนลากทันที แต่ประเทศไทยเจ้าของเรือยอมหรือเปล่า บริษัทห้องเย็นจะทำยังไง โรงงานอาหารสัตว์ ฟาร์มกุ้ง ทุกอย่างเกี่ยวพันไปหมด เจ้าสัวตัวใหญ่ๆ ทั้งนั้น พวกเรากำลังครอดูว่ารัฐบาลจะแก้ไขยังไง” นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทยกล่าว
“ไอยูยู” คือ “กฎหมายว่าด้วยการต่อต้านการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ไม่รายงาน และไร้การควบคุม” (Illegal, Unreported and Unregulated Fishing : IUU) ของคณะกรรมาธิการยุโรปที่บังคับใช้ตั้งแต่ปี 2553 พวกเขาส่งเจ้าหน้าที่พิเศษไปออกสำรวจการทำประมงทั่วโลกว่าถูกต้องตามกฎไอยูยูหรือไม่ ถ้าไม่ถูกต้องก็ห้ามส่งสินค้าอาหารทะเลเข้าไปวางขายในตลาดยุโรป
ตามขั้นตอนจะเริ่มจากส่งผู้เชี่ยวชาญไปตรวจสอบ ถ้าพบปัญหาจะแนะให้รีบแก้ไข แต่ถ้าประเทศไหนไม่สนใจจะโดน “ใบเหลือง” หรือใบเตือนอย่างเป็นทางการ จากนั้นให้เวลา 6 เดือนเร่งแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ถ้ามาตรวจใหม่แล้วผ่านเกณฑ์มาตรฐานจะให้ “ใบเขียว” แต่ถ้าเพิกเฉยไม่สนใจก็โดน “ใบแดง” ซึ่งหมายถึงการคว่ำบาตรสินค้าประมงอย่างเป็นทางการ
21 เมษายน 2558 รัฐบาลไทยได้รับการแจ้งจากคณะกรรมาธิการยุโรป ณ กรุงบรัสเซลส์ ว่า ได้ขึ้นบัญชีประเทศไทยเป็นประเทศที่ไม่ให้ความร่วมมือ (non-cooperating country) ในการต่อต้านการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ไม่รายงาน และไร้การควบคุม (ไอยูยู)
พร้อมคำอธิบายเพิ่มเติมว่า เป็นแค่ใบเหลือง ยังไม่มีผลในการคว่ำบาตรสินค้าประมงจากประเทศไทยเข้าสู่สหภาพยุโรป เป็นการนำไปสู่การปรึกษาหารืออย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหาการจับปลาผิดกฎหมายของเรือไทย
ทำไมคนยุโรปต้องมาห่วงปัญหาเรือประมงไทยจับปลาอย่างไร ?
ก็เพราะว่ามีผลสำรวจที่สอดคล้องกันจากนักอนุรักษ์ทั่วโลกว่า หากยังปล่อยให้ทุกประเทศจับปลาโดยใช้เครื่องมือมหาโหดต่อไปเรื่อยๆ อีก 40 ปีข้างหน้าหรือในปี 2050 ปลาและสัตว์ทะเลจะสูญพันธุ์ไปหมด โดยเฉพาะ ฉลาม ปลาดาบ ปลาค็อด ขณะนี้หายจากท้องทะเลไปแล้วกว่าร้อยละ 90 ในแต่ละปีมี “วาฬ” และ “โลมา” ถูกล่าไม่ต่ำกว่า 3 แสนตัว ประเมินว่ามูลค่าเงินจากการทำประมงผิดกฎหมายสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี
ดังนั้นกติกาของ “ไอยูยู” ที่บังคับชัดเจนว่าต้องหยุดยั้ง “การทำประมงผิดกฎหมาย” “ต้องรายงานสัตว์ทะเลที่จับมาได้” และ “ต้องมีการควบคุม” เพื่อส่งเสริมการใช้ทะเลและทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน เพื่อให้ลูกหลานหรือมนุษย์โลกในอนาคตเหลือ กุ้ง หอย ปู ปลาไว้บริโภคบ้าง ไม่ใช่สวาปามจับกินจนหมดเกลี้ยงทะเลในยุคของพวกเรา
หากรัฐบาลไทยยังคอยแก้ตัวว่า “ใบเหลือง” ที่ได้มานั้น เป็นเพียงการกลั่นแกล้ง หรือแค่ปัญหาเรือประมงผิดกฎหมายไม่กี่ลำ หรือเกี่ยวกับขั้นตอนการจดทะเบียน ฯลฯ
โดยไม่ตระหนักถึงการแก้ปัญหา “อวนลาก - อวนรุน” เครื่องมือจับปลามหาโหดอย่างจริงจัง
ยิ่งไปกว่านั้น หากยังไม่ตระหนักว่านี่คือสัญญาณเตือนภัยร้ายแรง “ปัญหาความมั่นคงทางอาหาร” ของมนุษยชาติ
อีก 6 เดือนข้างหน้าไทยได้ “ใบแดง” อาจเป็นข่าวดีมากกว่าข่าวร้าย...
มาตรการ “ไอยูยู”
1.รัฐหรือเจ้าของธงเรือ (Flag State Guideline) ต้องจดทะเบียนหรือถอนทะเบียนเรือ รวมถึงเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับเรือประมง
2.รัฐท่าเรือ (Port State Measures) ต้องมีระบบตรวจสอบหลักฐานการทำประมงหรือสินค้าประมงว่าถูกกฎหมายหรือไม่ ถ้าพบว่าทำผิดต้องไม่ให้ความช่วยเหลือต่างๆ เช่น ห้ามเติมน้ำมัน ห้ามให้เสบียงอาหาร ห้ามให้ที่พักจอดเรือ ฯลฯ
3.รัฐชายฝั่ง (Coastal State Measures) ต้องปรับปรุงกฎหมายภายในประเทศเพื่อป้องกันประมงผิดกฎหมายอย่างเคร่งครัด
"ต่างประเทศไม่ให้ใช้อวนแบบนี้แล้ว แต่เมืองไทยยังอนุญาต ส่วนเรือปั่นไฟก็ผิด เพราะล่อให้สัตว์น้ำมารวมตัวกันก่อนรวบจับขึ้นมา ยุโรปส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจ เห็นเลยว่าตามท่าจอดเรือมีเครื่องมือแบบนี้เยอะแยะ รัฐบาลจะแก้ยังไงเพราะเรือพวกนี้เป็นของนายทุนใหญ่ทั้งนั้น พวกเขาพยายามวิ่งเต้นไปทั่ว เพื่อให้ใช้อวนแบบนี้จับปลาไปเรื่อยๆ"
บรรจง อธิบายว่า ปัจจุบันเรือประมงขนาดใหญ่ไม่ได้เน้นจับ กุ้ง หอย ปู ปลาทะเลตัวใหญ่ๆ มาขายเป็นอาหารทะเลเหมือนสมัยก่อน แต่พวกเขาเน้นจับปลาตัวเล็กๆ มาทำเป็นปลาป่นแปรรูปส่งขายให้อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ยิ่งไปกว่านั้นคือการแอบมาใช้อวนลากในเขตใกล้ชายฝั่ง ซึ่งเป็นแหล่งหาปลาของเรือประมงพื้นบ้าน
“ธุรกิจประมงเอาเรือขนาดใหญ่มาจดทะเบียนแค่ 5,000 กว่าลำ ที่เหลืออีกเป็นหลายหมื่นลำเป็นเรือประมงเถื่อน อวนขนาดใหญ่ทำให้ปลาและสัตว์น้ำทะเลหลายชนิดสูญพันธุ์อย่างรวดเร็ว ไอยูยูมาตรวจเป็นเรื่องดี เดี๋ยวจากใบเหลืองคงเป็นใบแดง อีก 6 เดือนจะแก้ไขอะไรได้ ถ้าอยากทำให้ถูกต้องตามกติกายุโรป ต้องยกเลิกอวนจับปลาผิดกฎหมาย ดูตัวอย่างจากอินโดนีเซียที่เคยโดนใบเหลือง รัฐบาลประกาศห้ามใช้อวนลากทันที แต่ประเทศไทยเจ้าของเรือยอมหรือเปล่า บริษัทห้องเย็นจะทำยังไง โรงงานอาหารสัตว์ ฟาร์มกุ้ง ทุกอย่างเกี่ยวพันไปหมด เจ้าสัวตัวใหญ่ๆ ทั้งนั้น พวกเรากำลังครอดูว่ารัฐบาลจะแก้ไขยังไง” นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทยกล่าว
“ไอยูยู” คือ “กฎหมายว่าด้วยการต่อต้านการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ไม่รายงาน และไร้การควบคุม” (Illegal, Unreported and Unregulated Fishing : IUU) ของคณะกรรมาธิการยุโรปที่บังคับใช้ตั้งแต่ปี 2553 พวกเขาส่งเจ้าหน้าที่พิเศษไปออกสำรวจการทำประมงทั่วโลกว่าถูกต้องตามกฎไอยูยูหรือไม่ ถ้าไม่ถูกต้องก็ห้ามส่งสินค้าอาหารทะเลเข้าไปวางขายในตลาดยุโรป
ตามขั้นตอนจะเริ่มจากส่งผู้เชี่ยวชาญไปตรวจสอบ ถ้าพบปัญหาจะแนะให้รีบแก้ไข แต่ถ้าประเทศไหนไม่สนใจจะโดน “ใบเหลือง” หรือใบเตือนอย่างเป็นทางการ จากนั้นให้เวลา 6 เดือนเร่งแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ถ้ามาตรวจใหม่แล้วผ่านเกณฑ์มาตรฐานจะให้ “ใบเขียว” แต่ถ้าเพิกเฉยไม่สนใจก็โดน “ใบแดง” ซึ่งหมายถึงการคว่ำบาตรสินค้าประมงอย่างเป็นทางการ
21 เมษายน 2558 รัฐบาลไทยได้รับการแจ้งจากคณะกรรมาธิการยุโรป ณ กรุงบรัสเซลส์ ว่า ได้ขึ้นบัญชีประเทศไทยเป็นประเทศที่ไม่ให้ความร่วมมือ (non-cooperating country) ในการต่อต้านการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ไม่รายงาน และไร้การควบคุม (ไอยูยู)
พร้อมคำอธิบายเพิ่มเติมว่า เป็นแค่ใบเหลือง ยังไม่มีผลในการคว่ำบาตรสินค้าประมงจากประเทศไทยเข้าสู่สหภาพยุโรป เป็นการนำไปสู่การปรึกษาหารืออย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหาการจับปลาผิดกฎหมายของเรือไทย
ทำไมคนยุโรปต้องมาห่วงปัญหาเรือประมงไทยจับปลาอย่างไร ?
ก็เพราะว่ามีผลสำรวจที่สอดคล้องกันจากนักอนุรักษ์ทั่วโลกว่า หากยังปล่อยให้ทุกประเทศจับปลาโดยใช้เครื่องมือมหาโหดต่อไปเรื่อยๆ อีก 40 ปีข้างหน้าหรือในปี 2050 ปลาและสัตว์ทะเลจะสูญพันธุ์ไปหมด โดยเฉพาะ ฉลาม ปลาดาบ ปลาค็อด ขณะนี้หายจากท้องทะเลไปแล้วกว่าร้อยละ 90 ในแต่ละปีมี “วาฬ” และ “โลมา” ถูกล่าไม่ต่ำกว่า 3 แสนตัว ประเมินว่ามูลค่าเงินจากการทำประมงผิดกฎหมายสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี
ดังนั้นกติกาของ “ไอยูยู” ที่บังคับชัดเจนว่าต้องหยุดยั้ง “การทำประมงผิดกฎหมาย” “ต้องรายงานสัตว์ทะเลที่จับมาได้” และ “ต้องมีการควบคุม” เพื่อส่งเสริมการใช้ทะเลและทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน เพื่อให้ลูกหลานหรือมนุษย์โลกในอนาคตเหลือ กุ้ง หอย ปู ปลาไว้บริโภคบ้าง ไม่ใช่สวาปามจับกินจนหมดเกลี้ยงทะเลในยุคของพวกเรา
หากรัฐบาลไทยยังคอยแก้ตัวว่า “ใบเหลือง” ที่ได้มานั้น เป็นเพียงการกลั่นแกล้ง หรือแค่ปัญหาเรือประมงผิดกฎหมายไม่กี่ลำ หรือเกี่ยวกับขั้นตอนการจดทะเบียน ฯลฯ
โดยไม่ตระหนักถึงการแก้ปัญหา “อวนลาก - อวนรุน” เครื่องมือจับปลามหาโหดอย่างจริงจัง
ยิ่งไปกว่านั้น หากยังไม่ตระหนักว่านี่คือสัญญาณเตือนภัยร้ายแรง “ปัญหาความมั่นคงทางอาหาร” ของมนุษยชาติ
อีก 6 เดือนข้างหน้าไทยได้ “ใบแดง” อาจเป็นข่าวดีมากกว่าข่าวร้าย...
มาตรการ “ไอยูยู”
1.รัฐหรือเจ้าของธงเรือ (Flag State Guideline) ต้องจดทะเบียนหรือถอนทะเบียนเรือ รวมถึงเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับเรือประมง
2.รัฐท่าเรือ (Port State Measures) ต้องมีระบบตรวจสอบหลักฐานการทำประมงหรือสินค้าประมงว่าถูกกฎหมายหรือไม่ ถ้าพบว่าทำผิดต้องไม่ให้ความช่วยเหลือต่างๆ เช่น ห้ามเติมน้ำมัน ห้ามให้เสบียงอาหาร ห้ามให้ที่พักจอดเรือ ฯลฯ
3.รัฐชายฝั่ง (Coastal State Measures) ต้องปรับปรุงกฎหมายภายในประเทศเพื่อป้องกันประมงผิดกฎหมายอย่างเคร่งครัด
ท่าทีของรัฐบาลไทย
รัฐบาลไทยตระหนักถึงความสำคัญในการรักษาทรัพยากรทางทะเลและกำหนดให้การแก้ไขปัญหาการประมงแบบ IUU เป็นปัญหาสำคัญระดับชาติที่ต้องแก้ไขโดยความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานหลักได้เป็นผู้นำในการบูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งดำเนินการตามแผนงานหลัก 6 แผนงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง ได้แก่
(1) การปรับปรุงพระราชบัญญัติการประมงและกฎหมายลำดับรอง
(2) การจัดทำแผนระดับชาติในการป้องกัน ยับยั้ง และขจัดการทำประมง IUU
(3) การเร่งจดทะเบียนเรือประมงและออกใบอนุญาตทำการประมง
(4) การพัฒนาระบบควบคุมและเฝ้าระวังการทำประมง โดยเฉพาะการควบคุมการเข้าออกท่าของเรือประมง
(5) การจัดทำระบบติดตามตำแหน่งเรือ (Vessel Monitoring System - VMS)
(6) การปรับปรุงระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)
1 พฤษภาคม 2558
แหล่งข้อมูล:
ปรับปรุงข้อมูลจาก : เดลินิวส์ออนไลน์,คมชัดลึกออนไลน์,กรมสารนิเทศ
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
