สหภาพยุโรปออกแผนส่งเสริมการขายสินค้าเกษตร
สหภาพยุโรปออกแผนส่งเสริมการขายสินค้าเกษตร
             เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2558 สหภาพยุโรปออกแผนการส่งเสริมการขายสินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากการที่รัสเซียระงับการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหภาพฯ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2557 ในการนี้ มีแผนงานทั้งสิ้น 41 แผนงานเพื่อส่งเสริมสินค้าเกษตรทั้งในและนอกภูมิภาคในช่วง 3 ปีข้างหน้า มีมูลค่ารวมกว่า 130 ล้านยูโร โดยนาย Phil Hogan ประธานกรรมาธิการด้านเกษตรและการพัฒนาชน (DG Agri) กล่าวว่า การส่งเสริมสินค้าเกษตรและอาหารเป็นการตอบสนองที่เข้มแข็งต่อการระงับการนำเข้าของรัสเซีย เงินทุนดังกล่าวจะเป็นการต่อยอดให้กับการส่งออกสินค้าที่มีคุณภาพของสหภาพฯในตลาดโลก

            แผนการดังกล่าวได้รับการคัดเลือกจากประเทศสมาชิก 18 ประเทศ ครอบคลุมสินค้าที่หลากหลายทั้ง ผักและผลไม้ ผลิตภัณฑ์นม ผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ เป็นต้น โดยเป็นการตั้งเป้าหมายส่งเสริมการขายในประเทศสมาชิก 17 ประเทศ และ 24 ประเทศนอกภูมิภาค ทั้งในตะวันออกกลาง อเมริกาเหนือ อาเซียน จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนอร์เวย์ เป็นต้น

            ในหลักการณ์แผนการส่งเสริมการค้าสามารถทำได้หลายรูปแบบทั้งการประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะการแสดงถึงข้อได้เปรียบของสินค้าจากสหภาพฯ ทั้งในแง่ของคุณภาพ ความสะอาดความปลอดภัย คุณค่าทางอาหาร ข้อมูลบนฉลาก ไม่ทำร้ายชีวิตสัตว์ และมีกระบวนการผลิตที่ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการออกร้าน จัดกิจกรรมให้ข้อมูลเกี่ยวกับระบบคุณภาพของสินค้าของสหภาพฯ ทั้งเรื่อง การคุ้มครองถิ่นกำเนิด (Protected Designation of Origins: PDO) การคุ้มครองแหล่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Protected Geographical Indication: PGI) และ การยืนยันความพิเศษเฉพาะทาง (Traditional Specialties Guaranteed: TSG) ในสินค้าเกษตรอินทรีย์ และไวน์ โดยสหภาพฯ จะออกค่าใช้จ่ายให้ประมาณครึ่งหนึ่ง หรือร้อยละ 60 ในบางกรณี และที่เหลือจะออกโดยหน่วยงานที่เสนอเรื่อง หรือภาครัฐของประเทศสมาชิกที่เสนอเรื่อง

            การได้รับเงินทุนเพื่อส่งเสริมการขายเป็นมาตรการที่น่าสนใจ เนื่องจากจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับผู้ผลิตที่มีศักยภาพและแนวคิดสำหรับสินค้าใหม่ๆ แต่อาจยังมีข้อจำกัดทางด้านการเงิน ได้ต่อยอดให้กับสินค้าของตัวเองนอกจากนี้เห็นได้จากแผนการของสหภาพฯ ว่าการส่งเสริมการขายสินค้าเกษตรเป็นการมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพในด้านต่างๆ มากกว่าที่จะเน้นการลด หรือควบคุมต้นทุนการผลิต ซึ่งเป็นทิศทางที่ผู้ผลิตในประเทศไทยควรนำไปปรับใช้ เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ต้องการสินค้าที่มีคุณภาพมากว่าสินค้าที่มีราคาถูก โดยมีผู้ผลิตในประเทศไทยจำนวนไม่น้อยที่มีศักยภาพด้านการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารอยู่แล้ว หากได้รับการสนับสนุนลักษณะเดียวกันจะเป็นประโยชน์อย่างมากและน่าจะสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน
7 พฤษภาคม 2558
แหล่งข้อมูล: สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงบรัสเซลส์

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • โปรตุเกสอาจไม่ใช่ประเทศลำดับต้น ๆ ที่โลกนึกถึงถ้าจะต้องเลือกไปค้าและลงทุน ณ เวลานี้ แต่สำหรับประเทศไทย เป็นจังหวะที่น่าสนใจ ต้นเดือน ก.ค. ศกนี้ กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ ชวนไปสำรวจโอกาสในโปรตุเกสด้วยกัน เพราะกำลังจะจะมีการหารือสองฝ่ายที่เรียกว่า การประชุม Political Dialogue ไทย-โปรตุเกส ครั้งที่ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 8 ก.ค. 2559 ที่กรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส ไทยอยากผลักดันเรื่องอะไรกับโปรตุเกส เวทีนี้คือโอกาส
  • แรงจูงใจทางด้านภาษีคือแม่เหล็กสำคัญที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ใช้ดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ รัฐบาลในอียูหลายประเทศก็เช่นกัน ต่างแข่งขันกันลดภาษีดึงดูดการลงทุน จนเรียกได้ว่ากลายเป็นสงครามภาษีระหว่างประเทศ  หรือ International Tax War แต่ตอนนี้ เอกชนที่ไปลงทุนในอียูคงต้องระวังมากขึ้น เพราะแรงจูงใจทางภาษีที่ได้รับ อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายบริษัท หากไม่ได้ตรวจสอบให้ดีก่อนว่า การลดหรือยกเว้นภาษีนั้นผิดกฎการอุดหนุนโดยภาครัฐ  
  • ฟินแลนด์ ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย นอกจากจะเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านความสวยงามทางธรรมชาติท่ามกลางบรรยากาศอันหนาวเย็น
  • สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Decision 2015/1338 of 30 July 2015 amending Decision 2011/163/EU on the approval of plans submitted by third countries in accordance with Article 29 of Council Directive 96/23/EC ซึ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไขบัญชีรายชื่อประเทศที่สามที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าสินค้าที่ปลอดสารตกค้่าง
  • เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ทางสหภาพยุโรปได้ออกประกาศกฎระเบียบ 2 ฉบับ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้...
  • เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๘ สหภาพยุโรปออกประกาศกฎระเบียบ Commission Regulation (EU) 2015/1005 of 25 June 2015 amending Regulation (EC) No 1881/2006 as regards maximum levels of lead in certain foodstuffs โดยตีพิมพ์ใน EU Official Journal L 161/9 ซึ่งเป็น การกำหนดระดับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่ว (lead) ในสินค้าอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน อันเป็นการแก้ไขกฎระเบียบเดิม ซึ่งได้แก่ Regulation (EC) No 1881/2006 เพื่อให้สอดคล้องกับผลงานวิจัย ของคณะทำงาน CONTAM Panel ของ EFSA ซึ่งได้ระบุว่า สารตะกั่วที่ได้รับผ่านการบริโภคอาหาร สามารถก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อพัฒนาการทางสมองในเด็กเล็ก และก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และ ความเป็นพิษต่อไตในผู้ใหญ่ได้ จึงเห็นควรให้มีการปกป้องกลุ่มผู้บริโภคที่มีความเสี่ยง คือ กลุ่มเด็กเล็กและ ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ ดังนั้น ในครั้งนี้ จึงให้มีการปรับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่วในสินค้าพืช สัตว์ และสัตว์น้ำบางรายการขึ้นใหม่...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ