โอกาสอุตสาหกรรมไทยในตลาดใหม่

สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasian Economic Union : EaEU)

เป็นการลงนามความร่วมมือระหว่างรัสเซีย เบลารุส และคาซัคสถาน เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2557 และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2558 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อจัดเก็บอัตราภาษีศุลกากรนอกกลุ่มสมาชิกให้เป็นหนึ่งเดียว (common external tariff) และประสานอุปสรรคทางการค้า (harmonize) การรวมกลุ่มดังกล่าวจะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) มีมูลค่าราว 2.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และด้วยจำนวนประชากรรวมกันที่มากกว่า 170 ล้านคน ทำให้EaEU กลายเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจ

รูปที่ 1 แสดงพัฒนาการความเป็นมาของ Eurasian Economic Union:EaEU

ที่มา: สื่อมัลติมีเดียเรื่อง Eurasian Economic Union… นำเสนอโดย Victor V. Spasskiy Director of the Department of integration development EEC กันยายน 2014


ภาพรวมด้านเศรษฐกิจ

จากข้อมูลปี 2555 รัสเซีย มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลก จึงเป็นหนึ่งในชาติมหาอำนาจ ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ เป็นสมาชิกกลุ่มประเทศเศรษฐกิจอุตสาหกรรมชั้นนำ(G8) รัสเซียมีก๊าซธรรมชาติสำรองมากที่สุดในโลก และเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติและน้ำมันมากอันดับ 1 และ 2 ของโลก เบลารุส มีพื้นที่กว่าร้อยละ 40 เป็นป่า มีภาคบริการและอุตสาหกรรมเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญ และมีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ เช่น ป่าไม้ ถ่านหิน น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ สำหรับคาซัคสถาน มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 9 ของโลก และคาดว่าปี 2558 จะเป็น 1 ใน 10 ของผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก อีกทั้งเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติมากมาย เช่น แร่โครเมียม เหล็ก ทองแดง ทองคำ ก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งยูเรเนียมที่มีมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก


มูลค่าการค้าระหว่างไทย-EEU ปี2556

การส่งออก

ไทยส่งออกไป EEU คิดเป็นมูลค่า 1,233.41 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสินค้า 5 อันดับแรก ได้แก่ ยานยนต์/ชิ้นส่วน (พิกัด 87) เครื่องไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ (พิกัด 85) ยาง/ผลิตภัณฑ์ (พิกัด 40) เครื่องจักรกล (พิกัด 84) และพลาสติก/ผลิตภัณฑ์ (พิกัด 39) โดยมีสัดส่วนร้อยละ 26.47,14.60, 8.49, 8.36 และ 7.69 ตามลำดับ

การนำเข้า

ไทยนำเข้าจาก EEU คิดเป็นมูลค่า 3,591.71 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสินค้า 5 อันดับแรก ได้แก่ เชื้อเพลิงจากแร่และน้ำมัน(พิกัด 27) เหล็ก/เหล็กกล้า (พิกัด 72) ปุ๋ย (พิกัด 31) อัญมณี/เครื่องประดับ (พิกัด 71) อลูมิเนียม/ผลิตภัณฑ์ (พิกัด 76) โดยมีสัดส่วนร้อยละ 54.19,16.15, 14.94, 6.97 และ 2.12 ตามลำดับ


แนวโน้มความต้องการสินค้าของตลาด

สินค้าที่ EEU ผลิตได้ส่วนใหญ่เป็นสินค้าปฐมภูมิ เช่น เชื้อเพลิงจากแร่และน้ำมัน (พิกัด 27) เหล็ก/เหล็กกล้า (พิกัด 72) อัญมณี/เครื่องประดับ (พิกัด 71) และยังไม่เข้มแข็งในอุตสาหกรรมหลายชนิด เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า/อิเล็กททรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์/ชิ้นส่วน จึงเป็นโอกาสของสินค้าอุตสาหกรรมไทยที่จะเข้าไปขยายตลาดใน EEU โดยสินค้าที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ดีได้แก่

(1) เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

ปัจจุบันไทยส่งเครื่องปรับอากาศไปยังรัสเซียมากกว่า 2 ล้านเครื่องต่อปี และตลาดมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี เนื่องจากรัสเซียยังไม่มีโรงงานผลิต หากมีการเจรจาความตกลงทางการค้าและผ่อนปรนมาตรการระหว่างกันจะทำให้สินค้าไทยมีโอกาสขยายตลาดในรัสเซียและ EEU ได้มากยิ่งขึ้น

สินค้าที่ไทยมีศักยภาพได้แก่ เครื่องทำน้ำร้อน หม้อแปลงไฟฟ้า แป้น/แผง/คอนโซล มอนิเตอร์ เครื่องส่ง/รับสำหรับวิทยุ/โทรทัศน์ วงจรรวม และเตาที่ใช้ในอุตสาหกรรม/ห้องแล็บ

(2) ผลิตภัณฑ์เหล็ก

อุตสาหกรรมเหล็ก/เหล็กกล้ามีแนวโน้มสดใส เนื่องจากรัสเซียและคาซัคสถานอยู่ในช่วงฟื้นฟูประเทศ จึงมีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเป็นจำนวนมาก เช่น การสร้างสนามกีฬาและที่พักสำหรับจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกที่รัสเซียในปี 2561 และงาน International Expoที่จะจัดขึ้นในปี 2560 ที่คาซัคสถาน อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างและผลิตภัณฑ์เหล็ก และบริการด้านก่อสร้าง จึงน่าจะขยายตัวได้ดี

สินค้าที่ไทยมีศักยภาพได้แก่ อุปกรณ์ติดตั้งหลอด/ท่อ สิ่งก่อสร้าง ตะปู สปริง และของใช้บนโต๊ะอาหาร

(3) เครื่องจักรกล

มีโอกาสขยายตัวได้มากใน EEU เนื่องจากเป็นสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในขณะที่ EEU ขาดศักยภาพ

สินค้าที่ไทยมีศักยภาพ ได้แก่ คอมพิวเตอร์ บูลโดเชอร์ เครื่องยนต์สันดาปภายในส่วนประกอบเครื่องยนต์ เครื่องสูบลม เครื่องเซ็นตริฟิวจ์ เพลาส่งกำลัง เครื่องจักรอื่นสำหรับยก/ขน/ย้าย และตู้เย็น

(4) เคมีภัณฑ์อินทรีย์

มีโอกาสขยายตัวได้มากใน EEU หากมีข้อตกลงทางการค้าที่ชัดเจน และหากระบบธนาคารใน EEU มีเสถียรภาพ

สินค้าที่ไทยมีศักยภาพ ได้แก่ โพลิคาร์บอกซิลิก คาร์บอกซิลิกที่มีออกซิเจนฟังก์ชันอื่น สารประกอบอะมิโนที่มีออกซิเจนฟังก์ชัน


กฎระเบียบ/มาตรการกีดกันทางการค้า (NTBs)

  • สินค้าบางรายการต้องขอใบอนุญาตนำเข้า (import license) เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์(คาซัคสถาน) ยาฆ่าแมลง (เบลารุส) ส่วนกระบวนการยื่นขอใบอนุญาตนำเข้าในรัสเซียนั้นยุ่งยากและไม่โปร่งใส
  • ด้านการส่งออก รัสเซียเก็บอากรส่งออกในสินค้า 240 รายการ (ส่วนใหญ่เป็นผลผลิตทางการเกษตร) และห้ามการส่งออก เช่น โลหะมีค่าและผลิตภัณฑ์(ทอง เงิน ทองคำขาว)
  • รัสเซียมีอัตราภาษีศุลกากรขาเข้าที่บังคับใช้เฉลี่ย 7.8% โดยสินค้าเกษตรมีอัตราภาษีเฉลี่ย 11.8% เคมีภัณฑ์/เหล็ก 5% และสินค้าอื่น 7.2%
  • รัสเซียมีการดำเนินมาตรการต่อต้านการทุ่มตลาดกับจีนสูงสุดจำนวน 4 กรณี โดยทั้งหมดเป็นผลิตภัณฑ์เหล็ก
  • สินค้าที่ควบคุมคุณภาพ เช่น สินค้าบริโภคและเครื่องจักรบางชนิดจะต้องได้รับใบรับรอง (Certificate of Conformity) ซึ่งออกโดยหน่วยงาน Gosstandart ก่อนจำหน่ายในรัสเซีย

นโยบายด้านการลงทุน

รัสเซีย

  • ให้นักลงทุนต่างชาติเป็นเจ้าของกิจการได้ 100% ในเกือบทุกภาคธุรกิจ ยกเว้น ธนาคาร ประกันภัยโทรคมนาคม น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ โครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว
  • ประกาศใช้ Law on Foreign Investment เพื่อส่งเสริมและดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ
  • กำหนดประเภทกิจการที่ส่งเสริมการลงทุนเป็นพิเศษ เช่น การผลิตโดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูง การ ผลิตเพื่อการส่งออก (เน้นสาขาพลังงาน) และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ \
  • ออกกฎหมายส่งเสริมการลงทุนและการดำเนินธุรกิจเสรี และออกกฎหมายลดความซ้ำซ้อนของระบบการจัดเก็บภาษี

คาซัคสถาน

  • ให้ต่างชาติลงทุนในกิจการได้ทุกประเภท แปรรูปรัฐวิสาหกิจทุกโครงการอย่างเสรี แต่จำกัดสัดส่วนการลงทุนของต่างชาติในกิจการบางประเภท เช่น การก่อสร้าง การสื่อสาร โทรคมนาคม
  • นโยบายสนับสนุนการลงทุนโดยให้ประโยชน์ เช่น ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 10 ปี (ยกเว้นภาษีทรัพย์สินและภาษีที่ดิน) ส่วนภาษีอื่นๆ จะได้รับการลดหย่อนสูงสุด 5 ปี
  • ไม่อนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเป็นเจ้าของที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ แต่อนุญาตให้เช่าที่ดินได้สูงสุด 5 ปี สำหรับการลงทุนทั่วไป และ 10 ปี สำหรับการลงทุนในภาคเกษตรกรรม
  • จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zones: SEZs) ซึ่งให้สิทธิพิเศษทางภาษี เช่น ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดถึง 100% ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีทรัพย์สิน ภาษีที่ดิน ภาษีนำเข้า รวมถึงสิทธิประโยชน์อื่นๆ ทั้งนี้นักลงทุนจะต้องดำเนินกิจการที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง SEZs แต่ละแห่ง

เบลารุส

  • จัดตั้งองค์กรส่งเสริมการลงทุน Investment Advisory Council เพื่อช่วยเหลือด้านกิจกรรม/นโยบายการลงทุน
  • ดำเนินการลดความซ้ำซ้อนของขั้นตอนการลงทะเบียน การซื้อทรัพย์สิน และระบบภาษี รวมถึง ภาษีศุลกากร
  • จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ 6 เขต ซึ่งให้สิทธิประโยชน์ เช่น
    - ยกเว้นภาษีจากกำไรในการผลิต 3 ปี (และลดภาษีจากกำไร 50% ต่ออีก 3 ปี ในสาขาการผลิตที่สำคัญ)
    - ยกเว้นภาษีนำเข้าบางประเภท
    - สามารถส่งออกและนำเข้าสินค้าที่บริษัทผลิตเองโดยไม่เสียภาษี
    - ไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับการบริหารจัดการกำไรที่เป็นเงินตราต่างประเทศจากการส่งออก

แม้ว่า EEU จะมีนโยบายส่งเสริมการลงทุน และนักลงทุนต่างชาติสามารถเข้าไปลงทุนได้แต่นักลงทุนไทยที่เข้าไปลงทุนมีน้อยมาก ส่วนใหญ่จะไปลงทุนในรัสเซีย โดยสาขาที่ไทยมีศักยภาพสามารถเข้าไปลงทุนในรัสเซีย ได้แก่ ธุรกิจท่องเที่ยว ร้านอาหารไทย สปา นวดแผนไทย โรงแรม บริการซ่อมรถยนต์และอะไหล่ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์และเฟอร์นิเจอร์


ประเด็นท้าทายใน EEU

รัสเซีย

  • มีเส้นทางการขนส่งทั้งทางบก ทางน้ำและทางอากาศ แต่เครือข่ายการขนส่งส่วนใหญ่ไม่เชื่อมโยงกัน
  • การดำเนินธุรกิจซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูง ปัญหาหลัก คือ การคอรัปชั่น การเข้าถึงแหล่งเงินทุน กระบวนการอนุมัติเอกสารรับรองโครงการ การจัดหาพื้นที่ความพร้อมด้านสาธารณูปโภค กระบวนการศุลกากร
  • พึ่งพาภาคอุตสาหกรรมพลังงานและเชื้อเพลิงเป็นหลัก ขาดการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน การปฏิรูปสาธารณูปโภค อสังหาริมทรัพย์ ระบบธนาคารและภาคการเงินล่าช้า ขาดการลงทุนของธุรกิจ ขนาดกลางและย่อมและธุรกิจรายใหม่ๆ ระบบการผลิตส่วนใหญ่ไม่สามารถเพิ่มผลผลิตทำให้ขาดทุน และช่องว่างรายได้ระหว่างประชาชนในเมืองและชนบท
  • รัสเซียแยกผู้นำเข้าและผู้จำหน่ายในประเทศออกจากกัน

คาซัคสถาน

  • มีปัญหาเรื่องการกระจายรายได้
  • เป็นตลาดใหม่ซึ่งยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก
  • การขนส่งสินค้าไปคาซัคสถานใช้เวลานานทำให้มีต้นทุนสูง การนำเข้าส่วนใหญ่ต้องผ่านรัสเซีย และขาดข้อมูลในการดำเนินธุรกิจและการลงทุนระหว่างกัน ทำให้นักธุรกิจไทย/คาซัคสถานไม่สนใจตลาดอีกฝ่ายมากนัก
  • มีนโยบายทางการค้าที่ค่อนข้างปิด ภาวะธุรกิจมีความจำกัด โดยเฉพาะด้านเงินทุน มูลค่าการนำเข้ายังไม่มาก ระบบกฎหมายธุรกิจไม่มีประสิทธิภาพ ขาดแคลนสาธารณูปโภคพื้นฐาน และระบบราชการ มีขั้นตอนซับซ้อน ภาคการลงทุนยังขาดแคลนเงินทุน ขาดผู้ลงทุนจากต่างชาติ ขาดธุรกิจในประเทศที่ให้บริการด้านสินเชื่อเพื่อการลงทุน และนักธุรกิจต่างชาติขาดผู้ร่วมลงทุนชาวคาซัคสถานให้ครบตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด (25-50%)
  • ธุรกิจสื่อสารมวลชน : ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 20%
  • ธนาคารและประกันภัย : ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 25% สำหรับประกันภัยทั่วไป และ 50% สำหรับประกันชีวิต
  • ธุรกิจขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ : ต้องจ้างแรงงานและใช้บริการของคนคาซัคสถาน ต่างชาติ ถือหุ้น offshore projects ได้ไม่เกิน 50% และต้องให้บริษัท KazMunayGas ถือหุ้นอย่างน้อย 50%
  • การขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ยุ่งยาก

เบลารุส

  • เป็นตลาดขนาดเล็ก มีประชากรน้อย (9.6 ล้านคน) ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดด้านอำนาจซื้อ
  • นักธุรกิจของไทยและเบลารุส ขาดข้อมูลในการดำเนินธุรกิจ การลงทุนระหว่างกัน รวมถึง ขาดโอกาสในการพบปะเพื่อสร้างความรู้จักกันและกัน
  • เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล (landlocked country) จึงต้องขนส่งสินค้าผ่านประเทศอื่น
  • ภาคอุตสาหกรรมของเบลารุสยังต้องพึ่งพิงรัสเซียสูง
  • มีปัญหาเงินเฟ้อ (อัตราเงินเฟ้อ

ความเห็น/ข้อเสนอแนะ

  • ไทยได้เปรียบในด้านความสัมพันธ์กับรัสเซีย สินค้าไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ดังนั้น ไทยต้องเน้นการสร้างตราสินค้า (Brand) ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น
  • รัสเซียได้ตั้งเป้าหมายการเป็นฐานการผลิตรถยนต์อันดับ 2 ของยุโรปรองจากเยอรมนี และเป็นอันดับ 1 ของ CIS ซึ่งคาดว่าจะผลิตได้ 1 ล้านคันต่อปี จึงเป็นโอกาสของไทยในการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์และยางพารา
  • ปัจจุบัน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในเจรจา FTA กับ EEU ซึ่งหากไทยเจรจา FTA ไทย-EEU จะทำให้การค้าไทยกับประเทศในกลุ่มนี้มีความชัดเจนมากขึ้น และส่งผลให้มูลค่าการค้าไทย-EEU เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน นอกจากนี้การเจรจา FTA ไทย-EEU ยังจะช่วยกระตุ้นให้ไทยมีสถานภาพเข้มแข็งมากขึ้นในสายตากลุ่มประเทศมหาอำนาจ และเป็นการเปิดมิติใหม่ในด้านโลจิสติกส์สู่ EEU และยุโรปตะวันออก ทั้งนี้ ในการเจรจาไทยควรพิจารณาถึงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันด้วย
  • รัสเซียมีสัมพันธ์ที่ดีกับเวียดนามส่งผลให้มูลค่าการค้าของรัสเซีย-เวียดนามมีมูลค่ามากขึ้น ซึ่งไทยอาจใช้ความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานระหว่างไทยและรัสเซียในการทำการค้าเช่นเดียวกัน
  • นักธุรกิจไทยควรมีการเรียนรู้ภาษารัสเซียให้มากขึ้น เพื่อประโยชน์ในการติดต่อธุรกิจ
  • ไทยควรใช้ประโยชน์จากเส้นทางหลวงหมายเลข 312 (Via es Vida) ที่เชื่อมต่อจากเชียงราย-จีน (ยูนนาน)-ไปคาซัคสถาน และรถไฟความเร็วสูงผ่านพรมแดนลาว-จีน คุณหมิง ฉงชิ่ง คาซัคสถาน รัสเซีย เบลารุส (ใช้เวลาเดินทาง 3 สัปดาห์) ซึ่งจะเป็นประตูสู่ EEU ได้เป็นอย่างดีและสามารถลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ได้มาก
  • เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของ EEU ไม่อยู่ติดทะเล ผู้ประกอบการไทยจึงควรสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและคาซัคสถาน และใช้ความสัมพันธ์ที่มีอยู่ในการเจรจาเพื่อให้คาซัคสถานเป็นศูนย์กระจาย สินค้าไทยเข้าสู่ตลาด EEU


แหล่งที่มา:
  1. บทความเรื่อง Special report โอกาสสินค้าอุตสาหกรรมไทยในตลาดใหม่ “ยูเรเซีย : Eurasian Economic Union” โดย นางสุกัญญา ทองมา กองวิจัยสินค้าอุตสาหกรรมและธุรกิจบริการ เผยแพร่ใน TPS JURNAL วารสาร สนย. ปีที่ 4 ฉบับบที่ 39 กันยายน 2557 หน้า 4-5
  2. สื่อมัลติมีเดียเรื่อง Eurasian Economic Union: history, goal, new opportunities for promotion of international economic cooperation นำเสนอโดย Victor V. Spasskiy, Director of the Department of integration development EEC กันยายน 2014
11 กุมภาพันธ์ 2558

Back to the list

More Related

  • Innoprom 2017 “Intelligent Production: Global Approach”
  • ประเทศไทยภูมิใจนำเสนอ www.ThailandPresents.com
  • บริษัท ปตท. และ บริษัท Rosneft Trading S.A. ลงนามสัญญาซื้อขายน้ำมันในงาน SPIEF 2017 <br />
    <br />
    เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2560 ในงาน St. Petersburg Economic Forum (SPIEF)  ณ นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก บริษัท ปตท. และ บริษัท Rosneft Trading S.A. สวิตเซอร์แลนด์ บริษัทลูกของบริษัท Rostneft ของรัสเซียได้ลงนามสัญญาซื้อ – ขาย น้ำมัน โดยมีผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมอสโก และ สำนักงานการค้าต่างประเทศ ณ กรุงมอสโก เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามด้วย สัญญาดังกล่าวมีผลบังคับใช้จนถึงปี ค.ศ. 2037 และจะทำให้บริษัททั้งสองสามารถซื้อขายน้ำมันระหว่างกันได้ในจำนวนสูงสุดถึง 200 ล้านตัน และทำให้ ปตท. กลายเป็นผู้กระจายน้ำมันคุณภาพดีจากรัสเซียในภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย การลงนามสัญญาดังกล่าวถือเป็นการปฏิบัติตาม MOU ครม. ระหว่าง ปตท. และบริษัท Rostneft ของรัสเซียที่ลงนามเมื่อเดือน ก.ย. 2559 ระหว่างงาน Eastern Economic Forum (EEF)<br />
  • เอกอัครราชทูตฯ และ ประธาน Board ของ Eurasian Economic Commission (EEC) หารือลู่ทางกระชับความสัมพันธ์เศรษฐกิจ ไทย – EAEU <br />
    <br />
    เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2560 เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมอสโก ดร. เกรียงศักดิ์ กิตติชัยเสรี ได้เข้าพบหารือกับนาย Tigran Sargsyan ประธาน Board ของ Eurasian Economic Commission (EEC) อดีตนายกรัฐมนตรีอาร์เมเนีย เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาความร่วมมือระหว่างไทยกับ Eurasian Economic Union (EAEU) โดยมีที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์  พรพรรณ ภิรมย์พานิช เข้าร่วมด้วย <br />
    <br />
    ไทยได้รับการสนับสนุน การจัดทำ Joint Feasibility Study (JFS) เพื่อจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่าง EAEU กับ ไทย จาก นาย Sargsyan อย่างไรก็ดี ขณะนี้ EAEU อยู่ระหว่างการเจรจาความตกลงดังกล่าวกับอีก 7 ประเทศ  ดังนั้น ประธาน Board ของ EEC จึงเสนอให้ไทยอาศัยกลไกบันทึกความร่วมมือระหว่าง EEC กับไทย ในการเตรียมความพร้อมการจัดทำ FTA ในอนาคต <br />
    ขณะนี้ ทั้งสองฝ่ายกำลังจัดทำร่างสุดท้ายของบันทึกความร่วมมือที่มีสาระสำคัญเป็นการเรียนรู้ และแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับกฎระเบียบด้านการค้าและการลงทุนของทั้งไทย และ EAEU โดยคาดว่าจะสามารถลงนามได้ภายในเดือนกรกฎาคม 2560  <br />

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ