การบังคับใช้เพดานอัตรา Interchange fees ของสหภาพยุโรป
การบังคับใช้เพดานอัตรา Interchange fees ของสหภาพยุโรป

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2013 คณะกรรมาธิการยุโรปได้รับหลักการที่จะกำหนดแนวทางการกำกับระบบการคิดค่า Interchange fees ของการทำธุรกรรมผ่านบัตรเครดิต และบัตรเดบิต ซึ่งเป็นหลักการที่อยู่ใน Regulation Of The European Parliament and of Council On Interchange Fees For Card-based Payment Transaction เนื่องจากคณะกรรมาธิการยุโรปเห็นว่า เป็นมาตรการสำคัญในการคุ้มครองผู้บริโภค เพราะเมื่อพิจารณากลไกการทำธุรกรรมผ่านบัตร พบว่าร้านค้าต้องแบกรับภาระค่าธรรมเนียมที่เรียกว่า Interchange fees ซึ่งคือค่าธรรมเนียมที่ถูกเรียกเก็บจากการทำธุรกรรมผ่านบัตร แต่โดยปกติแล้วร้านค้าจะไม่ยอมเสียค่า Interchange fees จึงไปเพิ่มราคาสินค้าของผู้บริโภค ซึ่งเป็นการผลักภาระ Interchange fees ให้แก่ผู้บริโภคนั่นเอง โดยที่ผู้บริโภคที่ไม่ได้ทำธุรกรรมผ่านบัตร ก็โดนผลกระทบจากการผลักภาระครั้งนี้อีกด้วย

เมื่อคณะกรรมาธิการยุโรปเห็นว่าการผลักภาระ Interchange fees ดังกล่าว เป็นสิ่งที่สร้างความเดือดร้อนต่อผู้บริโภค จึงมีการกำหนดเพดานอัตราสูงสุดของค่า Interchange fees โดยใน Regulation Of The European Parliament and of Council On Interchange Fees For Card-based Payment Transaction ได้กำหนดไว้ว่า ห้ามเรียกเก็บค่า Interchange fees เกินกว่าร้อยละ 0.2 ของมูลค่าธุรกรรมใดๆที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตรเดบิตในกลุ่มสหภาพยุโรป และห้ามเรียกเก็บ Interchange fees เกินร้อยละ 0.3 ของธุรกรรมใดๆที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตรเครดิตในกลุ่มสหภาพยุโรป นอกจากนี้ใน Regulation ดังกล่าว ยังได้ออกมาตรการเสริมอื่นๆ อาทิเช่น การขออนุญาตสำหรับการเป็นผู้ออกบัตร (Licensing rules) การกำหนดให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกที่จะทำธุรกรรมผ่านระบบได้หลายรูปแบบ (Freedom of choice to retailers) และการที่ผู้บริโภคสามารถเลือกระบบการชำระเงินได้ (Freedom to steer consumers to preferred payment instruments) เป็นต้น

การที่สหภาพยุโรปกำหนดเพดานอัตรา Interchange fees เป็นทางเลือกในการคุ้มครองผู้บริโภคนั้น มีการประมาณการว่าสามารถลดค่า Interchange fees ได้ถึงหกพันล้านยูโร ส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ในการชำระเงินมากขึ้น และถือเป็นการกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ Regulation Of The European Parliament and of Council On Interchange Fees For Card-based Payment Transaction ได้มีผลบังคับใช้แล้ว เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2015 และเพดานอัตรา Interchange fees จะมีการบังคับใช้ในวันที่ 9 ธันวาคม 2015


รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • โปรตุเกสอาจไม่ใช่ประเทศลำดับต้น ๆ ที่โลกนึกถึงถ้าจะต้องเลือกไปค้าและลงทุน ณ เวลานี้ แต่สำหรับประเทศไทย เป็นจังหวะที่น่าสนใจ ต้นเดือน ก.ค. ศกนี้ กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ ชวนไปสำรวจโอกาสในโปรตุเกสด้วยกัน เพราะกำลังจะจะมีการหารือสองฝ่ายที่เรียกว่า การประชุม Political Dialogue ไทย-โปรตุเกส ครั้งที่ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 8 ก.ค. 2559 ที่กรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส ไทยอยากผลักดันเรื่องอะไรกับโปรตุเกส เวทีนี้คือโอกาส
  • แรงจูงใจทางด้านภาษีคือแม่เหล็กสำคัญที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ใช้ดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ รัฐบาลในอียูหลายประเทศก็เช่นกัน ต่างแข่งขันกันลดภาษีดึงดูดการลงทุน จนเรียกได้ว่ากลายเป็นสงครามภาษีระหว่างประเทศ  หรือ International Tax War แต่ตอนนี้ เอกชนที่ไปลงทุนในอียูคงต้องระวังมากขึ้น เพราะแรงจูงใจทางภาษีที่ได้รับ อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายบริษัท หากไม่ได้ตรวจสอบให้ดีก่อนว่า การลดหรือยกเว้นภาษีนั้นผิดกฎการอุดหนุนโดยภาครัฐ  
  • ฟินแลนด์ ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย นอกจากจะเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านความสวยงามทางธรรมชาติท่ามกลางบรรยากาศอันหนาวเย็น
  • สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Decision 2015/1338 of 30 July 2015 amending Decision 2011/163/EU on the approval of plans submitted by third countries in accordance with Article 29 of Council Directive 96/23/EC ซึ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไขบัญชีรายชื่อประเทศที่สามที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าสินค้าที่ปลอดสารตกค้่าง
  • เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ทางสหภาพยุโรปได้ออกประกาศกฎระเบียบ 2 ฉบับ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้...
  • เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๘ สหภาพยุโรปออกประกาศกฎระเบียบ Commission Regulation (EU) 2015/1005 of 25 June 2015 amending Regulation (EC) No 1881/2006 as regards maximum levels of lead in certain foodstuffs โดยตีพิมพ์ใน EU Official Journal L 161/9 ซึ่งเป็น การกำหนดระดับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่ว (lead) ในสินค้าอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน อันเป็นการแก้ไขกฎระเบียบเดิม ซึ่งได้แก่ Regulation (EC) No 1881/2006 เพื่อให้สอดคล้องกับผลงานวิจัย ของคณะทำงาน CONTAM Panel ของ EFSA ซึ่งได้ระบุว่า สารตะกั่วที่ได้รับผ่านการบริโภคอาหาร สามารถก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อพัฒนาการทางสมองในเด็กเล็ก และก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และ ความเป็นพิษต่อไตในผู้ใหญ่ได้ จึงเห็นควรให้มีการปกป้องกลุ่มผู้บริโภคที่มีความเสี่ยง คือ กลุ่มเด็กเล็กและ ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ ดังนั้น ในครั้งนี้ จึงให้มีการปรับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่วในสินค้าพืช สัตว์ และสัตว์น้ำบางรายการขึ้นใหม่...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ