สรุปวิกฤตหนี้สินกรีซตั้งแต่การประชุม Euro Summit เมื่อ 22 มิ.ย. 58 - 5 ก.ค. 58

1. การประชุมรัฐมนตรีไม่สามารถมีข้อตกลงใดๆ ได้ เนื่องจากกรีซได้เสนอแผนปฏิรูปเศรษฐกิจฉบับใหม่จำนวน 2 ฉบับ เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ ไม่สามารถวิเคราะห์แผนปฏิรูปที่กรีซเสนอได้ทันการประชุม โดยนาย Jeroen Dijsselbloem ประธานกลุ่ม Eurogroup และ รัฐมนตรีคลังของเนเธอร์แลนด์กล่าวว่า รัฐมนตรีกลุ่ม Eurogroup และเจ้าหนี้ของกรีซทั้ง 3 ฝ่ายจำเป็นต้องศึกษาแผนปฏิรูปของกรีซอย่างละเอียดเพื่อที่จะสามารถสรุปความเป็นไปได้ของแผนปฏิรูปที่กรีซเสนอได้
2. เนื่องจากการประชุมระดับรัฐมนตรีไม่สามารถมีมติหรือกรอบข้อตกลงใดๆ เพื่อให้ผู้นำกลุ่มประเทศยูโรโซนสามารถตัดสินใจต่อไปได้ การประชุมสุดยอดซึ่งประธานคณะมนตรียุโรปได้จัดขึ้นเป็นวาระฉุกเฉินจึงเป็นไปในลักษณะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและชี้แจงท่าทีของฝ่ายต่างๆ เท่านั้น ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีของกรีซได้เคยเรียกร้องให้มีการจัดการประชุมสุดยอดเพื่อเจรจาแก้ไขปัญหาหนี้สินของกรีซในระดับสูงสุดทางการเมืองและรัฐบาลชุดปัจจุบันของกรีซมีท่าทีไม่ให้ความร่วมมือในการเจรจาทางเทคนิคในระดับเจ้าหน้าที่มาโดยตลอด ซึ่งนาย Tusk ประธานคณะมนตรียุโรปและประธานการประชุมกล่าวหลังการประชุมว่า ข้อสรุปของการเจรจาแก้ไขปัญหาจะขึ้นอยู่กับการประเมินผลข้อเสนอของกรีซโดยฝ่ายเจ้าหนี้ (ธนาคารกลางยุโรป กองทุนการเงินระหว่างประเทศและคณะกรรมาธิการยุโรป) ซึ่งการประชุมรัฐมนตรีกลุ่ม Eurogroup จะพิจารณาในวันที่ 24 มิถุนายน 2558 เพื่อเสนอข้อสรุปการประชุมให้แก่ที่ประชุม Euro Summit อีกครั้งในวันที่ 25 มิถุนายน 2558 ต่อไป
3. กรีซได้เสนอแผนปฏิรูปจำนวน 2 ฉบับ โดยกรีซได้ส่งฉบับแรกในช่วงคืนวันที่ 21 มิถุนายน 2558 และได้ปรับแก้รายละเอียดและส่งให้ฝ่ายเจ้าหนี้อีกครั้งในเช้าวันที่ 22 มิถุนายน 2558 ซึ่งสาระสำคัญและความแตกต่างของข้อเสนอของกลุ่มเจ้าหนี้ของกรีซ อยู่ที่การเน้นใช้มาตรการทางภาษีมากกว่าการตัดงบประมาณ ซึ่งการใช้มาตรการทางภาษีก่อให้เกิดความกังวลของเจ้าหนี้ในแง่ความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล และการใช้มาตรการทางภาษีอาจทำให้เกิดภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ (recessionary effect) ได้
การประกาศจัดทำประชามติของกรีซ
การประชุมรัฐมนตรีคลังและการประชุมสุดยอด เมื่อวันที่ 24 และ 25 มิถุนายน 2558 ไม่มีข้อสรุปเนื่องจากที่ประชุมรัฐมนตรีคลังไม่เห็นชอบแผนปฏิรูปที่กรีซได้เสนอ จึงส่งผลให้การเจรจาในระดับรัฐมนตรียืดเยื้อจนถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2558 โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องนโยบายสวัสดิการบำนาญและภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ระหว่างการเจรจาในช่วงค่ำวันที่ 26 มิถุนายน 2558 นายกรัฐมนตรีกรีซประกาศให้มีการจัดทำประชามติในวันที่ 5 กรกฎาคม 2558 เพื่อให้ประชาชนลงคะแนนยอมรับหรือปฏิเสธเงื่อนไขของแผนช่วยเหลือทางการเงินจากฝ่ายเจ้าหนี้ โดยนายกรัฐมนตรีกรีซยังคงใช้ภาษาที่แข็งกร้าวด้วยว่า เงื่อนไขของฝ่ายเจ้าหนี้ของกรีซเป็นการขู่กรรโชกและ blackmail ประเทศกรีซ
และเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2558 สภาผู้ว่าการ (Governing Council) ของธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank – ECB) ได้มีมติไม่เพิ่มสินเชื่อ Emergency Liquidity Assistance (ELA) แก่ธนาคารต่างๆ ของกรีซจากระดับในวันที่ 26 มิถุนายน 2558 (8.9 หมื่นล้านยูโร) เนื่องจากการที่รัฐบาลกรีซประกาศการจัดทำประชามติและระงับการปฏิบัติตามนโยบายรัดเข็ดขัด นอกจากนี้ กรีซไม่สามารถชำระหนี้แก่กองทุนการเงินระหว่างประเทศได้ในวันที่ 30 มิถุนายน 2558 และยังจำเป็นต้องประกาศวันหยุดธนาคาร และใช้มาตรการควบคุมเงินทุน (capital control) จำกัดการถอนและโอนเงิน รัฐบาลกรีซได้จำกัดจำนวนเงินสำหรับการถอนเงินต่อบัญชีเงินฝากไว้ที่ 60 ยูโรต่อวัน และธนาคารของกรีซจะปิดทำการจนถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2558
ทั้งนี้ รัฐบาลกรีซได้รณรงค์ให้ประชาชนลงมติปฏิเสธเงื่อนไขของฝ่ายเจ้าหนี้อย่างแข็งกร้าว ซึ่งระหว่างการณรงค์ นาย Yanis Varoufakis รัฐมนตรีคลังของกรีซ (ซึ่งต่อมาได้ลาออกเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2558) ใช้คำพูดที่รุนแรงและเปรียบรัฐมนตรีคลังกลุ่ม Eurogroup รายอื่นว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย”
นอกจากนี้ ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์การตั้งคำถามสำหรับการจัดทำประชามติ เนื่องจากคำถามที่รัฐบาลกรีซได้กำหนดขึ้นมามีความซับซ้อนมากซึ่งผิดไปจากคำถามสำหรับการจัดทำประชามติทั่วไปที่ต้องมีความกระชับและเข้าใจง่าย โดยผู้นำทางการเมืองหลายราย โดยเฉพาะ นาย Jean-Claude Juncker ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปและนาย Martin Schulz ประธานรัฐสภายุโรป ได้มองการจัดทำประชามติครั้งนี้เป็นการตัดสินใจของกรีซว่าจะอยู่ในเขตสกุลเงินยูโรต่อไปหรือไม่
ผลการลงประชามติ
กระทรวงมหาดไทยของกรีซได้ประกาศผลการลงประชามติ ซึ่งมีผลเป็นการปฏิเสธเงื่อนไขของฝ่ายเจ้าหนี้ด้วยคะแนนส่วนใหญ่เป็นจำนวนร้อยละ 61.31 ต่อ 38.69 โดยประชาชนชาวกรีซได้ออกมาใช้สิทธิลงประชามติเป็นจำนวนร้อยละ 62.5 จากผู้มีสิทธิลงคะแนนทั้งหมด และผลการลงมติของชาวกรีซก็ได้มีปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ อาทิ ประธานกลุ่ม Eurogroup ซึ่งออกแถลงการณ์แสดงความผิดหวังกับผลของการลงประชามติและจะจัดการประชุมระดับรัฐมนตรี Eurogroup ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2558 ก่อนการประชุมสุดยอด Euro Summit เพื่อหารือการแก้ปัญหาหนี้สินของกรีซอีกครั้งหนึ่งต่อไป
ผลจากการปฏิเสธเงื่อนไขโครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่กรีซได้ส่งผลกระทบในแง่เศรษฐกิจและการเมืองโดยทันที ดังนี้
1. กระแสเงินสดของธนาคารในกรีซเข้าสู่ขั้นวิกฤตและอาจหมดลงภายในไม่กี่วันข้างหน้า โดยการไม่ยอมรับเงื่อนไขโครงการให้ความช่วยเหลืออาจเป็นการปิดโอกาสสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สภาผู้ว่าการของ ECB ในการพิจารณาให้สินเชื่อ ELA แก่กรีซ
2. ถึงแม้ว่าการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ ELA จะไม่มีระเบียบข้อบังคับที่ชัดเจนและมีความยืดหยุ่นสูงเพื่อให้สภาผู้ว่าการของ ECB สามารถใช้เป็นเครื่องในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ แต่การประเมินคุณภาพสินทรัพย์ที่ธนาคารผู้ขอกู้ใช้ค้ำประกันก็เป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาของสภาผู้ว่าการฯ ซึ่งธนาคารของกรีซส่วนใหญ่ใช้พันธบัตรรัฐบาลกรีซเป็นสินทรัพย์ค้ำประกัน และฐานะการคลังของรัฐบาลกรีซไม่สามารถที่จะชำระมูลหนี้ตามที่ตราไว้บนพันธบัตรดังกล่าวได้หากไม่ได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากโครงการให้ความช่วยเหลือที่สิ้นสุดไปตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2558 และประชาชนชาวกรีซยังได้ปฏิเสธเงื่อนไขที่อาจนำมาใช้สำหรับโครงการให้ความช่วยเหลือชุดใหม่ได้
3. สภาผู้ว่าการของ ECB มีมติเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2558 ให้รักษาเพดานระดับความช่วยเหลือสินเชื่อ ELA แก่ธนาคารต่างๆ ในกรีซไว้ที่ 8.9 หมื่นล้านยูโร แต่ได้ปรับเปลี่ยนการประเมินราคาสินทรัพย์ที่ธนาคารผู้ขอกู้ใช้ค้ำประกันตามนัยข้อ 2 โดยธนาคารผู้ขอกู้ต้องนำสินทรัพย์มาค้ำประกันเพิ่มขึ้นหากธนาคารยังต้องการที่จะรักษาระดับเงินกู้ ELA ไว้คงเดิม
4. ในด้านการเมือง ท่าทีของผู้นำทางการเมืองจากฝ่ายเจ้าหนี้ที่มองว่าการจัดทำประชามติเป็นการตัดสินใจว่ากรีซจะต้องการอยู่ในเขตสกุลเงินยูโรต่อไปหรือไม่ และท่าทีของรัฐบาลกรีซที่อ้างความชอบธรรมตามหลักการประชาธิปไตยในการปฏิเสธนโยบายรัดเข็ดขัดมาโดยตลอด จะทำให้การเจรจาสำหรับการให้ความช่วยเหลือใดๆ แก่กรีซเป็นไปด้วยความยากลำบาก อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกรีซได้ส่งสัญญาณที่จะประนีประนอมมากขึ้น โดยได้มีการแต่งตั้งรัฐมนตรีคลังคนใหม่คือนาย Euclid Tsakalotos หลังจากที่นาย Yanis Varoufakis รัฐมนตรีคลังของกรีซได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 6 กรกฎาคม 2558 โดยที่ผ่านมานาย Varoufakis ใช้ความแข็งกร้าว ไม่ประนีประนอมในการเจรจามาโดยตลอดและทำให้รัฐมนตรีคลังคนอื่นในกลุ่ม Eurogroup แสดงท่าทีว่า ไม่ต้องการเจรจากับนาย Varoufakis ต่อไป
8 กรกฎาคม 2558
แหล่งข้อมูล:
คณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป
โดย:
ทีมงาน ThaiEurope.net
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
