ตามที่รัฐบาลเยอรมนีได้ประกาศใช้กฎหมายกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ 8.50 ยูโรต่อชั่วโมง นับตั้งแต่ 1 มกราคม 2558 เป็นต้นมา ปัจจุบันเริ่มมองเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตลาดแรงงานและสภาวะเศรษฐกิจของประเทศในบางส่วน ดังนี้
ผลกระทบเชิงบวก
ปริมาณการจ้างงานแบบมีประกันสังคมเพิ่มขึ้น จากสถิติ ณ ธ.ค. 2558 ราว 31 ล้านตำแหน่ง มีปริมาณเพิ่มขึ้น 210,000 ตำแหน่ง ณ พ.ค. 2558 หรือคิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้น 0.5% ทั้งนี้มีผลดีต่อลูกจ้างให้ได้รับการคุ้มครอง
เมื่อประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นจึงจับจ่ายมากขึ้น รัฐมีรายรับเพิ่มจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่งผลให้ภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศปรับตัวดีขึ้น
แรงงานบางสาขา เช่น ช่างทำผมและเสริมสวย แรงงานภาคเกษตร พนักงานโรงแรมและร้านอาหาร มีรายได้สูงขึ้นอย่างชัดเจน จากเดิมที่ได้รับค่าตอบแทนเพียง 7.5 ยูโรต่อชั่วโมง หรือต่ำกว่า
อนึ่ง สถิติปริมาณคนว่างงานในเยอรมนีปัจจุบันอยู่ที่ 2.77 ล้านคน หรือ 6.3% โดยลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 99,000 คน
ผลกระทบเชิงลบ
ปริมาณตำแหน่งงานแบบ Minijob ซึ่งหมายถึง การจ้างงานแบบไม่เต็มตำแหน่ง ค่าตอบแทนไม่เกิน 450 ยูโรต่อเดือน ลูกจ้างไม่ต้องเสียภาษีและไม่มีประกันสังคม ลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยในไตรมาสแรกลดลง 2.8% หรือ 190,000 ตำแหน่ง เหลืออยู่ที่ 6.6 ล้านตำแหน่งทั่วประเทศ ทั้งนี้สาขาที่ได้รับผลกระทบมากสุดคือ อู่ซ่อมและศูนย์รถ มีการจ้างงานแบบนี้ลดลง 63,000 ตำแหน่ง
ที่มา BMAS, Der Spiegel, Die welt, destatis และ www.arbeitsagentur.de
ข้อมูลเพิ่มเติม ผลกระทบของค่าจ้างขั้นต่ำต่องานมินิจ๊อบ
สถิติจากศูนย์มินิจ๊อบเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2558 ระบุว่ามีผู้ทำงานมินิจ๊อบลดลงในช่วงสามเดือนแรกของปี 2558 หลังการบังคับใช้ค่าจ้างขั้นต่ำเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2558 ที่กำหนดค่าจ้างขั้นต่ำเป็นชั่วโมงละ 8.50 ยูโร และเมื่อถึงวันที่ 31 มีนาคม 2558 พบว่ามีผู้ทำงานมินิจ๊อบลดลง 237,000 คนเหลือ 6.6 ล้านคนหรือคิดเป็น 3.5 เปอร์เซนต์
งานมินิจ๊อบในบริบทของเยอรมนีนั้นคืองานที่ลูกจ้างได้รับค่าจ้างไม่เกิน 450 ยูโรต่อเดือน ทำให้คนที่มีชั่วโมงทำงานน้อยไม่ต้องเสียภาษี เดิมลูกจ้างที่ทำงานมินิจ๊อบจะได้รับค่าจ้างประมาณ 5-10 ยูโรต่อชั่วโมง ในขณะที่ค่าจ้างขั้นต่ำได้กำหนดไว้ที่ 8.50 ยูโรต่อชั่วโมง และลูกจ้างที่ทำงานมินิจ๊อบจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์เช่นผู้ทำงานประจำ
งานมินิจ๊อบได้แก่ งานขายปลีก งานด้านดูแลสุขภาพ และงานบ้าน ซึ่งมีผู้มองว่างานมินิจ๊อบให้โอกาสที่ดีกับผู้ที่อยู่กับบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นมารดา ผู้ที่เกษียณอายุ นักศึกษา และเป็นงานที่ช่วยให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นด้านกำลังแรงงานมากขึ้น แต่ก็มีผู้วิจารณ์ระบบนี้ด้วยเช่นกันว่า เจตนาที่กำหนดให้มีงานมินิจ๊อบก็คือเพื่อให้เป็นก้าวแรกสำหรับผู้ที่จะขยับขยายไปทำงานในตำแหน่งที่สูงขึ้น แต่ผลก็คือระบบมินิจ๊อบกลับไม่ได้สร้างแรงจูงใจให้กับนายจ้างที่จะปรับงานมินิจ๊อบให้เป็นงานประจำ และนายจ้างยังอาจใช้งานมินิจ๊อบมาทดแทนงานประจำด้วยเช่นกัน
ยอดตัวเลขงานมินิจ๊อบที่ลดลงจากผลของค่าจ้างขั้นต่ำนั้นจะเห็นได้ชัดในรัฐทางตะวันออกของเยอรมนี ซึ่งโดยทั่วไปแล้วลูกจ้างจะได้รับค่าจ้างน้อยกว่าทางตะวันตก โดยที่รัฐแซกโซนี-อันฮัลต์มีอัตราการลดลงสูงสุดถึง 7.7 เปอร์เซนต์ และที่รัฐทูรินเจียลดลงถึง 6.6 เปอร์เซนต์
สถาบันวิจัยทางเศรษฐกิจได้ออกมาเตือนผลกระทบของค่าจ้างขั้นต่ำต่องานมินิจ๊อบ อีกทั้งโฆษกหน่วยงานเพื่อการมีงานทำแห่งสหพันธ์ฯ ยังได้กล่าวว่าค่าจ้างขั้นต่ำนั้นมีบทบาทอย่างมากต่อการลดลงของงานมินิจ๊อบ โดยเฉพาะในช่วงสองเดือนหลังการบังคับใช้ค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งเห็นได้ชัดว่างานมินิจ๊อบลดลงเป็นสองเท่าจากจำนวนที่ลดลงเมื่อปีก่อน
ผลการศึกษาโดยกระทรวงกิจการครอบครัวแห่งเยอรมนีในปี 2555 พบว่าสตรีอาจมีความเสี่ยงต่อการที่จะต้องทำงานมินิจ๊อบเป็นเวลายาวนาน ทั้งๆ ที่จริงแล้วไม่ได้มีความตั้งใจให้มินิจ๊อบเป็นระบบที่สร้างสตรีซึ่งไร้อำนาจทางเศรษฐกิจและต้องพึ่งพิงคนอื่น สถิติจากศูนย์มินิจ๊อบระบุว่าส่วนใหญ่ของผู้ที่ทำงานมินิจ๊อบช่วงต้นปี 2558 เป็นสตรีถึง 60.8 เปอร์เซนต์และเป็นชาย 39.2 เปอร์เซนต์
ส่วนภาคงานที่มีงานมินิจ๊อบเพิ่มขึ้นคืองานบ้านส่วนบุคคล สถิติ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2558พบว่ามีผู้ทำงานบ้านถึง 284,000 คน เพิ่มจากปีก่อนหน้าประมาณ 6.1 เปอร์เซนต์ ทั้งนี้ ดร. อีริค ทอมเซน หัวหน้าศูนย์มินิจ๊อบแห่งเมืองเอสเซนกล่าวว่า ลูกจ้างทำงานบ้านมีแนวโน้มที่จะจดทะเบียนอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นผู้หญิงทำงานบ้านแบบมินิจ๊อบถึง 91.4 เปอร์เซนต์ และพบว่าจำนวนลูกจ้างมินิจ๊อบในกลุ่มผู้มีอายุระหว่าง 60-65 ปีเพิ่มขึ้นถึง 2.8 เปอร์เซนต์ ส่วนกลุ่มผู้มีอายุเกิน 65 ปีนั้นเพิ่มขึ้น 1.7 เปอร์เซนต์
ที่มา: ฝ่ายแรงงานประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน แปลจากหนังสือพิมพ์เดอะโลคอล http://www.thelocal.de/jobs/article/minimum-wage-is-killing-the-minijob ฉบับวันที่ 20 พฤษภาคม 2558
สอท. เบอร์ลิน 6 ส.ค. 2558
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
