สภาการค้าและอุตสาหกรรมแห่งชาติลาวเสนอนโยบายและมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังการแพร่ระบาด ของโรคโควิด 19
เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2563 สภาการค้าและอุตสาหกรรมแห่งชาติลาว ในฐานะคณะเฉพาะกิจรับผิดชอบติดตามผลกระทบ
และการดำเนินการตามนโยบายและมาตรการเพื่อลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ได้จัดทำรายงาน
เสนอให้รัฐบาล สปป. ลาวพิจารณานโยบายและมาตรการลดผลกระทบและฟื้นฟูเศรษฐกิจลาว ทั้งในช่วงการแพร่ระบาด
และหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 โดยมีข้อเสนอสำคัญ ดังนี้
1. เรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดนโยบายและมาตรการเฉพาะเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและการผลิตของทุกภาคส่วน ให้สามารถ
กลับมาผลิตสินค้าและให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ คาดว่าการฟื้นฟูเศรษฐกิจอาจใช้ระยะเวลาประมาณ 28 เดือน
2. กำหนดนโยบายและมาตรการเพื่อให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินมีสภาพคล่องและเป็นแหล่งเงินทุน ให้ภาคธุรกิจ
โดยเฉพาะการดำเนินการตามข้อตกลงของธนาคารแห่ง สปป. ลาว ว่าด้วยนโยบายสินเชื่อเพื่อแก้ไขผลกระทบจากการแพร่ระบาด
ของโรคโควิด 19 รวมทั้งมาตรการเร่งด่วนประกอบด้วยการผ่อนผันข้อกำหนดผ่อนชำระเงินทุน การปล่อยเงินกู้เป็นเงินตราต่างประเทศ
การสร้างกลไกการแลกเปลี่ยนภาระผูกพันสกุลเงิน การจัดตั้งกองทุนค้ำประกันเงินกู้ การปล่อยเงินกู้ฉุกเฉินให้สถาบันการเงิน
MSMEs และการปล่อยเงินกู้ของกองทุนส่งเสริม SMEs
3. พิจารณาเข้าร่วมโครงการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมหภาค และเพื่อฟื้นฟู
เศรษฐกิจลาว
4. พัฒนาการบริการหุ้นนอกตลาด โดยการอนุญาตจัดตั้งกองทุนหุ้นนอกตลาด (Private Equity-PE) ผู้ร่วมลงทุน
(Venture Capital-VC) และการบริการอื่น ๆ เพื่อระดมทุนฟื้นฟูเศรษฐกิจ
5. พิจารณาขายทรัพย์สินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์หรือด้อยประสิทธิภาพเพื่อนำมาเป็นงบประมาณของรัฐ โดยต้องเป็นไปตาม
มาตรฐานสากล มีความโปร่งใสและยุติธรรม
6. พิจารณาจัดสรรงบประมาณฟื้นฟูเศรษฐกิจและภาคการผลิต และช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างน้อย 380 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
หรือร้อยละ 2 ของ GDP ปี 2562 โดยจัดสรรให้ภาคธุรกิจประมาณ 152 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือร้อยละ 40 ของงบประมาณดังกล่าว
7. กำหนดนโยบายและมาตรการด้านภาษีอากร ประกอบด้วยการลดภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือร้อยละ 5 (ลดลงร้อยละ 50) และการยกเว้น
ภาษีกำไรให้แก่กิจการที่ได้รับผลกระทบเป็นเวลา 28 เดือน เริ่มจากเดือน ก.ค. 2563 8. ปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่อำนวยความสะดวก
หรือร้อยละ 2 ของ GDP ปี 2562 โดยจัดสรรให้ภาคธุรกิจประมาณ 152 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือร้อยละ 40 ของงบประมาณดังกล่าว
7. กำหนดนโยบายและมาตรการด้านภาษีอากร ประกอบด้วยการลดภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือร้อยละ 5 (ลดลงร้อยละ 50) และการยกเว้น
ภาษีกำไรให้แก่กิจการที่ได้รับผลกระทบเป็นเวลา 28 เดือน เริ่มจากเดือน ก.ค. 2563 8. ปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่อำนวยความสะดวก
การดำเนินธุรกิจและลดอันดับ Ease of Doing Business จากอันดับที่ 154 โดยใช้เวทีการประชุม Lao Business Forum ในการแก้ไขปัญหา
และข้อจำกัดต่าง ๆ ร่วมกับภาคธุรกิจ และการจัดตั้งคณะประสานงานภาครัฐและภาคธุรกิจเพื่อติดตามและประเมินผลการอำนวย
ความสะดวกในการทำธุรกิจ
นอกจากนี้ ภาครัฐและภาคเอกชนควรร่วมมือกันวางแผน ตรวจสอบ และประเมินแผนงานและโครงการของรัฐบาล พร้อมทั้งผลักดัน
และส่งเสริมการผลิตสินค้า การอุปโภคและบริโภคสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ และการควบคุมการนำเข้าสินค้าอุปโภค
การพัฒนาระบบการศึกษาด้านเทคนิควิชาชีพ และการพัฒนาและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว
สภาการค้าฯ จัดตั้งโครงการนำร่องเพื่อริเริ่มการฟื้นฟูภาคการผลิต ประกอบด้วย (1) โครงการปรับปรุงระบบกู้ยืมให้กับกลุ่มชาวสวน
และ MSMEs ในนครหลวงเวียงจันทน์ (2) โครงการสนับสนุนสินเชื่อจากกองทุน SMEs (3) โครงการฟื้นฟูธุรกิจการท่องเที่ยว
และข้อจำกัดต่าง ๆ ร่วมกับภาคธุรกิจ และการจัดตั้งคณะประสานงานภาครัฐและภาคธุรกิจเพื่อติดตามและประเมินผลการอำนวย
ความสะดวกในการทำธุรกิจ
นอกจากนี้ ภาครัฐและภาคเอกชนควรร่วมมือกันวางแผน ตรวจสอบ และประเมินแผนงานและโครงการของรัฐบาล พร้อมทั้งผลักดัน
และส่งเสริมการผลิตสินค้า การอุปโภคและบริโภคสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ และการควบคุมการนำเข้าสินค้าอุปโภค
การพัฒนาระบบการศึกษาด้านเทคนิควิชาชีพ และการพัฒนาและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว
สภาการค้าฯ จัดตั้งโครงการนำร่องเพื่อริเริ่มการฟื้นฟูภาคการผลิต ประกอบด้วย (1) โครงการปรับปรุงระบบกู้ยืมให้กับกลุ่มชาวสวน
และ MSMEs ในนครหลวงเวียงจันทน์ (2) โครงการสนับสนุนสินเชื่อจากกองทุน SMEs (3) โครงการฟื้นฟูธุรกิจการท่องเที่ยว
(4) โครงการฟื้นฟูอุตสาหกรรมแปรรูป และ (5) โครงการจัดตั้งหน่วยงานให้คำปรึกษาแก่ SMEs (SMEs Clinic) ที่ได้รับผลกระทบ
พร้อมทั้งจะปรับปรุงยุทธศาสตร์และแผนงานระยะ 5 ปี (2564 - 2568) ของสภาการค้าฯ ให้เหมาะสมกับสภาพปัจจุบันและความต้องการ
ของผู้ที่ได้รับผลกระทบ
ที่มา: เว็บไซต์สภาการค้าและอุตสาหกรรมแห่งชาติลาว วันที่ 18 พ.ค. 2563
https://lncci.la/lncci-propose-8-policies-and-measures-to-the- government/?fbclid=IwAR1wPUDSl4o_XsEl8iZbnA8lnQqDJS_fKtS8_Al_XTIJDW-g9kQKUOEd0aI
ที่มา: เว็บไซต์สภาการค้าและอุตสาหกรรมแห่งชาติลาว วันที่ 18 พ.ค. 2563
https://lncci.la/lncci-propose-8-policies-and-measures-to-the- government/?fbclid=IwAR1wPUDSl4o_XsEl8iZbnA8lnQqDJS_fKtS8_Al_XTIJDW-g9kQKUOEd0aI
28 พฤษภาคม 2563
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
