S&P ปรับลดอันดันความน่าเชื่อถือประเทศในเขตยูโรโซน

เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 13 มกราคม (เวลาประเทศไทย) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Standard&Poor’s (S&P) ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือระยะยาวของ 9 ประเทศในเขตยูโรโซนที่มีทั้งหมด 17 ประเทศ โดยมีประเทศที่ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลง 1 ระดับ (1Notch) ได้แก่ ฝรั่งเศส ออสเตรีย มอลต้า สโลวาเนีย และสโลวาเกีย และประเทศที่ถูกปรับลดลง 2 ระดับ (2 Notches) ได้แก่ อิตาลี โปรตุเกส สเปน และไซปรัส

                    สาเหตุหลักที่ S&P ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศดังกล่าว เนื่องจากเชื่อว่ามาตรการแก้ไขวิกฤติหนี้ในยุโรปที่ผู้นำยุโรปได้ตกลงกันเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ที่ผ่านมา (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมจากรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจยูโรโซน ประจำเดือนธันวาคม) ไม่มีความชัดเจนเพียงพอที่จะสามารถแก้ไขปัญหาวิกฤติหนี้สาธารณะในยุโรปอย่างจริงจัง ประกอบกับแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศที่ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือดังกล่าวค่อนข้างเปราะบาง

                   ประเด็นสำคัญของการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือดังกล่าวข้างต้น คือ ประเทศฝรั่งเศสและประเทศออสเตรีย ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือมาอยู่ที่ AA+ ซึ่งเป็นระดับต่ำกว่าระดับสูงสุด AAA ส่งผลให้เหลือเพียงแค่ 4 ประเทศ (เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ ฟินแลนด์ ลักเซมเบิรก์) ในเขตยูโรโซนทั้งหมด 17 ประเทศ ที่มีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ที่ระดับ AAA  

                   วิเคราะห์ผลกระทบ

                   ผลกระทบระยะสั้น

                   การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของ S&P ได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลก โดยในวันศุกร์ที่ 13 มกราคม 2555 ค่าเงินยูโรต่อดอลลาร์สหรัฐอ่อนลงมาอยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบ 17 เดือนที่ 1.26$/€ ขณะที่ดัชนีหุ้นดาวโจนส์และดัชนีหุ้น Nasdaq ปรับลด 0.5% และดัชนีหุ้น FTSE All-World Index ปรับลด 0.4% 

                   สำนักงานที่ปรึกษาเศรษฐกิจและการคลัง ประจำสหราชอาณาจักรและยุโรป คาดว่า ตลาดเงินและตลาดทุนของเอเชียรวมทั้งของไทย (ซึ่งปิดตลาดไปแล้วในช่วงที่ S&P ประกาศปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือเมื่อคืนวันศุกร์ ตามเวลาในเอเชีย) น่าจะปรับตัวลดลง โดยคาดว่า นักลงทุนต่างชาติ อาจจะถอนเงินออกจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง เช่น หุ้นในเอเชีย ไปถือสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัย Safe-haven Assets เช่น พันธบัตรสหรัฐและทองคำ ส่งผลให้ค่าเงินในสกุลเอเชีย รวมทั้งค่าเงินบาทน่าจะอ่อนค่าลงควบคู่กับการปรับตัวลดลงของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในวันเปิดทำการวันแรกของสัปดาห์ (จันทร์ที่ 16 มกราคม)

                  อย่างไรก็ดี เสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยที่มั่นคงมาก (ดังจะเห็นได้จาก ทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีอยู่สูงถึงประมาณ 180 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมากกว่าหนี้ต่างประเทศทั้งหมดที่มีอยู่ 112 พันล้านเหรียญ และทุนสำรองฯ มีมากกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นถึงประมาณ 3.3 เท่า) จะสามารถรองรับความผันผวนของค่าเงินดังกล่าวในระยะสั้นได้ 

                  ผลกระทบระยะปานกลาง-ยาว

                 ผลกระทบทางตรงต่อประเทศที่ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ คือ จะส่งผลให้ต้นทุนในการกู้ยืมเงินของรัฐบาลในประเทศที่ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือปรับตัวสูงขึ้น โดยประเด็นที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง คือ การปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องของดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลของสเปนและอิตาลี ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ในข่ายที่อาจต้องประสบกับวิกฤติหนี้สาธารณะอย่างเต็มรูปแบบ (ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามปกติ จนต้องขอรับความช่วยแหลือทางการเงิน เช่นเดียวกับ กรีซ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส) ทั้งนี้ ภายหลังจากที S&P ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือดังกล่าว อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสเปนระยะ 10 ปี ปรับสูงขึ้นทันที 13 Basis points มาอยู่ที่ 5.26% และอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอิตาลีระยะ 10 ปี ปรับสูงขึ้นทันที 11 Basis Points มาอยู่ที่ 6.88% 

                 การปรับตัวสูงขึ้นของดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสเปนและอิตาลี จะทำให้ราคาพันธบัตรของสเปนและอิตาลีปรับตัวลดลง ซึ่งสามารถส่งผลต่อเนื่องต่อฐานะการเงินของสถาบันการเงินในยุโรปที่ถือพันธบัตรสเปนและอิตาลีได้

                โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากตลาดการเงินขาดความเชื่อมั่นในสถาบันการเงินที่มีแนวโน้มขาดทุนจากการถือพันธบัตรรัฐบาล ก็จะทำให้ สถาบันดังกล่าว ไม่สามารถกู้เงินระยะสั้น Inter bank จากตลาดเงินได้ตามปกติ และอาจจะต้องประสบกับปัญหาการขาดสภาพคล่องได้ในระยะเวลาสั้น กลายเป็นวิกฤติสภาพคล่อง (Liquidity Crisis) และหากไม่สามารถแก้ปัญหาวิกฤติสภาพคล่องได้ ก็สามารถส่งผลให้เกิดวิกฤติสถาบันการเงินล้มละลาย (Banking Crisis)ต่อไป 

                  สำนักงานที่ปรึกษาเศรษฐกิจการคลังฯ ประเมินว่า ความเสี่ยงในการลุกลามไปสู่วิกฤติสภาพคล่องในปัจจุบันค่อนข้างน้อย เนื่องจากธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ออกมาตรการฉุกเฉินเพื่อเพิ่มป้องกันวิกฤติสภาพคล่องไปแล้วเมื่อเดือนก่อน โดยได้อนุญาตให้สถาบันการเงินในยุโรปสามารถมาขอกู้เงินระยะยาว 3 ปี (Longer-term Refinancing Operation: LTRO) จาก ECB ได้ และขณะนี้มีสถาบันการเงินในยุโรปถึง 589 แห่งได้เข้ามาขอใช้เงินกู้ดังกล่าวถึง 489 พันล้านยูโร ซึ่งน่าจะเพียงพอที่จะป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติสภาพคล่องได้ในระยะปานกลาง 

                 อย่างไรก็ดี ประเด็นที่น่าเป็นห่วงที่สุดในระยะยาว คือ ผลกระทบทางอ้อมของการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือดังกล่าวต่อกองทุน European Financial Stability Facility: EFSF ซึ่งประเทศยูโรโซนใช้เป็นกลไกในการช่วยเหลือประเทศสมาชิกยูโรที่ประสบปัญหาทางการเงิน ทั้งนี้ กองทุนEFSF ดังกล่าวได้ใช้เครดิตของประเทศสมาชิกทั้ง 17 ประเทศในยูโรโซนในการประกันการออกตราสารกู้เงินจากตลาดเงิน เพื่อมาปล่อยกู้ต่อให้ประเทศสมาชิกที่ประสบปัญหา ซึ่งขณะนี้กองทุนมีความสามารถที่จะออกพันธบัตรระดับ AAA มาปล่อยกู้ต่อได้ในวงเงิน 440 พันล้านเหรียญสหรัฐ แต่การที่ฝรั่งเศสและออสเตรีย (ซึ่งเป็นประเทศที่ค้ำประกันการออกตราสารของ EFSF รวมกันถึง 40%) ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือให้ต่ำกว่าระดับ AAA น่าจะส่งผลให้พันธบัตรของ EFSF ถูกปรับลดระดับความน่าเชื่อถือให้ต่ำกว่าระดับ AAA เช่นกัน ซึ่งในที่สุดจะส่งผลกระทบให้ต้นทุนการกู้เงินของ EFSF สูงขึ้น และทำให้เงินกองทุนที่จะมาช่วยเหลือประเทศสมาชิกที่ประสบปัญหาก็จะน้อยลง  

                  การที่กองทุน EFSF มีวงเงินน้อยลง จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดการเงินต่อการแก้ปัญหาและการให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศที่ประสบปัญหาในอนาคต ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในสภาวะปัจจุบันที่ตลาดการเงินกำลังจับตาการแพร่ขยายของวิกฤติหนี้สาธารณะจากกรีซ ไอร์แลนด์ และโปรตุเกส ไปสู่อิตาลี และสเปน 

                  หากวิกฤติหนี้สาธารณะลุกลามไปสู่อิตาลี สเปน ซึ่งมีขนาดระบบเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 และ 4 ของยูโรโซน เชื่อว่าวิกฤติหนี้สาธารณะจะแพร่ขยายไปสู่ยูโรปในวงกว้าง ซึ่งจะสามารถส่งผลกระทบต่อประเทศไทยได้ 2 ช่องทางหลัก คือ (1) ด้านการเงิน ผ่านเงินทุนไหลออก ตลาดเงินตลาดทุนผันผวน สภาพคล่องตึงตัว และความเสี่ยงของคู่ค้าทางการเงินในยุโรปที่มีความเสี่ยงล้มละลาย (Counterparty Risk) และ (2) ด้านการค้า ผ่านการส่งออกสินค้าและบริการของไทยที่ลดลง ซึ่งประเทศไทยมีสัดส่วนการค้าสินค้ากับยุโรปถึงประมาณ 1 ใน 10 ของมูลค่าการค้ารวม และไทยมีสัดส่วนการบริการท่องเที่ยวจากยุโรปถึงประมาณ 1 ใน 4 ของนักท่องเที่ยวรวมที่เดินทางมาประเทศไทย

 

 

 

 

23 มกราคม 2555

Back to the list

More Related

  • โปรตุเกสอาจไม่ใช่ประเทศลำดับต้น ๆ ที่โลกนึกถึงถ้าจะต้องเลือกไปค้าและลงทุน ณ เวลานี้ แต่สำหรับประเทศไทย เป็นจังหวะที่น่าสนใจ ต้นเดือน ก.ค. ศกนี้ กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ ชวนไปสำรวจโอกาสในโปรตุเกสด้วยกัน เพราะกำลังจะจะมีการหารือสองฝ่ายที่เรียกว่า การประชุม Political Dialogue ไทย-โปรตุเกส ครั้งที่ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 8 ก.ค. 2559 ที่กรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส ไทยอยากผลักดันเรื่องอะไรกับโปรตุเกส เวทีนี้คือโอกาส
  • แรงจูงใจทางด้านภาษีคือแม่เหล็กสำคัญที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ใช้ดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ รัฐบาลในอียูหลายประเทศก็เช่นกัน ต่างแข่งขันกันลดภาษีดึงดูดการลงทุน จนเรียกได้ว่ากลายเป็นสงครามภาษีระหว่างประเทศ  หรือ International Tax War แต่ตอนนี้ เอกชนที่ไปลงทุนในอียูคงต้องระวังมากขึ้น เพราะแรงจูงใจทางภาษีที่ได้รับ อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายบริษัท หากไม่ได้ตรวจสอบให้ดีก่อนว่า การลดหรือยกเว้นภาษีนั้นผิดกฎการอุดหนุนโดยภาครัฐ  
  • ฟินแลนด์ ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย นอกจากจะเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านความสวยงามทางธรรมชาติท่ามกลางบรรยากาศอันหนาวเย็น
  • สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Decision 2015/1338 of 30 July 2015 amending Decision 2011/163/EU on the approval of plans submitted by third countries in accordance with Article 29 of Council Directive 96/23/EC ซึ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไขบัญชีรายชื่อประเทศที่สามที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าสินค้าที่ปลอดสารตกค้่าง
  • เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ทางสหภาพยุโรปได้ออกประกาศกฎระเบียบ 2 ฉบับ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้...
  • เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๘ สหภาพยุโรปออกประกาศกฎระเบียบ Commission Regulation (EU) 2015/1005 of 25 June 2015 amending Regulation (EC) No 1881/2006 as regards maximum levels of lead in certain foodstuffs โดยตีพิมพ์ใน EU Official Journal L 161/9 ซึ่งเป็น การกำหนดระดับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่ว (lead) ในสินค้าอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน อันเป็นการแก้ไขกฎระเบียบเดิม ซึ่งได้แก่ Regulation (EC) No 1881/2006 เพื่อให้สอดคล้องกับผลงานวิจัย ของคณะทำงาน CONTAM Panel ของ EFSA ซึ่งได้ระบุว่า สารตะกั่วที่ได้รับผ่านการบริโภคอาหาร สามารถก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อพัฒนาการทางสมองในเด็กเล็ก และก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และ ความเป็นพิษต่อไตในผู้ใหญ่ได้ จึงเห็นควรให้มีการปกป้องกลุ่มผู้บริโภคที่มีความเสี่ยง คือ กลุ่มเด็กเล็กและ ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ ดังนั้น ในครั้งนี้ จึงให้มีการปรับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่วในสินค้าพืช สัตว์ และสัตว์น้ำบางรายการขึ้นใหม่...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ