เมื่อวันยุโรปเวียนมาบรรจบในวันที่ 9 พฤษภาคม 2555 ฝ่ายต่างๆ ยังคงวิตกกังวลกับอนาคตของอียูท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจ ที่ดูท่าจะยังไม่คลี่คลายลงง่ายๆ (วันยุโรป หรือ “Europe Day” ซึ่งตรงกับวันที่ 9 พฤษภาคม ของทุกๆ ปี เป็นวันฉลองครอบรอบโอกาสที่นายโรเบิร์ท ชูมัน รัฐมนตรีต่างประเทศของฝรั่งเศส ได้เสนอแผนจัดตั้งชุมชนเหนือชาติยุโรปขึ้นเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2493)
นาย Martin Schulz ประธานรัฐสภายุโรป กล่าวในที่ประชุมรัฐสภาฯ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมาว่า “[ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจ] เงินสกุลยูโร ซึ่งเป็นหนึ่งในความสำเร็จสำคัญจากการบูรณาการภูมิภาคยุโรปกำลังถูกท้าทาย แต่การที่อียูจะไปรอดได้ก็ต่อเมื่อประเทศสมาชิกอียูยึดมั่นในความเป็นหนึ่งเดียวกันเหนือผลประโยชน์ระดับประเทศ การเรียกร้องให้กลับไปใช้สกุลเงินประจำชาติจะยิ่งก่อให้เกิดความเสียหายทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง และจะทำให้บทบาทของอียูในเวทีโลกตกต่ำไปด้วย” นาย Schulz ย้ำต่อไปว่า “เราต้องการยุโรป [อียู] ในยุคโลกาภิวัตน์มากกว่ายุคใดๆ เพื่อปกป้องรูปแบบประชาธิปไตยและระบบรัฐสวัสดิการของเรา”
ประธานรัฐสภายุโรปปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าประชาชนยุโรปเบื่อและไม่ต้องการให้มีการบูรณาการในระดับอียูมากไปกว่าที่เป็นอยู่ และยังมองว่าการเลือกตั้งในฝรั่งเศสและในกรีซ—ที่ประชาชนเลือกลงคะแนนเสียงให้ฝ่ายต่อต้านการใช้มาตรการรัดเข็มขัดและตัดงบประมาณเพื่อจัดการกับวิกฤติเศรษฐกิจ (anti-austerity) ได้รับชัยชนะ—เพียงแสดงให้เห็นว่า ประชาชนยุโรปใส่ใจและอยากมีส่วนร่วมในการกำหนดชะตากรรมของอียู แต่ไม่ใช่เป็นการปฏิเสธอียูแต่อย่างใด
ในอีกด้านหนึ่ง รายงานพิเศษในวาระวันยุโรปของหนังสือพิมพ์ Financial Times กลับมีทัศนะแตกต่างออกไป โดยบทความตอนหนึ่งระบุว่า “ความตั้งใจดีและนโยบายที่เหมาะสมนั้นไม่เพียงพอ สุดท้ายแล้วการบูรณาการ [ทางเศรษฐกิจและการเมืองของอียู] ต้องได้รับการสนับสนุนจากประชาชนที่จริงๆ แล้วควรจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์หลักของการบูรณาการดังล่าว” ซึ่งอาจจะแปลได้ว่าประชาชนกำลังเริ่มตั้งคำถามและแสดงออกถึงการต่อต้านแนวคิดและกรอบนโยบายระดับอียูหรือไม่
ในขณะที่กระแสแนวคิดหลักๆ เห็นด้วยว่าการกระชับการบูรณาการทางการคลัง (fiscal union) ของอียู เป็นเรื่องจำเป็นหาก 17 ประเทศยูโรโซนยังอยากจะมีเงินสกุลยูโรใช้ แต่อุปสรรคที่สำคัญ ณ นาทีนี้ ที่ทำให้การบูรณาการดังกล่าวเป็นไปได้ยากคือ ความขัดแย้งระหว่างแนวความคิดของเยอรมนีในด้านหนึ่ง อิตาลีและฝรั่งเศสในอีกด้านหนึ่ง
ระหว่างมาตรการรัดเข็มขัดกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
เยอรมนีมีท่าทีชัดเจนว่าต้องการนำพา 17 ประเทศยูโรโซนเดินหน้าลงนามความตกลงว่าด้วยวินัยทางการคลัง เพื่อหวังใช้กฎระเบียบต่างๆ ในความตกลงเป็นหลักประกันว่า ประเทศใน ยูโรโซนจะไม่ก่อปัญหาด้านบัญชีงบประมาณและหนี้สินอย่างที่ผ่านมา ในขณะที่อิตาลีและแนวโน้มของฝรั่งเศสหลังการเลือกตั้งกลับแสดงว่ามาตรการรัดเข็มขัดคืออุปสรรคสำคัญในการเร่งขยายตัวทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างรายได้และแก้ปัญหาการว่างงาน โดยนาย Mario Monti นายกรัฐมนตรีของอิตาลี ต้องออกมาเสนอแนวคิดให้ประเทศยูโรโซนที่ยังมีเครดิตเรทติ้งในระดับ AAA เป็นผู้ค้ำประกันการออกตราสารหนี้แก่ประเทศยูโรโซนอื่นๆ เพื่อหวังผลในแง่การระดมเงินทุนในตลาดหลักทรัพย์อย่างคล่องตัวมากขึ้นและในต้นทุนที่ต่ำกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ข้อเสนอนี้มองในแง่หนึ่งได้ว่า จะช่วยทำให้ประเทศยูโรโซนที่กำลังประสบปัญหาวิกฤติหนี้และถูกบีบรัดโดยมาตรการรัดเข็มขัด สามารถระดมเงินทุนในอัตราที่ถูกกว่า เพื่อมาใช้ลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และช่วยลดผลกระทบต่อสังคม เช่นการว่างงานระหว่างที่รัฐบาลทำการยกเครื่องจัดระเบียบระบบเศรษฐกิจ และการเงินการคลังของตนใหม่ โดยแนวความคิดดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มประเทศ G7 อย่าง สหรัฐฯ และอังกฤษด้วยเพราะมองว่าช่วยสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนไม่กลัวที่จะลงทุนกับตราสารหนี้ของอียูที่มี 17 ประเทศค้ำประกันอยู่เช่นนี้
ข้อเสนอของ นาย Monti นี้ สอดคล้องกับคำกล่าวของนาย Martin Callana ผู้นำพรรคอนุรักษ์นิยมในสภายุโรป ที่ย้ำหลักการว่า “มาตรการรัดเข็มขัดจะต้องไม่นำไปสู่การหดตัวทางเศรษฐกิจ และในท้ายที่สุด เราควรถกเถียงกันในเรื่องวิธีการที่เหมาะสมที่สุด บนพื้นฐานของการนำไปสู่เป้าหมายเดียวกัน”
น่าติดตามว่าในท้ายที่สุด อียูจะใช้นโยบายของฝ่ายใดแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจและวิกฤติหนี้ที่อียูประสบอยู่
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
