อียูสรุปผล Scoping Exercise กับเวียดนาม

ด้วยเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2555 คณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า (DG TRADE) ได้เผยแพร่ข่าวการสรุปผลการจัดทำ Scoping Exercise กับเวียดนามซึ่งเป็นขั้นตอนการเตรียมการที่สำคัญของการเจรจา FTA โดยทั้งสองฝ่ายได้แถลงสรุปผลในช่วงการประชุม ASEAN-EU Economic Meeting ครั้งที่ 11 ณ กรุงพนมเปญ ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้

                     1.    รัฐมนตรีการค้ายุโรป (นาย Karel De Gucht) เห็นว่าการกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าและการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจระหว่างสหภาพฯ และเวียดนามจะเป็นประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย เนื่องจากจะเป็นการเพิ่มโอกาสทางการค้าแก่ทั้งผู้นำเข้าและผู้ส่งออก ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้บริโภคและจะช่วยส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย ในการนี้ สหภาพฯ มีความมุ่งมั่นที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในตลาดเอเซียให้มากขึ้น เพื่อเป็นการกระตุ้นการค้าและการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต

                     2.     กระบวนการต่อไปสำหรับฝ่ายสหภาพฯ คือ คณะกรรมาธิการจะหารือและขอรับอาณัติจากประเทศสมาชิกเพื่อเริ่มต้นการเจรจา FTA อย่างเป็นทางการกับเวียดนาม โดยการเจรจาจะครอบคลุมทั้งเริ่มการยกเลิกภาษีนำเข้า การค้าบริการ การขจัดอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี (เช่นอุปสรรคทางเทคนิค หรือกฎระเบียบทางด้านอาหาร เป็นต้น) และกฎระเบียบที่เกี่ยวกับการค้าต่างๆ เช่น ทรัพย์สินทางปัญญา และการแข่งขัน

                     3.    เวียดนามเป็นประเทศอาเซียนประเทศที่สามที่สหภาพฯ จะเจรจา FTA ด้วย โดยคณะกรรมาธิการได้รับอาณัติจากประเทศสมาชิกให้เจรจากับอาเซียนเป็นรายประเทศได้ในเดือนธันวาคม 2552 และได้เริ่มเจรจากับสิงคโปร์เป็นประเทศแรกในเดือนมีนาคม 2553 และตามมาด้วยมาเลเซียในเดือนตุลาคม 2553

                     4.    ในปี 2554 การค้าระหว่างสหภาพฯ และเวียดนามมีมูลค่ากว่า 18 พันล้าน   ยูโร โดย 13 พันล้านยูโรเป็นการนำเข้าจากเวียดนามและประมาณ 5 พันล้านเป็นการส่งออก ซึ่งทำให้เวียดนามได้ดุลการค้าประมาณ 7-8 พันล้านยูโร สินค้าส่งออกสำคัญของเวียดนามคือ รองเท้า สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม กาแฟ อาหารทะเล เครื่องหนัง และเฟอร์นิเจอร์ ส่วนสินค้าส่งออกของสหภาพฯ คือ สินค้าที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง เครื่องจักรอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องบิน รถยนต์ เภสัชภัณฑ์ และโลหะ   

                     5.    ในด้านการลงทุน สหภาพฯ เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดในเวียดนาม โดยคิดเป็นร้อยละ 12 ของการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด และมีมูลค่าประมาณ 1.767 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2554 

                     6.    ในกลุ่มประเทศอาเซียน เวียดนามจัดเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 5 ของสหภาพฯ แต่ขณะที่สหภาพฯ เป็นคู่ค้าที่สำคัญอันดับ 3 ของเวียดนาม รองจากจีนและสหรัฐฯ

                     7.    สหภาพฯ และเวียดนามได้ลงนามย่อใน PCA แล้วตั้งแต่ปี 2553

ข้อสังเกต

                    1.    การเจรจาจัดทำ FTA ของเวียดนาม มีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย เนื่องจากมีสินค้าส่งออกที่คล้ายคลึงกันหลายรายการ (จากข้อมูล World Trade Atlas) เช่น เครื่องจักร เครื่องจักรอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องประดับ และอาหารทะเล เป็นต้น (ส่วนรองเท้านั้น ไทยส่งออกเพียง 336 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่เวียดนามส่งออกถึง 2,531 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) และอาจทำให้เวียดนามเป็นประเทศที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนสหภาพฯ และอาจมีการย้ายฐานการผลิตสินค้าบางอย่างจากไทยไปเวียดนามเพื่อรับสิทธิประโยชน์จากการจัดทำ FTA

                     2.    เวียดนามมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรี โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็กซึ่งมีความสามารถในการแข่งขันน้อยกว่าผู้ประกอบการของสหภาพฯ มาก เนื่องจากเวียดนามคงจะถูกกดดันให้ยกเลิกทั้งภาษีนำเข้าและภาษีส่งออก ยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเสรีด้านการบริการ และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ทำให้มีสินค้าและบริการจากสหภาพฯ เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดในเวียดนามจากผู้ประกอบการท้องถิ่น ในขณะ เดียวกันเวียดนามยังต้องยกระดับมาตรฐานสินค้าของตนให้ได้ตามมาตรฐานของสหภาพฯ มิฉะนั้นก็จะไม่สามารถใช้ประโยชน์จากการได้รับยกเว้นภาษีได้ ซึ่งน่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบบธุรกิจและอุตสาหกรรมของเวียดนาม

                     3.    การที่เวียดนามจะเริ่มเจรจากับสหภาพฯ อาจพิจารณาได้ว่าเป็นการเพิ่มแรงดึงดูดให้สหภาพฯ เข้ามามีส่วนร่วมทางการค้าในอาเซียนมากขึ้น และหากไทย อินโดนีเซีย และ/หรือฟิลิปปินส์ตัดสินใจเริ่มเจรจากับสหภาพฯ ด้วย อาจมีแนวโน้มสูงที่จะทำให้สหภาพฯ สนใจที่จะเจรจากับอาเซียนในรูปแบบภูมิภาคต่อภูมิภาคอีกครั้ง ดังนั้น ไทยควรเตรียมการรองรับการเจรจาระหว่างภูมิภาคที่อาจกลับมาเริ่มใหม่ เพื่อมิให้ต้องยอมตามข้อเรียกร้องของสหภาพฯ สองครั้งสองครา

 

17 เมษายน 2555

Back to the list

More Related

  • โปรตุเกสอาจไม่ใช่ประเทศลำดับต้น ๆ ที่โลกนึกถึงถ้าจะต้องเลือกไปค้าและลงทุน ณ เวลานี้ แต่สำหรับประเทศไทย เป็นจังหวะที่น่าสนใจ ต้นเดือน ก.ค. ศกนี้ กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ ชวนไปสำรวจโอกาสในโปรตุเกสด้วยกัน เพราะกำลังจะจะมีการหารือสองฝ่ายที่เรียกว่า การประชุม Political Dialogue ไทย-โปรตุเกส ครั้งที่ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 8 ก.ค. 2559 ที่กรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส ไทยอยากผลักดันเรื่องอะไรกับโปรตุเกส เวทีนี้คือโอกาส
  • แรงจูงใจทางด้านภาษีคือแม่เหล็กสำคัญที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ใช้ดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ รัฐบาลในอียูหลายประเทศก็เช่นกัน ต่างแข่งขันกันลดภาษีดึงดูดการลงทุน จนเรียกได้ว่ากลายเป็นสงครามภาษีระหว่างประเทศ  หรือ International Tax War แต่ตอนนี้ เอกชนที่ไปลงทุนในอียูคงต้องระวังมากขึ้น เพราะแรงจูงใจทางภาษีที่ได้รับ อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายบริษัท หากไม่ได้ตรวจสอบให้ดีก่อนว่า การลดหรือยกเว้นภาษีนั้นผิดกฎการอุดหนุนโดยภาครัฐ  
  • ฟินแลนด์ ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย นอกจากจะเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านความสวยงามทางธรรมชาติท่ามกลางบรรยากาศอันหนาวเย็น
  • สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Decision 2015/1338 of 30 July 2015 amending Decision 2011/163/EU on the approval of plans submitted by third countries in accordance with Article 29 of Council Directive 96/23/EC ซึ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไขบัญชีรายชื่อประเทศที่สามที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าสินค้าที่ปลอดสารตกค้่าง
  • เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ทางสหภาพยุโรปได้ออกประกาศกฎระเบียบ 2 ฉบับ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้...
  • เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๘ สหภาพยุโรปออกประกาศกฎระเบียบ Commission Regulation (EU) 2015/1005 of 25 June 2015 amending Regulation (EC) No 1881/2006 as regards maximum levels of lead in certain foodstuffs โดยตีพิมพ์ใน EU Official Journal L 161/9 ซึ่งเป็น การกำหนดระดับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่ว (lead) ในสินค้าอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน อันเป็นการแก้ไขกฎระเบียบเดิม ซึ่งได้แก่ Regulation (EC) No 1881/2006 เพื่อให้สอดคล้องกับผลงานวิจัย ของคณะทำงาน CONTAM Panel ของ EFSA ซึ่งได้ระบุว่า สารตะกั่วที่ได้รับผ่านการบริโภคอาหาร สามารถก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อพัฒนาการทางสมองในเด็กเล็ก และก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และ ความเป็นพิษต่อไตในผู้ใหญ่ได้ จึงเห็นควรให้มีการปกป้องกลุ่มผู้บริโภคที่มีความเสี่ยง คือ กลุ่มเด็กเล็กและ ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ ดังนั้น ในครั้งนี้ จึงให้มีการปรับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่วในสินค้าพืช สัตว์ และสัตว์น้ำบางรายการขึ้นใหม่...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ