ในช่วงที่ผ่านมา ได้เกิดวิกฤติในยูโรโซน ใน 3 รูปแบบ พร้อมๆ กัน คือ 1) วิกฤติการคลังที่รัฐบาลขาดวินัย เช่น กรีซ และโปรตุเกส 2) วิกฤติธนาคารที่สถาบันการเงินมีปัญหา เช่น ไอร์แลนด์ และ สเปน และ 3) วิกฤติเศรษฐกิจจริงที่ธุรกิจล้มและคนตกงานมาก โดยมาตรการแก้ปัญหาในยุโรป ปัจจุบัน จำแนกได้ 2 ประเภท คือ 1.มาตรการแก้ปัญหาสภาพคล่อง (ผ่านECBอัดฉีดเงิน และตั้งกองทุนเสริมสภาพคล่องEFSF,ESM) และ2. มาตรการแก้หนี้สินล้นพ้นตัว (ผ่าน Hair Cut ให้กรีซ ควบคู่กับให้ตั้งเงื่อนไขให้ลดการขาดดุลในเวลาจำกัด)
ประเด็นสำคัญในยุโรป ที่ต้องจับตาในปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้การเงินโลกผันผวนมากในระยะนี้ ได้แก่
(1) ปัญหาการเลือกตั้งในกรีซ
(2) ปัญหาการขาดรายละเอียดของสเปนที่ขอรับความช่วยเหลือทางการเงินเมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทำให้ตลาดกังวลเรื่่อง Credit Preferential Status ของเจ้าหนี้เอกชนที่อาจได้รับการชำระคืนหนี้หลังจากเจ้าหนี้ภาครัฐ และภาระหนี้รัฐบาลสเปนที่สูงขึ้น จนทำให้อัตรากู้เงินพันธบัตรรัฐบาลสเปนสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมือวานนี้
(3) ตลาดการเงินเริ่มกังวลว่าประเทศใดต้องขอรับความช่วยเหลือทางการเงินต่อจากสเปน ขณะนี้มีโอกาสสูงที่ ไซปรัส ต้องเป็นประเทศถัดไปที่ขอความช่วยเหลือ แต่ที่น่ากังวลคือ ความเสี่ยงที่จะลามไปที่อิตาลี ซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ในยูโรโซน
(4) ความไม่เพียงพอของกองทุนสภาพคล่องชั่วคราว EFSF ที่มีวงเงินเหลือแค่ 2 แสนล้านยูโร ซึ่งไม่พอที่จะช่วยสเปนเพิ่มเติมและอิตาลี ขณะที่กองทุนถาวร ESM ก็ยังไม่มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ
(5) ผู้นำยุโรปไม่มีความเด็ดขาดในมาตรการแก้วิกฤติในยุโรป (โดยเฉพาะประเด็น EU-wide Deposit Gurantee และ Eurobond ซึ่งจะเป็นกลไหสำคัญที่ช่วยป้องกันการลุกลามของวิกฤติยุโรป) ซึ่งหากที่ประชุมผู้นำยุโรปในวันที่ 28-29 มิ.ย.ไม่มีมาตรการชัดเจน อาจทำให้ตลาดเงินผันผวนมากยิ่งขึ้นในช่วงปลายเดือน
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ผ่าน 2 ช่องทางหลัก
ช่องทางการเงิน:
(1) ผลกระทบการเงินทางตรงในภาพรวมมีไม่มาก เพราะสถาบันการเงินไทยที่ไปลงทุนในยุโรปมีเงินลงทุนน้อยมาก (ไม่ถึง 5% ของสินทรัพย์รวม) ทำให้ความเสียหายมีน้อย ขณะที่ BIS Ratio ของไทยก็สูงถึง 15.3% ก็พอที่จะรับความเสียหายได้สบาย นอกจากนั้น ผลกระทบทางตรงจากการที่ต่างชาติจะเรียกคืนเงินให้กู้ยิมแก่ไทย deleveraging ก็มีไม่มาก โดยปัจจุบัน หนี้ต่างประเทศไทยมี 121 พันล้านusd ซึ่งน้อยกว่าทุนสำรองฯ ของไทย 172 พันล้าน usd แต่ ในระดับจุลภาค อาจมีบางบริษัทไทยฯ ที่พึ่งพาเงินกู้จากต่างประเทศ ได้รับผลกระทบบ้าง (ดังนั้น อาจต้องให้สถาบันการเงินไทยเข้ามาช่วยรองรับปล่อยสินเชื่อแทน)
(2) ผลกระทบการเงินทางอ้อม สถาบันการเงินไทยอาจมีความเสี่ยงจากคู่ค้าสถาบันการเงินในยุโรปประสบปัญหาขาดทุนจากการลงทุนในยุโรป (Counterparty Risk) ดังนั้น สถาบันการเงินไทยควรจะมีระบบติดตาม monitor counterparty risk ของคู่ค้าสถาบันการเงินในยุโรปให้ดี เพราะหากวิกฤติรุนแรงขึ้น อาจมีสถาบันการเงินล้มละลายเพิ่มขึ้นในแต่ละวัน (คล้ายกับหลังเกิดวิกฤติ Lehman) นอกจากนี้ ผลกระทบทางอ้อมอีกด้านมาจากตลาดเงินทุนโลกทีผันผวน ซึ่งจะทำให้ราคาหลักทรัพย์ในไทยและค่าเงินบาท ผันผวนตาม Sentiment ของนักลงทุนโลก ช่องทางการค้าของภาคเศรษฐกิจจริง:
(2.1) ผลกระทบทางตรง มาจากผู้ประกอบการที่ค้าขายสินค้าและบริการกับประเทศในยุโรป จะได้รับผลกระทบจากรายได้ที่ลดลง ทั้งจากยอดขายที่ลดลง และค่าเงินยูโรที่อ่อนลงเมื่อเทียบกับเงินบาท ซึ่งในภาพรวมหากวิกฤติกระจายไปทั้วทั้งสหภาพยุโรป ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 10% ของการส่งออกรวมของไทย ค่อนข้างมาก โดยกลุ่มสินค้าส่งออกที่อาจได้รับผลกระทบมากกว่าสินค้าอื่น ได้แก่ คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ อัญมณีเครื่องประดับ เครื่องนุ่งหม ยาง และแผงวงจรไฟฟ้า นอกจากนั้น ผู้ประกอบการไทยยังมีความเสี่ยงจากคู่ค้าที่ล้มละลาย หรือ ไม่สามารถชำระหนี้ได้
(2.2) ผลกระทบทางอ้อม มาจากผลกระทบในรอบ 2 ที่คู่ค้าหลักของไทยนอกจากยุโรปก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤติยุโรปเช่นกัน โดยเฉพาะ จีน สหรัฐ ญี่ปุ่น ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกรวมกันสูงถึง 30% ของการส่งออกรวมของไทย ดังนั้น การส่งออกในภาพรวมของไทยอาจได้รับผลกระทบมาก
แนวนโยบายในการรองรับความผันผวน
(1) เน้นการสร้างความเชื่อมั่นให้สาธารณชนได้รับทราบถึงฐานะสถาบันการเงินที่ดี (กองทุน BIS สูง NPLต่ำ Exposure ต่างประเทศต่ำ) และเสถียรภาพต่างประเทศทีแข็งแกร่งของไทย (ทุนสำรองฯสูง กว่าหนี้ต่างประเทศ ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล หนี้สาธารณะต่ำ
(2) ให้คณะกรรมการ Emergency Economic Resolution Committee ที่ประกอบด้วยหน่วยงานกำกับการเงินทั้งหมด Monitor Exposures ของสถาบันการเงินไทย (ทั้งธนาคาร กองทุนรวม บริษัทประกัน) อย่างใกล้ชิด (สาเหตุที่ต้องใช้กรรมการในลักษณะนี้ เพราะประเทศไทยใช้ระบบกระจายการกำกับสถาบันการเงิน ธปท.ดูแบงก์ กลต.ดูกองทุนรวม คปภ.ดูประกัน แต่วิกฤติยุโรป แบงก์ กองทุน ประกัน มีความเชื่อมโยงกันใกล้ชิดมาก)
(3) ดูแลสภาพคล่องเงินบาทและเงินดอลลาร์ในระบบให้พอ สภาพคล่องเงินบาทไม่น่าห่วง เพราะมีสภาพคล่องส่วนเกินในระบบถึง 2.1 ล้านล้านบาท แต่ในช่วงวิกฤติ ทั่วโลกมักขาดสภาพคล่องดอลลาร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อธุรกรรมต่างประเทศของไทย ทั้งนี้ ธปท.สามารถทำ Swap Line กับธนาคารกลางประเทศต่างๆได้ ส่วนกระทรวงการคลัง หากจำเป็น อาจกู้ต่างประเทศมาช่วยเสริมได้
(4) เรื่องความผันผวนของค่าเงิน ในภาพรวม เป็นหน้าที่รับผิดชอบของธปท.ที่ intervene ดูแลค่าเงินให้มีเสถียรภาพ ส่วนในระดับจุลภาค กระทรวงการคลัง ต้องมอบให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ เช่น Exim Bank ช่วยผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็ก SME เรื่องเกี่ยวกับ Hedging ประกันความเสี่ยง รวมทั้งช่วยเรื่องสภาพคล่องการเงินให้แก่ผู้ส่งออกนำเข้า ที่อาจขาดสภาพคล่องช่ัวคราวในช่วงวิกฤติ
(5) ในระดับมหภาค ควรให้กระทรวงการคลังออกระเบียบเร่งเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้า (อันสืบเนื่องจากการอนุมัติงบฯล่าช้าในช่วงต้นปี) ให้สามารถมาเร่งเบิกจ่ายให้ทันภายในสิ้นปีงบประมาณ เพื่อให้ทดแทนรายได้การส่งออกที่อาจลดลงจากวิกฤติยุโรป ส่วนกระทรวงพาณิชย์ เน้นหาตลาดใหม่เพื่อทดแทนตลาดยุโรป โดยมุ่งเน้นที่ประเทศที่มีแนวโน้มเศรษฐกิจยังโตดีและมีแนวโน้มที่จะใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น เช่น ประเทศในเอเชียตะวันออก ที่มีช่องว่างการคลังที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่าภูมิภาคอื่นๆ
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
