การประชุมผู้นำอียู (28-29 มิ.ย. 2555) กับการกอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจและการเงินในยุโรป

การประชุมสุดยอดผู้นำอียู (European Council) ครั้งล่าสุด ระหว่าง
28-29 มิ.ย.2555 ที่กรุงบรัสเซลส์
เน้นการหารือเกี่ยวกับมาตรการเร่งด่วนในการกอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจและการเงิน
ที่ยุโรปกำลังประสบ โดยเฉพาะ Compact for Growth and Jobs
ซึ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างด้านเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก
และมาตรการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ซึ่งเป็นโครงการที่ไม่ได้เห็นผลในทันที
สำหรับการหารือเกี่ยวกับการบูรณาการเพื่อนำไปสู่การเป็นสหภาพการเงินที่แท้
จริงก็ยังไม่มีข้อยุติเนื่องจากอาจต้องมีการแก้ไขสนธิสัญญาที่เกี่ยวข้อง
โดยสิ่งที่ทุกคนให้ความสนใจและเฝ้ารอคือผลการหารือของผู้นำกลุ่มยูโรโซน
ว่าจะมีมาตรการใหม่ ๆ
ในการแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในระยะสั้นได้อย่างไรเพื่อเรียก
ความเชื่อมั่นจากตลาดกลับคืนมา สรุปสาระสำคัญของการประชุม มีดังนี้

1. การเติบโต การลงทุนและการจ้างงาน – ที่ประชุมฯ เห็นพ้องกับ Compact for Growth and Jobs ซึ่งเป็นกรอบการดำเนินการทั้งในระดับประเทศสมาชิกอียูและอียู เพื่อสร้างการเติบโต การลงทุนและการจ้างงาน อันจะช่วยทำให้ยุโรปแข่งขันได้มากขึ้น โดย Compact ดังกล่าวมีองค์ประกอบสำคัญระดับประเทศสมาชิกและระดับอียู อาทิ

1.1 มาตรการระดับประเทศ – ให้ประเทศสมาชิกนำข้อเสนอแนะราย ปท. (country-specific recommendation) ไปปฏิบัติทั้งด้านงบประมาณการปฏิรูปโครงสร้าง และนโยบายการจ้างงาน โดยให้ความสำคัญกับการเข้มงวดด้านการคลังที่ไม่กระทบต่อการเติบโต (growth-friendly fiscal consolidation) ให้มีการปล่อยกู้ไปสู่ระบบเศรษฐกิจได้ตามปกติและปฏิรูปโครงสร้างของภาคธนาคารอย่างเร่งด่วน การส่งเสริมการเติบโตและขีดความสามารถในการแข่งขัน การแก้ไขปัญหาการว่างงานและผลกระทบต่อสังคมจากภาวะวิกฤตอย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างความทันสมัยในการบริหารงานภาครัฐ รวมทั้งลดภาระด้านการบริหารและเสริมสร้างประสิทธิภาพของการบริการภาครัฐผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ

1.2 มาตรการเร่งด่วนระดับอียูที่สำคัญ ได้แก่

1.2.1 การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยการระดมทุนจำนวน 120,000 ล้านยูโร (เท่ากับร้อยละ 1 ของรายได้ประชาชาติของอียู) ในการ (1) เพิ่มทุนให้กับธนาคารเพื่อการลงทุนในยุโรป (European Investment Bank-EIB) จำนวน 10,000 ล้านยูโร เพื่อให้ EIB สามารถปล่อยกู้ได้เพิ่มขึ้นราว 60,000 ล้านยูโร (2) เริ่มออกพันธบัตรระดมเงินทุนสำหรับใช้ในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน (Project Bonds ซึ่งมิใช่โครงการเดียวกับ Eurobonds ซึ่งยังไม่มีข้อตกลง) โดยทันที เพื่อใช้ระดมทุนอีกกราว 4,500 ล้านยูโร สำหรับโครงการหลัก ๆ ด้านการขนส่ง พลังงานและระบบ broadband และ (3) การปล่อยกู้แก่ SMEs การสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม การจ้างงานคนรุ่นใหม่ราว 55,000 ล้านยูโร

1.2.2 การส่งเสริมการค้าเสรีโดยเฉพาะกับ ปท.ที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก การเร่งดำเนินการเพื่อขจัดอุปสรรคทางการค้า สามารถเข้าสู่ตลาดได้ดีขึ้น มีสภาพการลงทุนที่เหมาะสม ส่งเสริมการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และมีการเปิดตลาดการประมูลภาครัฐ เร่งการลงนามและให้สัตยาบันความตกลงการค้าที่ได้ข้อยุติแล้ว โดยควรบรรลุความตกลง FTA กับสิงคโปร์และแคนาดาภายในปี 2555 และให้ดำเนินการเจรจา FTA กับอินเดียและญี่ปุ่นต่อไป รวมทั้งตั้งเป้าหมายให้เริ่มการเจรจาความตกลงการค้าและการลงทุนกับสหรัฐฯ ในปี 2556

2. รายงานเกี่ยวกับการจัดตั้งสหภาพการเงิน (EMU) อย่างสมบูรณ์แบบ – ที่ประชุมฯ ได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับรายงานเรื่อง “Towards a Genuine Economic and Monetary Union” ที่นำเสนอโดยประธานคณะมนตรียุโรป แต่ยังไม่มีข้อสรุป เนื่องจากจะต้องพิจารณาต่อไปว่า มีเรื่องใดบ้างที่สามารถดำเนินการได้เลยภายใต้สนธิสัญญาต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันและมีมาตรการใดที่จำเป็นต้องมีการแก้ไขสนธิสัญญารองรับ โดยให้เสนอผลพิจารณาต่อที่ประชุมฯ ครั้งถัดไปในเดือน ต.ค. 2555

3. Multiannual Financial Framework (MFF) – ที่ประชุมฯ ได้หารือรายละเอียด MFF กับประธานรัฐสภายุโรป และเห็นว่าน่าจะบรรลุข้อตกลงได้ภายในปี 2555 ในช่วงที่ไซปรัสดำรงตำแหน่งประธานหมุนเวียนของอียู

4. แถลงการณ์ผู้นำกลุ่มยูโรโซน – เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2555 ผู้นำกลุ่มประเทศยูโรโซน 17 ประเทศได้ออกแถลงการณ์สรุปสาระสำคัญว่า (1) การแก้ไขปัญหาวิกฤติเขตยูโรจำเป็นต้องตัดวงจรอุบาทว์ระหว่างความอ่อนแอในภาคธนาคารกับความอ่อนแอระดับประเทศ (เช่น ระดับและความยั่งยืนของหนี้สาธารณะ สถานภาพการขาดดุลงบประมาณภาครัฐ) จึงขอให้คณะกรรมษธิการยุโรป เร่งจัดทำข้อเสนอเรื่องการจัดตั้งกลไกสอดส่องภาคธนาคารในเขตยูโรเพื่อเสนอให้คณะมนตรียุโรปพิจารณาให้ความเห็นชอบให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และเมื่อได้จัดตั้งกลไกสอดส่องดังกล่าวแล้ว กลไก European Stability Mechanism (ESM) ภายใต้การควบคุมของธนาคารกลางยุโรปก็จะเข้ามาเพิ่มทุนแก่ธนาคารใน ปท.ต่างๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือโดยตรง แต่จะต้องมีการจัดทำ MOU พร้อมเงื่อนไขการให้ คชล. กับรัฐบาลประเทศผู้รับให้แล้วเสร็จเสียก่อน (2) เร่งหาข้อสรุปการเจรจาเพื่อจัดทำ MOU พร้อมเงื่อนไขการขอรับความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อเพิ่มทุนแก่ภาคธนาคารกรณี ประเทศสเปน และ (3) ยืนยันที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อกอบกู้เสถียรภาพด้านการเงินในเขตยูโร โดยเฉพาะการใช้กองทุน European Financial Stability Fund (EFSF) และกลไก ESM เป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยเสริมสร้างและกอบกู้ความเชื่อมั่นของตลาดต่อประเทศสมาชิกเขตยูโรที่ได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะเคารพและปฏิบัติตามพันธกรณีและเงื่อนไขต่างๆ อาทิ Country Specific Recommendation จัดทำโดย คมธ.ยุโรป ภายใต้กรอบ European Semester และ Stability and Growth Pact เป็นต้น     
รายละเอียดเรียกดูได้จาก

http://www.consilium.europa.eu/press/press-releases/latest-press-releases?id=363&lang=en

หลายฝ่ายมองว่าแถลงการณ์ของผู้นำกลุ่มยูโรโซนนับเป็นก้าวแรกในการมุ่งรวมตัวเป็นสหภาพธนาคารของอียู และเป็นความพยายามของผู้นำอิตาลี สเปนและฝรั่งเศสที่ร่วมกันกดดันผู้นำเยอรมนีในการยอมรับมาตรการระยะสั้นเพื่อแก้ไขวิกฤตหนี้ โดยให้แยกหนี้ของภาคธนาคารออกจากภาครัฐ และให้ ECB สอดส่องดูแลการดำเนินงานของธนาคารในกลุ่มยูโรโซนและสามารถให้ความช่วยเหลือแก่ธนาคารที่มีปัญหาได้โดยตรงโดยไม่ต้องให้ผ่านรัฐบาลของประเทศนั้น ๆ เพื่อไม่ให้เป็นการไปเพิ่มหนี้สาธารณะของรัฐบาลประเทศเหล่านั้น

อย่างไรก็ดี ผู้นำยังคงต้องมีการหารือในรายละเอียดในประเด็นดังกล่าวต่อไป โดยเฉพาะการกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากการให้อำนาจ ECB ในการดูแลธนาคารของประเทศกลุ่มยูโรเป็นประเด็นที่อ่อนไหวสำหรับประเทศสมาชิกซึ่งต้องสละอำนาจที่เคยมี และต้องเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองภายใน ปท.โดยเฉพาะจากกลุ่มธนาคารที่มีอิทธิพลทางการเมืองสูงอย่างในเยอรมนี นอกจากนี้ ยังไม่มีการเพิ่มทุนให้กับ ESM ซึ่งมีความสามารถในการปล่อยกู้เพียง 500,000 ล้านยูโร ซึ่งน่าจะไม่สามารถครอบคลุมเงินช่วยเหลือที่จะปล่อยกู้ให้กับประเทศที่ประสบปัญหาได้เพียงพอ โดยเฉพาะหากปัญหาบานปลายมากกว่านี้ และกลายเป็นวิกฤตเต็มขั้นในสเปน ไซปรัส รวมทั้ง อิตาลีและ ประเทศอื่น ๆ

นอกจากนั้น ที่ประชุมฯ ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในการออก Eurobonds ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายคาดหวังว่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยกอบกู้วิกฤตในครั้งนี้ได้โดยเร็ว แม้ว่าภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมครั้งนี้จะมีการตอบรับในเชิงบวกจากตลาดการเงินแต่ก็เป็นเพียงระยะสั้น โดยในระยะยาวสถานการณ์ก็ยังมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในกรีซยังไม่ยุติ และมีแนวโน้มว่าวิกฤตเศรษฐกิจในสเปนและไซปรัสจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น 

5 กรกฎาคม 2555

Back to the list

More Related

  • โปรตุเกสอาจไม่ใช่ประเทศลำดับต้น ๆ ที่โลกนึกถึงถ้าจะต้องเลือกไปค้าและลงทุน ณ เวลานี้ แต่สำหรับประเทศไทย เป็นจังหวะที่น่าสนใจ ต้นเดือน ก.ค. ศกนี้ กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ ชวนไปสำรวจโอกาสในโปรตุเกสด้วยกัน เพราะกำลังจะจะมีการหารือสองฝ่ายที่เรียกว่า การประชุม Political Dialogue ไทย-โปรตุเกส ครั้งที่ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 8 ก.ค. 2559 ที่กรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส ไทยอยากผลักดันเรื่องอะไรกับโปรตุเกส เวทีนี้คือโอกาส
  • แรงจูงใจทางด้านภาษีคือแม่เหล็กสำคัญที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ใช้ดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ รัฐบาลในอียูหลายประเทศก็เช่นกัน ต่างแข่งขันกันลดภาษีดึงดูดการลงทุน จนเรียกได้ว่ากลายเป็นสงครามภาษีระหว่างประเทศ  หรือ International Tax War แต่ตอนนี้ เอกชนที่ไปลงทุนในอียูคงต้องระวังมากขึ้น เพราะแรงจูงใจทางภาษีที่ได้รับ อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายบริษัท หากไม่ได้ตรวจสอบให้ดีก่อนว่า การลดหรือยกเว้นภาษีนั้นผิดกฎการอุดหนุนโดยภาครัฐ  
  • ฟินแลนด์ ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย นอกจากจะเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านความสวยงามทางธรรมชาติท่ามกลางบรรยากาศอันหนาวเย็น
  • สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Decision 2015/1338 of 30 July 2015 amending Decision 2011/163/EU on the approval of plans submitted by third countries in accordance with Article 29 of Council Directive 96/23/EC ซึ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไขบัญชีรายชื่อประเทศที่สามที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าสินค้าที่ปลอดสารตกค้่าง
  • เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ทางสหภาพยุโรปได้ออกประกาศกฎระเบียบ 2 ฉบับ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้...
  • เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๘ สหภาพยุโรปออกประกาศกฎระเบียบ Commission Regulation (EU) 2015/1005 of 25 June 2015 amending Regulation (EC) No 1881/2006 as regards maximum levels of lead in certain foodstuffs โดยตีพิมพ์ใน EU Official Journal L 161/9 ซึ่งเป็น การกำหนดระดับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่ว (lead) ในสินค้าอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน อันเป็นการแก้ไขกฎระเบียบเดิม ซึ่งได้แก่ Regulation (EC) No 1881/2006 เพื่อให้สอดคล้องกับผลงานวิจัย ของคณะทำงาน CONTAM Panel ของ EFSA ซึ่งได้ระบุว่า สารตะกั่วที่ได้รับผ่านการบริโภคอาหาร สามารถก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อพัฒนาการทางสมองในเด็กเล็ก และก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และ ความเป็นพิษต่อไตในผู้ใหญ่ได้ จึงเห็นควรให้มีการปกป้องกลุ่มผู้บริโภคที่มีความเสี่ยง คือ กลุ่มเด็กเล็กและ ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ ดังนั้น ในครั้งนี้ จึงให้มีการปรับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่วในสินค้าพืช สัตว์ และสัตว์น้ำบางรายการขึ้นใหม่...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ