สรุปภาพรวมสถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจในยุโรป ณ วันที่ 11 มิ.ย. 2555

ติดตามรายงานสรุป บทวิเคราะห์และข้อคิดเห็นอย่างไม่เป็นทางการของเจ้าหน้าที่ Thaieurope.net เกี่ยวกับภาพรวมวิกฤติยูโรโซน ประเด็นท้าทาย มาตรการแก้ไขวิกฤติ และอนาคตของประเทศกลุ่มยูโรโซน ได้ดังนี้: ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มประเทศยูโรโซน 17 ประเทศต้องทำงานอย่างหนักเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจที่ประทุขึ้นเมื่อปี 2552 หลังจากรัฐบาลกรีซเปิดเผยว่า รัฐบาลก่อนหน้ามีการปกปิดสถานะที่แท้จริงของภาวการณ์ขาดดุลงบประมาณภาครัฐของกรีซ วิกฤติได้ลุกลามขยายวงอย่างต่อเนื่องไปยังประเทศไอร์แลนด์และโปรตุเกสและสั่นคลอนเสถียรภาพระบบธนาคารในยุโรป รวมทั้งระบบเศรษฐกิจการเงินใหญ่ๆ ของสหภาพฯ เช่น สเปนและอิตาลี จนกลายเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพและความมั่นคงด้านเศรษฐกิจและการเงินของภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันต่างเริ่มไม่เชื่อถือและมีความกังวลต่ออนาคตของสกุลเงินยูโร รวมทั้งกระบวนการรวมตัวของยุโรปว่าจะเดินหน้าต่อไปหรือไม่เช่นไร     

                    วิกฤติเศรษฐกิจที่ยังขยายวงอย่างต่อเนื่องครั้งนี้เป็นบททดสอบสำคัญของความเป็นหนึ่งเดียวกันของประเทศสมาชิกสหภาพฯ รวมทั้งขีดความสามารถของผู้นำและสถาบันต่างๆ ของสหภาพฯ ในการแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงด้วยดี  ที่ผ่านมาผู้นำประเทศสมาชิกสหภาพฯ สำคัญๆ เช่น นาง  Angela Merkel ฯลฯ ต้องออกมายืนยันหลายครั้งว่าจะดำเนินมาตรการทุกอย่างเพื่อกอบกู้วิกฤติและรักษาสกุลเงินยูโร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์และความสำเร็จสำคัญของกระบวนการรวมตัวในภูมิภาคยุโรป      

                    กระนั้นก็ตาม นักวิเคราะห์และนักลงทุนยังคงมีความกังวลว่า รัฐบาลประเทศสมาชิกยูโรโซนบางประเทศอาจไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพักชำระหนี้ (debt moratorium) ที่เป็นไปอย่างไร้ระเบียบแบบแผน  ปราศจากการเตรียมการที่ดี หรือผ่านการเจรจา  กับฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกลุ่มเจ้าหนี้ผู้ถือครองพันธบัตรและตราสารหนี้ของประเทศเหล่านั้น  นอกจากนี้  ความเปราะบางที่ยังมีอยู่ในภาคธนาคารยุโรปย่อมสามารถนำไปสู่ปัญหาและความวุ่นวายได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงถดถอยอย่างต่อเนื่อง จนอาจนำไปสู่การลาออกจากการเป็นสมาชิกและการใช้สกุลเงินยูโรของประเทศยูโรโซนบางประเทศในที่สุด 

ประเด็นท้าทาย                   

                    สภาวะดังกล่าวทำให้หลายๆ ฝ่ายเห็นพ้องกันว่า วิกฤติเศรษฐกิจในยุโรปครั้งนี้ได้กลายเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจการเงินโลกและของภูมิภาคต่างๆ รวมถึงอาเซียนอย่างที่ไม่เคยมีปรากฏมาก่อน และปัจจุบันก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายได้ในเร็ววันนี้ เนื่องจากมีการวิเคราะห์ว่า เขตยูโรโซนยังคงต้องเผชิญกับปัญหาและความท้าทายอย่างน้อย 4 ประการ ได้แก่

                    (1) หนี้สาธารณะที่ยังคงอยู่ในระดับสูงของประเทศสมาชิกยูโรโซนหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ “Eurozone Periphery” (กลุ่มประเทศทางตอนใต้ของยุโรป กรีซ ไอร์แลนด์ อิตาลี โปรตุเกส และสเปน) ซึ่งอาจเกิดการพักชำระหนี้อย่างไม่มีระเบียบแบบแผนและไม่มีการเตรียมการล่วงหน้าได้ทุกเมื่อ ที่ผ่านมารัฐบาลกรีซ ไอร์แลนด์และโปรตุเกสต้องขอรับความช่วยเหลือและกู้เงินจาก IMF เพื่อหลีกเลี่ยงการพักชำระหนี้ แต่ก็ยังไม่เพียงพอโดยเฉพาะกรณีกรีซ ที่ยังต้องเจรจากับกลุ่มเจ้าหนี้ภาคเอกชนเพิ่มเติมเพื่อขอให้ยอมรับ “Haircut Losses” หรือการลดมูลค่าหนี้  ประเด็นที่น่ากังวลมากกว่านั้นคือระดับและอัตราการขยายตัวของหนี้สาธารณะที่สูงของระบบเศรษฐกิจใหญ่ๆ ของสหภาพฯ เช่น อิตาลีและสเปน (IMF คาดการณ์ว่าระดับหนี้สาธารณะของทั้งสองประเทศในปี 2555 จะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 120 ของ GDP) ได้ก่อให้เกิดความไม่เชื่อมั่นและส่งผลให้นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์พากันเรียกร้องอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเป็นการชดเชยความเสี่ยงหากต้องถือครองพันธบัตรและตราสารหนี้ของทั้งสองประเทศ ซึ่งต้นทุนเงินกู้ที่สูงขึ้นย่อมจะย้อนกลับมากระทบต่อความยั่งยืนและระดับของหนี้สาธารณะของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะทุกครั้งที่มีการ “Roll Over Old Debts”  ดังนั้น หากประเทศยูโรโซนประเทศใดประเทศหนึ่งเกิดพักชำระหนี้ก็อาจก่อให้เกิด “Contagion Effect” ทั่วยุโรป โดยเฉพาะในอิตาลีและสเปนเป็นประเทศแรกๆ 

                    (2) ความเปราะบางของภาคธนาคารในเขตยูโรโซน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการไหลออกของเงินทุนอย่างต่อเนื่องจากประเทศสมาชิกยูโรโซนหลายประเทศ และได้สร้างความยากลำบากให้กับประเทศเหล่านี้หากต้องการระดมเงินทุนผ่านการออกพันธบัตรและตราสารหนี้ในตลาดการเงินและหลักทรัพย์  ทั้งนี้ โดยที่ธนาคารยุโรปต่างๆ คือผู้ถือครองพันธบัตรและตราสารหนี้รายใหญ่ของกลุ่มประเทศยูโรโซนที่กำลังมีปัญหา ดังนั้น ประเด็นสำคัญคือธนาคารยุโรปเหล่านี้มีเงินกันสำรองเพียงพอหรือไม่หากเกิดปัญหาการพักชำระหนี้ขึ้นมา  ก่อนหน้านี้สถาบัน European Banking Authority (EBA) เคยประเมินไว้เมื่อเดือน ธ.ค. 2554 ว่า ธนาคารยุโรปต่างๆ ต้องการเงินกันสำรองเพิ่มเติมจากที่มีอยู่อย่างน้อย 114 พันล้านยูโร เพื่อเป็นหลักประกันว่าธนาคารเหล่านี้จักสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้หากเกิดปัญหาต่างๆ เช่น การพักชำระหนี้ ฯลฯ  ปัจจุบัน EBA กำลังยกร่างแผนงานและมาตรการต่างๆ เพื่อหวังกระตุ้นให้ธนาคารยุโรปเพิ่มเงินกันสำรองในระดับที่เหมาะสม อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายก็กังวลว่าธนาคารยุโรปอาจใช้วิธีง่ายๆ คือลดการปล่อยเงินกู้เพื่อหวังเพิ่มสัดส่วนของเงินกันสำรองแทน  ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะสินเชื่อและเงินฝืดในยุโรป และจะย้อนกลับมาซ้ำเติมสภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงถดถอยอย่างต่อเนื่องโดยปริยาย

                     (3) การขาดปัจจัยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและอัตราการว่างงานที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ “Eurozone Periphery” ทั้งนี้ เมื่อเดือน ม.ค. 2555  IMF ได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2555 สำหรับเขตยูโรโซนจากเดิมคือขยายตัวร้อยละ 1.1 เป็นติดลบร้อยละ 0.5 โดยเศรษฐกิจของกรีซ  โปรตุเกส สเปนและอิตาลีน่าจะมีการหดตัวมากที่สุด  ส่งผลให้ตัวเลขคาดการณ์อัตราการว่างงานพุ่งสูงเป็นร้อยละ 18.5 สำหรับกรีซ และร้อยละ 22.9 สำหรับสเปน เป็นต้น  ทั้งนี้ ภาวะเศรษฐกิจถดถอยต่อเนื่องและการขาดปัจจัยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจทำให้การชำระหนี้มีความยากลำบากยิ่งขึ้นและกระทบต่อสัดส่วนหนี้ต่อ GDP เป็นลูกโซ่ และที่สำคัญคือวิกฤติและภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างต่อเนื่องในเขตยูโรโซนได้เริ่มส่งผลกระทบและขยายวงไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่เดิมมีความเข้มแข็ง เช่น เยอรมนี ฯลฯ ทำให้ IMF ต้องปรับลดตัวเลขการคาดการณ์อัตราการขยายตัวของ GDP ของเยอรมนีจากที่เคยขยายตัวร้อยละ 3 ในปี 2554 เหลือเพียงขยายตัวร้อยละ 0.3 สำหรับปี 2555 และสำหรับฝรั่งเศสจากเดิมขยายตัวร้อยละ 1.6 ในปี 2554 เป็นขยายตัวเพียงร้อยละ 0.2 สำหรับปี 2555

                     (4) ภาวการณ์ขาดดุลการค้าระหว่างประเทศสมาชิกยูโรโซนกลุ่ม Eurozone Periphery กับกลุ่มประเทศ “Eurozone Core” (กลุ่มประเทศทางตอนเหนือของยุโรป เช่น เยอรมนี ออสเตรีย เบลเยียม ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ เป็นต้น) โดยที่ผ่านมากลุ่ม Eurozone Core ได้ใช้นโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่เน้นการเสริมสร้าง ขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น นโยบายและมาตรการเพื่อลดอัตราค่าจ้างที่แท้จริง ลดต้นทุนการผลิต และส่งเสริมการส่งออก เป็นต้น  ซึ่งแตกต่างจากโครงสร้างระบบเศรษฐกิจของกลุ่ม Eurozone Periphery ที่ต้นทุนการผลิตจะอยู่ในระดับที่สูงกว่ากลุ่ม Eurozone Core อันเป็นผลมาจากระบบเศรษฐกิจที่ขาดความยืดหยุ่น ขาดการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเฉพาะระบบประกันสังคมและเบี้ยบำนาญ และยังมีกฎหมายและระเบียบปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการแข่งขันอย่างเสรี เป็นต้น 

                      ทั้งหมดนี้ ทำให้เกิดการขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่องในส่วนของกลุ่มประเทศ Eurozone Periphery และการได้เปรียบดุลการค้าอย่างต่อเนื่องของกลุ่มประเทศ Eurozone Core  ซึ่งตามทฤษฎีเชิงเศรษฐศาสตร์ ประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้าก็จะขาดดุลบัญชีไหลเวียนเงินทุน ส่งผลให้กลุ่มประเทศ Eurozone Core กลายเป็นประเทศผู้ให้กู้และถือครองพันธบัตรและตราสารหนี้รายใหญ่ของกลุ่มประเทศ Eurozone Periphery และมีการสะสมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยมาตราบใดที่ยังคงมีการขาดดุลการค้าดังกล่าวในต่ละปี จนในที่สุดระดับหนี้ของกลุ่มประเทศ Eurozone Periphery ไม่มีความยั่งยืน  ทั้งนี้ อุปสรรคสำคัญอีกประการหนึ่งของกลุ่มประเทศ Eurozone Periphery ในการแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้ากับกลุ่มประเทศ Eurozone Core คือประเทศเหล่านี้ขาดเครื่องมือเศรษฐกิจมหภาคสำคัญ กล่าวคือการปรับลดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา เพราะต่างได้สละสกุลเงินประจำชาติและผูกโยงใช้สกุลเงินยูโรร่วมกับกลุ่ม Eurozone Core มาเนิ่นนานแล้ว

                    ดังนั้น จึงมีคำถามสำคัญคือท่ามกลางภาวะของการขาดดุลการค้า การเพิ่มขึ้นของการถือครองพันธบัตรและตราสารหนี้ของกลุ่มประเทศ Eurozone Core การมีอัตราการว่างงานในระดับสูง การขาดปัจจัยกระตุ้นการเติบโตทาง เศรษฐกิจและการขาดกลไกด้านอัตราแลกเปลี่ยน ฯลฯ หากเกิด “Drastic Shocks” ขึ้นมาไม่ว่าจะมาจากภายในหรือภายนอกยุโรปแล้ว เขตยูโรโซนยังจะสามารถรับมือไหวหรือไม่หรือสถานการณ์ดังกล่าวจะนำไปสู่ “Another Drastic Shock” ในแง่ของการลาออกจากการเป็นสมาชิกยูโรโซนของบางประเทศหรือไม่ 

                     นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญเชิงทฤษฎีอีกประการหนึ่งคือเรื่องของความยั่งยืนของเขตยูโรโซนโดยรวม เพราะในด้านหนึ่งเขตยูโรโซนคือสหภาพการเงินผ่านการใช้สกุลเงินยูโรร่วม   แต่ยังขาดการเป็นสหภาพการคลังและงบประมาณ จึงขาดการประสานงานนโยบายการคลังและงบประมาณระหว่างประเทศสมาชิกและเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนย้ายงบประมาณโดยเฉพาะในรูปแบบของ “Fiscal Transfer” จากประเทศหนึ่ง เช่น เยอรมนี  ไปสู่อีกประเทศหนึ่ง เช่น กรีซ  เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบด้านสังคมอันสืบเนื่องมาจากการดำเนินมาตรการรัดเข็มขัดตามกรอบ “Austerity Programme” นอกจากนี้ การขาดสหภาพการคลังและงบประมาณยังเป็นปัจจัยสำคัญทำให้แนวคิดเรื่องพันธบัตรสกุลเงินยูโร หรือ “Eurobond” ไม่สามารถกระทำได้โดยง่าย เพราะประเทศที่ร่วมลงขันจะไม่สามารถควบคุม “Eurobond Yields” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  

มาตรการกอบกู้ปัญหาวิกฤติ

                    •    ตั้งแต่เกิดปัญหาวิกฤติตั้งแต่ปี 2552 รัฐบาลยูโรโซน ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และ IMF ได้ร่วมมือกันออกนโยบายและมาตรการต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง  อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์และนักลงทุนมักมองเสมอว่านโยบายและมาตรการต่างๆ มักออกมาล่าช้าและไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างเฉียบขาดและรวดเร็วทันสถานการณ์ จนทำให้ดูเหมือนว่าความล่าช้าไม่ทันการและความไม่เพียงพอในสายตาตลาดและภาคเอกชนดังกล่าวคือปัจจัยซ้ำเติมความรุนแรงของปัญหาเสียเอง 

                     •    นโยบายและมาตรการที่มุ่งรักษาระเบียบวินัยการเงินการคลังและการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจได้ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมืองซ้ำเติมขึ้น เนื่องจากการตัดลดงบประมาณรายจ่าย การปฎิรูปตลาดแรงงาน การปรับลดอัตราค่าจ้าง และการปฏิรูประบบประกันสังคม เช่น ตัดลดเบี้ยบำนาญ ฯลฯ มีผลประทบต่อปากท้องของประชาชนโดยตรง ซึ่งได้ออกมาประท้วงอย่างรุนแรงจนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงผู้นำและรัฐบาลในหลายๆ ประเทศ เช่น กรีซ ไอร์แลนด์ อิตาลี โปรตุเกส สเปน และล่าสุดฝรั่งเศส  นอกจากนี้ ผู้นำประเทศที่ให้ความช่วยเหลือรายใหญ่ในกระบวนการกอบกู้วิกฤติ เช่น เยอรมนี ฯลฯ ก็กำลังเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองจากฝ่ายที่ต่อต้านกระบวนการรวมตัวของยุโรป  โดยกลุ่มเหล่านี้เห็นว่า ไม่ควรให้ความช่วยเหลือใดๆ แก่ประเทศยูโรโซนที่ขาดวินัยการเงินการคลังจนทำให้เกิดวิกฤติ แต่ควรออกมาตรการเพื่อลงโทษและป้องปรามการกระทำดังกล่าวในอนาคต

                    •    กระนั้นก็ดี รัฐบาลยูโรโซน ECB และ IMF ยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกันเพื่อกอบกู้วิกฤติ โดยที่ผ่านมาได้มีการออกนโยบายและมาตรการหลักๆ หลายประการ เช่น

                    (1) ความช่วยเหลือด้านการเงิน ซึ่งนับเป็นเสาหลักของนโยบายและมาตรการกอบกู้วิกฤติ  โดยเฉพาะการจัดตั้งกองทุน European Financial Stability Facility (EFSF) เมื่อปี 2552 ภายใต้วงเงิน 440 พันล้านยูโร ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้เงินช่วยเหลือแก่รัฐบาลประเทศกลุ่มยูโรโซนที่ประสบปัญหา  การให้ธนาคารยุโรปต่างๆ กู้ยืมเงินเพื่อใช้เพิ่มเงินกันสำรอง และการระดมซื้อคืนพันธบัตรและตราสารหนี้ภาครัฐ ฯลฯ  ทั้งนี้  EFSF จะหมดอายุในเดือนธันวาคม 2555 และจะถูกแทนที่โดยกลไกแก้ไขวิกฤติถาวรกล่าวคือ  European Stabilization Mechanism (ESM) ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นไป  อย่างไรก็ดี EFSF และ ESM จะทำงานคู่ขนานกันในปี 2555 ภายใต้วงเงินรวม 500 พันล้านยูโร  ซึ่งอาจได้รับการปรับเพิ่มวงเงินได้ตามความเหมาะสมและสถานการณ์  ปัจจุบัน EFSF และ IMF ได้ให้ความช่วยเหลือแก่ไอร์แลนด์และโปรตุเกส ส่วนกรีซไม่ได้รับความช่วยเหลือจาก  EFSF เนื่องจากปัญหาวิกฤติในกรีซเกิดขึ้นก่อนการจัดตั้ง EFSF ดังนั้น กรีซจึงได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลสมาชิกยูโรโซนอื่นๆ และ IMF ในรูปแบบของ “Bilateral Conditional Loans” เป็นหลัก  ล่าสุดเมื่อ 9 มิ.ย. 2555 รัฐบาลกลุ่มยูโรโซนได้ออกมาประกาศว่า สเปนตั้งใจที่จะขอรับเงินช่วยเหลือจาก EFSF และ ESM มูลค่า 100 พันล้านยูโรเพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้เพิ่มเงินกันสำรองของสถาบันการเงินในสเปนด้วยแล้ว

                     (2) นโยบายด้านวินัยการคลังและการรักษาความสมดุลของงบประมาณและการปฎิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ  ทั้งนี้ การให้ความช่วยเหลือของรัฐบาลยูโรโซน  ECB และ IMF แก่กรีซ ไอร์แลนด์และโปรตุเกส อยู่ในรูปแบบของการมีเงื่อนไขในการให้ความช่วยเหลือ (Conditional Assistance Package) การจ่ายเงินช่วยเหลือจะทำเป็นงวดๆ หลังผ่านการอนุมัติของคณะกรรมการร่วมระหว่างรัฐบาลยูโรโซนที่ให้ความช่วยเหลือ ECB และ IMF บนพื้นฐานของการประเมินความสำเร็จของการดำเนินนโยบายและมาตรการต่างๆ ในประเทศผู้รับความช่วยเหลือว่าตรงตามเป้าหมายและตัวดัชนีชี้วัดความสำเร็จ โดยเฉพาะความคืบหน้าในเรื่องการลดหนี้และงบประมาณรายจ่ายหรือไม่  อย่างไรก็ดี ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาแม้กรีซและโปรตุเกสจะสามารถปรับลดการขาดดุลงบประมาณภาครัฐลงได้มาก แต่ประโยชน์ก็ยังไม่ปรากฏชัดเพราะเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศยังคงหดตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความพยายามที่จะปรับลดงบประมาณและดำเนินนโยบายปฏิรูประบบเศรษฐกิจต่างๆ ในขั้นต่อไปโดยเฉพาะการปฏิรูประบบประกันสังคมและตลาดแรงงานกระทำได้ยากลำบากมากขึ้น พร้อมยังมีปัจจัยด้านการเมือง เช่น การเดินขบวนประท้วงของประชาชนซ้ำเติมอีกทางหนึ่งด้วย ส่วนไอร์แลนด์นั้นมีความคืบหน้ามากที่สุดและยังมีข่าวดีที่ล่าสุดประชาชนได้ลงมติประชาวิจารณ์สนับสนุนให้ไอร์แลนด์เข้าเป็นภาคีในความตกลง “Fiscal Compact”

                     ส่วนกรณีของสเปนและอิตาลีนั้น รัฐบาลของทั้งสองประเทศได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะรักษาวินัยการเงินการคลังและมุ่งเดินหน้ากระบวนการปฎิรูประบบและโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาคต่อไป เพื่อหวังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มพูนขีดความสามารถในการแข่งขัน ที่ผ่านมา สเปนได้ผ่านกฎหมายที่ยึดมั่นต่อการรักษาความสมดุลของงบประมาณภาครัฐและยืนยันว่าจะลดการขาดดุลงบประมาณภาครัฐลงเหลือร้อยละ 3 ของ GDP ภายในปี 2556 รวมทั้งจะเดินหน้า ปฎิรูปตลาดแรงงาน ขยายเกณฑ์อายุเกษียณ และปรับลดอัตราค้าจ้างแท้จริงต่อไป  ส่วนอิตาลีก็ยืนยันที่จะลดการขาดดุลงบประมาณภาครัฐให้เหลือร้อยละ 0 ของ GDP ภายในปี 2556 เช่นกัน

                      (3) การเจรจา “Voluntary Hair Cut Losses” ระหว่างรัฐบาลกรีซกับกลุ่มเจ้าหนี้เอกชนผู้ถือครองพันธบัตรและตราสารหนี้กรีซ เพื่อลดมูลค่าหนี้ตามความสมัครใจ  โดยรัฐบาลกรีซกำลังเร่งเจรจาเรื่องนี้ในปัจจุบัน  อย่างไรก็ดี มีข้อกังวลว่า หากการเจรจาล้มเหลวและการลดมูลค่าหนี้เกิดขึ้นโดยไม่เป็นไปตามความสมัครใจของกลุ่มเจ้าหนี้ สถานการณ์ดังกล่าวก็อาจนำไปสู่การเรียกเงินประกันจากสัญญาค้ำประกันพันธบัตรและตราสารหนี้กรีซ หรือที่เรียกว่า “Credit Default Swap (CDS)” ทันที  ซึ่งย่อมเป็นปัจจัยซ้ำเติมปัญหาวิกฤติเพิ่มขึ้นมาอีก  ในทางกลับกันแม้ว่า Hair Cut Losses อาจจะเกิดขึ้นโดยความสมัครใจ  แต่ประเด็นสำคัญคือเป้าหมายภาพใหญ่ที่กำหนดให้ลดระดับหนี้ทั้งหมดของกรีซลงเหลือร้อยละ 120 ของ GDP ภายในปี 2563 จะถือว่าเป็นระดับหนี้ที่เพียงพอหรือไม่ที่จะทำให้เกิดเสถียรภาพและความยั่งยืนของหนี้กรีซในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อกระแสการตอบรับของรัฐบาลยูโรโซนอื่นๆ ต่อข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรปให้มีการปรับโครงสร้างหนี้หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “Private Sector Involvement” ยังดูเหมือนว่าไม่สู้ดีนัก

                      (4) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีบทบาทมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2554 เป็นต้นมาผ่านการดำเนินโครงการ “Long-Term Refinancing Operations (LTRO)” เพื่อออกเงินกู้แก่ธนาคารยุโรปต่างๆ ที่ประสบปัญหา และมีการออกเงินกู้แก่ธนาคารยุโรปต่างๆ ประมาณ 500 ธนาคารในรอบแรกไปแล้วในวงเงิน 489 พันล้านยูโร ซึ่งนับเป็นการอัดฉีดเงินสู่ภาคธนาคารยุโรปมากที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดตั้งสกุลเงินยูโร ล่าสุดเมื่อเดือน ก.พ. 2555 LTRO ปล่อยเงินกู้รอบสองแก่ธนาคารยุโรปอีกกว่า 800 ธนาคารภายใต้วงเงิน 530 พันล้านยูโร เพื่อป้องกันปัญหาเงินและสินเชื่อฝืด รวมทั้งเพื่อสนับสนุนให้ธนาคารยุโรปยังคงเชื่อมั่น  ซื้อเพิ่มและยอมถือครองพันธบัตรและตราสารหนี้ของสเปนและอิตาลีต่อไป  ทั้งนี้ บทบาทหลักของ ECB ก่อนโครงการ LTRO จะเน้นเรื่องการกว้านซื้อคืนพันธบัตรสกุลเงินยูโร เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของ Bond Yields และป้องกัน “Panic Sales” เป็นหลัก ดังนั้น จึงมีความเชื่อกันว่า ECB คือผู้ถือครองพันธบัตรและตราสารหนี้กรีซรายใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน

                       (5) การปฏิรูปด้านธรรมาภิบาล ซึ่งมีหัวใจสำคัญคือเรื่อง “Fiscal Compact” ที่ผู้นำสหภาพฯ ได้ประกาศไว้เมื่อเดือน ธ.ค. 2554 และมีเป้าหมายเพื่อจัดทำความตกลงระหว่างประเทศ ผูกพันสมาชิกสหภาพฯ ให้รักษาความสมดุลหรือการเกินดุลของงบประมาณรายจ่ายผ่านการแก้ไขกฎหมายสูงสุดของแต่ละประเทศสมาชิก เช่น รัฐธรรมนูญ ฯลฯ รวมทั้งกำหนดพันธกรณีให้ประเทศสมาชิกสหภาพฯ ยอมรับกระบวนการทางกฎหมาย โดยเฉพาะอำนาจศาลยุติธรรมยุโรป (European Court of Justice) ในการพิจารณาและตัดสินข้อฟ้องร้องกรณีที่มีประเทศสมาชิกสหภาพฯ ละเมิดพันธกรณี  ทั้งนี้ แม้ประเทศสมาชิกสหภาพฯ 25 ประเทศ ยกเว้นสหราชอาณาจักรและสาธารณะรัฐเช็ก จะได้ประกาศสนับสนุนความตกลงดังกล่าวไปแล้ว แต่ในทางปฏิบัติก็อาจไม่ราบรื่นอย่างที่คาดไว้เพราะบางประเทศอาจต้องทำประชาวิจารณ์หรือผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาก่อนที่จะเข้าเป็นภาคีความตกลงดังกล่าว ซึ่งประชาชนหรือรัฐสภาอาจลงมติไม่สนับสนุนก็เป็นได้  นอกจาก Fiscal Compact แล้ว ผู้นำสหภาพฯ ได้ตกลงกันเมื่อเดือน ธ.ค. 2554 ให้จัดตั้งกลไก “European Semester” เพิ่มเติม เพื่อหวังผลในเรื่องการรักษาระเบียบวินัยด้านการคลังและการจัดทำงบประมาณอย่างเคร่งครัด รวมทั้งในการใช้  European Semester เป็นเครื่องมือสอดส่อง ให้คำปรึกษาแนะนำ แก้ไขปัญหา  เตือนภัยล่วงหน้า และกำกับให้การจัดทำงบประมาณของแต่ละประเทศสมาชิกสหภาพฯ มีความโปร่งใส ตรงตามเป้าหมายและสอดคล้องกับพันธกรณีภายใต้สนธิสัญญาลิสบอน เช่น Stability and Growth Pact (SGP) เป็นต้น    

แนวโน้มอนาคตของเขตยูโรโซน

                     •    ในระยะสั้น เงินอัดฉีดจาก ECB สู่ภาคธนาคารยุโรปตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2554 ช่วยทำให้ตลาดการเงินและหลักทรัพย์มีเสถียรภาพมากขึ้นในระดับหนึ่ง  แต่ต้องรอดูต่อไปว่า มาตรการ LTRO ของ ECB จะช่วยประคองหรือลด Bond Yields ระยะยาวของอิตาลีและสเปน รวมทั้งกลุ่มประเทศ Eurozone Periphery ได้มากน้อยเพียงใด  เพราะ Bond Yields ดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อระดับและความยั่งยืนของหนี้ของประเทศเหล่านี้  อย่างไรก็ดี ยังไม่เป็นที่ปรากฏชัดว่า มาตรการ LTRO ของ ECB มีผลช่วยกระตุ้นให้ธนาคารยุโรปต่างๆ ขยายเงินกู้  ซึ่งจะเป็นตัวช่วยสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและ การจ้างงาน จึงทำให้นักวิเคราะห์มีความกังวลว่า มาตรการของ ECB อาจเป็นเพียงแค่การซื้อเวลา แต่ไม่สามารถแก้ไขรากเหง้าของปัญหาวิกฤติได้อย่างแท้จริง

                      •    นอกจากนี้ ยังมีการวิเคราะห์ด้วยว่า มีความเป็นไปได้สูงที่อาจเห็นสมาชิกยูโรโซนบางประเทศต้องออกจากกลุ่มยูโรโซนในที่สุด เนื่องจากการหันกลับมาใช้สกุลเงินประจำชาติอีกครั้งจะช่วยทำให้ประเทศเหล่านี้มีความคล่องตัวมากขึ้น โดยอาศัยอัตราแลกเปลี่ยนเป็นกลไกในการช่วยสร้างเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน กระตุ้นการส่งออกและ ลดการขาดดุลการค้ากับกลุ่มประเทศ Eurozone Core  ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะปัจจุบันกลุ่มประเทศ Eurozone Core   ยังมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูง  อัตราค่าจ้างก็ต่ำกว่ากลุ่ม Eurozone Periphery  รวมทั้งยังอิงนโยบาย Export-led-growth ด้วย ในอีกด้านหนึ่ง การละทิ้งสกุลเงินยูโรก็จะก่อให้เกิดความเสียหายตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจาก  หนี้ทั้งในรูปแบบของพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้อื่นๆ ต่างอิงสกุลเงินยูโร  ดังนั้น การกลับไปใช้สกุลเงินประจำชาติที่อ่อนค่าเมื่อเปรียบเทียบกับสกุลเงินยูโรย่อมจะเป็นการเพิ่มระดับหนี้โดยปริยายและอาจกระตุ้นให้เงินทุนไหลออกเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะหากไม่มีการใช้มาตรการควบคุมการปริวัตรเงินตราต่างประเทศเพื่อป้องกัน

                       •    นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องการขาดปัจจัยกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจก็เป็นเรื่องท้าทายสำคัญอีกประการหนึ่งเพราะหากขาดปัจจัยดังกล่าว  ความพยายามที่จะกอบกู้วิกฤติที่จะจำกัดความเสียหายให้มีน้อยที่สุดก็จะเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก  อย่างไรก็ดี น้ำหนักของนโยบายและมาตรการแก้ไขปัญหาวิกฤติในยูโรโซนในขณะนี้ยังดูเหมือนจะเน้นเรื่อง “Austerity Programmes” และธรรมาภิบาลเป็นสำคัญ  ได้แก่ การตัดลดงบประมาณรายจ่ายควบคู่กับการปฏิรูปตลาดแรงงาน ระบบประกันสังคมและการลดค่าจ้างเพื่อหวังผลในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและลดต้นทุนการผลิต มากกว่าจะเน้นออกมาตรการเพื่อกระตุ้นการเติบโตทาง ศก. ผ่านการอัดฉีดเงินลงทุนหรือการออกพันธบัตรยูโร เป็นต้น 

                       •    ทั้งนี้ มาตรการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจต่างๆ ล้วนต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผลประโยชน์ ประเด็นท้าทายที่ดูเหมือนจะยังไม่มีคำตอบจึงเป็นเรื่องที่ว่า รัฐบาลประเทศยูโรโซนที่กำลังประสบปัญหาจะหาทางเติบโตทางเศรษฐกิจเพื่อเอาชนะวิกฤติครั้งนี้ได้อย่างไร ท่ามกลางข้อเรียกร้องและพันธกรณีต่างๆ นานาทั้งในเรื่องการเดินหน้าตัดลดงบประมาณรายจ่าย การจัดทำประชาวิจารณ์เพื่อเข้าเป็นภาคีความตกลง Fiscal Compact  การเจรจา “Hair Cut Losses” กับเจ้าหนี้เพื่อลดมูลค่าหนี้ การปฏิรูประบบประกันสังคมและโครงสร้างตลาดแรงงาน การลดอัตราค่าจ้าง ฯลฯ  ในขณะที่ประชาชนก็ออกมาเดินขบวนประท้วงและกดดันรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ  โดยเฉพาะในช่วงที่มีการเลือกตั้งเพื่อหวังบีบให้รัฐบาลระงับมาตรการรัดเข็มขัดต่างๆ  ที่สำคัญคือ กลุ่มประเทศเจ้าหนี้และผู้ให้ความช่วยเหลือ เช่น เยอรมนี ฯลฯ กลับออกมาปฏิเสธแนวคิดให้มีการปรับโครงสร้างหนี้หรือ Private Sector Involvement  รวมทั้งไม่สนับสนุนแนวคิดในการออกพันธบัตรยูโรเพื่อใช้เป็นเครื่องมือระดมเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำ  ทั้งหมดนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูต่อไปว่า ความพยายามของสหภาพฯ ในการกอบกู้วิกฤติครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ เพราะมีเดิมพันค่อนข้างสูงทั้งในเรื่องของกระบวนการบูรณาการในภูมิภาคยุโรปและการรักษาไว้ซึ่งสกุลเงินยูโร

                       •    ล่าสุดเมื่อ 9 มิ.ย. 55 กลุ่มประเทศยูโรโซนได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับสเปนสาระสำคัญสรุปได้ว่า   

                       1.    กลุ่มยูโรโซนสนับสนุนความพยายามของรัฐบาลสเปนในการแก้ไขปัญหาและปฏิรูปโครงสร้างภาคการเงิน และมีความยินดีที่รัฐบาลสเปนตั้งใจจะขอรับการสนับสนุนด้านการเงินจากประเทศสมาชิกยูโรโซน ซึ่งต่างก็พร้อมที่จะตอบสนองด้วยดีเมื่อรัฐบาลสเปนร้องขอมา ซึ่งจะต้องมีการจัดทำ MOU ระหว่างรัฐบาลสเปนและ รัฐบาลกลุ่มประเทศสมาชิกยูโรโซนขึ้นมารองรับในอนาคตด้วย   

                       2.    เงินสนับสนุนแก่สเปนจะมาจาก 2 แหล่ง ได้แก่ กองทุน European Financial Stability Facility (EFSF) และกลไกแก้ไขวิกฤติถาวร European Stability Mechanism (ESM) ซึ่งจะร่วมกันให้เงินสนับสนุนแก่สเปนรวมมูลค่า 100 พันล้านยูโร เพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้เพิ่มเงินกันสำรองของสถาบันการเงินและธนาคารของสเปนต่อไป โดยกองทุน Fund for Orderly Bank Restructuring ของสเปนจะเป็นผู้รับผิดชอบในการกระจายเงินสนับสนุนดังกล่าวสู่ภาคการเงินและการธนาคารของเสปนต่อไป    

                       3.    หลังจากที่รัฐบาลสเปนได้ยื่นเรื่องขอรับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการแล้วคณะกรรมาธิการยุโรป ร่วมกับ IMF ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และสถาบัน European Banking Authorities จะต้องร่วมมือกันจัดทำบทวิเคราะห์การประเมินสถานการณ์ พร้อมด้วยข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวนโยบายและเงื่อนไขต่างๆ ของเงินสนับสนุน     ซึ่งรัฐบาลสเปนจักต้องนำไปปฏิบัติเพื่อปฏิรูปภาคการเงินและการธนาคารภายในประเทศต่อไปและ   

                       4.    นอกจากการดำเนินการตามเงื่อนไขของเงินสนับสนุนดังกล่าวแล้วรัฐบาลสเปนจักต้องมุ่งหน้าดำเนินการเพื่อปฏิรูปงบประมาณเพื่อตัดลดรายจ่าย  ตลาดแรงงาน รวมทั้งเคารพซึ่งพันธกรณีเรื่อง Excessive Deficit Procedure และ European Semester ต่อไปด้วย

                      การขอรับเงินช่วยเหลือของสเปนครั้งนี้มิได้เกินความคาดหมายของตลาด เนื่องจากเป็น  ที่ทราบกันดีว่าระดับหนี้ของสเปนยังอยู่ในระดับสูง โดยคาดว่ารัฐบาลสเปนมีภาระต้อง “Refinance” หนี้ประมาณ 82.7 พันล้านยูโรในปีนี้ รวมทั้งต้องจ่ายคืนเงินต้นหนี้ต่างๆ เพิ่มเติมอีกประมาณ 15.7 พันล้านยูโร ท่ามกลางเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะถดถอยและอัตราการว่างงานที่สูงมาก  ซึ่งคงต้องรอดูต่อไปว่าเงินสนับสนุนครั้งนี้จะเพียงพอหรือไม่ที่จะช่วยให้สเปนมิต้องเข้าโครงการช่วยเหลือเต็มพิกัดเช่นกรณีของประเทศกรีซ ไอร์แลนด์และโปรตุเกสก่อนหน้านี้ 

  

  

11 มิถุนายน 2555

Back to the list

More Related

  • โปรตุเกสอาจไม่ใช่ประเทศลำดับต้น ๆ ที่โลกนึกถึงถ้าจะต้องเลือกไปค้าและลงทุน ณ เวลานี้ แต่สำหรับประเทศไทย เป็นจังหวะที่น่าสนใจ ต้นเดือน ก.ค. ศกนี้ กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ ชวนไปสำรวจโอกาสในโปรตุเกสด้วยกัน เพราะกำลังจะจะมีการหารือสองฝ่ายที่เรียกว่า การประชุม Political Dialogue ไทย-โปรตุเกส ครั้งที่ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 8 ก.ค. 2559 ที่กรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส ไทยอยากผลักดันเรื่องอะไรกับโปรตุเกส เวทีนี้คือโอกาส
  • แรงจูงใจทางด้านภาษีคือแม่เหล็กสำคัญที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ใช้ดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ รัฐบาลในอียูหลายประเทศก็เช่นกัน ต่างแข่งขันกันลดภาษีดึงดูดการลงทุน จนเรียกได้ว่ากลายเป็นสงครามภาษีระหว่างประเทศ  หรือ International Tax War แต่ตอนนี้ เอกชนที่ไปลงทุนในอียูคงต้องระวังมากขึ้น เพราะแรงจูงใจทางภาษีที่ได้รับ อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายบริษัท หากไม่ได้ตรวจสอบให้ดีก่อนว่า การลดหรือยกเว้นภาษีนั้นผิดกฎการอุดหนุนโดยภาครัฐ  
  • ฟินแลนด์ ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย นอกจากจะเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านความสวยงามทางธรรมชาติท่ามกลางบรรยากาศอันหนาวเย็น
  • สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Decision 2015/1338 of 30 July 2015 amending Decision 2011/163/EU on the approval of plans submitted by third countries in accordance with Article 29 of Council Directive 96/23/EC ซึ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไขบัญชีรายชื่อประเทศที่สามที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าสินค้าที่ปลอดสารตกค้่าง
  • เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ทางสหภาพยุโรปได้ออกประกาศกฎระเบียบ 2 ฉบับ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้...
  • เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๘ สหภาพยุโรปออกประกาศกฎระเบียบ Commission Regulation (EU) 2015/1005 of 25 June 2015 amending Regulation (EC) No 1881/2006 as regards maximum levels of lead in certain foodstuffs โดยตีพิมพ์ใน EU Official Journal L 161/9 ซึ่งเป็น การกำหนดระดับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่ว (lead) ในสินค้าอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน อันเป็นการแก้ไขกฎระเบียบเดิม ซึ่งได้แก่ Regulation (EC) No 1881/2006 เพื่อให้สอดคล้องกับผลงานวิจัย ของคณะทำงาน CONTAM Panel ของ EFSA ซึ่งได้ระบุว่า สารตะกั่วที่ได้รับผ่านการบริโภคอาหาร สามารถก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อพัฒนาการทางสมองในเด็กเล็ก และก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และ ความเป็นพิษต่อไตในผู้ใหญ่ได้ จึงเห็นควรให้มีการปกป้องกลุ่มผู้บริโภคที่มีความเสี่ยง คือ กลุ่มเด็กเล็กและ ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ ดังนั้น ในครั้งนี้ จึงให้มีการปรับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่วในสินค้าพืช สัตว์ และสัตว์น้ำบางรายการขึ้นใหม่...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ