การอนุวัติตามข้อบทว่าด้วยการค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืนภายใต้ FTA ระหว่างสหภาพยุโรปและเกาหลี

ตามที่สหภาพยุโรปและสาธารณรัฐเกาหลีได้ลงนามในความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ไปเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2553 และ FTA ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2554 เป็นต้นมานั้น ในหมวดที่ 13 (Chapter Thirteen) ซึ่งว่าด้วยการค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายตกลงกันในเรื่อง 1) การดำเนินการของ Civil Society Forum และ 2) การจัดทำบัญชีรายชื่อผู้เชี่ยวชาญ (Panel of Experts) ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้

                    1.    การดำเนินการของ Civil Society Forum 

                    เนื่องจากหมวดที่ 13 ได้กำหนดให้แต่ละฝ่ายจัดตั้ง Domestic Advisory Group ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อให้คำแนะนำแก่การอนุวัติบทบัญญัติในหมวดนี้ (มาตรา 13.12.4) โดย Domestic Advisory Group ของแต่ละฝ่ายจะประกอบด้วยผู้แทนอิสระจากองค์กรภาคประชาสังคมด้านสิ่งแวดล้อม แรงงาน ธุรกิจ และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในจำนวนที่สมดุลกัน (มาตรา 13.12.5) และสมาชิกของ Domestic Advisory Group จากแต่ละฝ่ายจะพบหารือกันปีละหนึ่งครั้งในเวทีที่เรียกว่า Civil Society Forum เพื่อหารือประเด็นต่างๆ ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างทั้งสองฝ่าย (มาตรา 13.13.1) โดย Domestic Advisory Group ของแต่ละฝ่ายจะคัดเลือกสมาชิกของตนจากภาคส่วนต่างๆ ในสัดส่วนที่สมดุลกันเพื่อเป็นตัวแทนเข้าร่วมประชุมใน Civil Society Forum ดังกล่าว (มาตรา 13.13.2)  ในการนี้ หมวดที่ 13 ได้กำหนดให้ทั้งสองฝ่าย (โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการด้านการค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ได้จัดตั้งขึ้นตามความตกลงนี้) ตกลงกันเกี่ยวกับการดำเนินการของ Civil Society Forum ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีหลังจากที่ความตกลงนี้มีผลบังคับใช้ (มาตรา 13.13.1)

                    2.    การจัดทำบัญชีรายชื่อผู้เชี่ยวชาญ    

                    หมวดที่ 13 เปิดโอกาสให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถร้องขอให้มีการจัดตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญขึ้นเพื่อพิจารณาประเด็นที่ภาครัฐของทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ในเรื่องที่ สืบเนื่องมาจากการดำเนินการภายใต้หมวดที่ 13 นี้ (มาตรา 13.14.1 และ 13.15.1) โดยความตกลงดังกล่าวได้กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันจัดทำบัญชีรายชื่อผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อย 15 คน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความตกลงในหมวดนี้ เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายคัดเลือกบุคคลเข้ามาทำหน้าที่คณะผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นในประเด็นที่ไม่สามารถตกลงกันได้ดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ ในการจัดทำบัญชีรายชื่อนี้ จะต้องมีผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อย 5 คนที่ไม่ถือสัญชาติของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรวมอยู่ด้วย เนื่องจากจะเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่จะถูกคัดเลือกให้มาทำหน้าที่ประธานคณะผู้เชี่ยวชาญข้างต้น (มาตรา 13.15.3)

                    การดำเนินการของสหภาพฯ  เพื่อเป็นการอนุวัติตามที่ความตกลงในหมวดนี้ได้กำหนดไว้ทั้งสองเรื่อง คณะมนตรียุโรปจึงได้ออกมติเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2555 (OJ L231/1, 28.8.2012) มารองรับการดำเนินการของ Civil Society Forum และการจัดทำบัญชีรายชื่อคณะผู้เชี่ยวชาญ โดยกำหนดให้การดำเนินการทั้งสองเรื่องนี้เป็นไปตามร่างมติของ EU-Korea Committee on Trade and Sustainable Development ซึ่งได้แนบมาพร้อมกับมติคณะมนตรีฯ เมื่อ 22 มิ.ย. 55 ดังกล่าว

                     ก.    ร่างมติในเรื่องแรกเกี่ยวข้องกับหลักการดำเนินงานของ Civil Society Forum ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้

                     1.    ให้ Civil Society Forum ประกอบด้วยสมาชิกจากฝ่ายสหภาพฯ 12 คน และจากฝ่ายเกาหลี 12 คนโดยแต่งตั้งจาก Domestic Advisory Group ของแต่ละฝ่าย ทั้งนี้ สมาชิกแต่ละฝ่ายอาจแต่งตั้งที่ปรึกษา expert advisors ได้ด้วย ทั้งนี้ ผู้แทนจากแต่ละฝ่ายต้องประกอบด้วยตัวแทนจากองค์กรธุรกิจ สหภาพแรงงาน และ NGO อย่างน้อยองค์กรละ 3 คน

                      2.     สหภาพฯ และเกาหลีจะทำหน้าที่ประธาน Civil Society Forum ร่วมกัน โดยประธานจะได้รับการแต่งตั้งจาก Domestic Advisory Group ของแต่ละฝ่าย ประธานร่วมจะมีหน้าที่ยกร่างวาระการประชุมของ Civil Society Forum ตามคำร้องขอของ Domestic Advisory Group ของแต่ละฝ่าย ทั้งนี้ หัวข้อที่ถูกกำหนดไว้เป็นวาระประจำในการประชุมคือ ข้อมูลการอนุวัติการตามข้อบทเรื่องการค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืนของแต่ละฝ่าย และรายงานการหารือภายใต้มาตรา 13.14 และการดำเนินงานของคณะผู้เชี่ยวชาญตามมาตรา 13.15

                      3.    Civil Society Forum จะต้องประชุมอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง โดยสลับกันจัดที่กรุงบรัสเซลส์และ  กรุงโซล เว้นแต่ทั้งสองฝ่ายจะตกลงกันเป็นอย่างอื่น ทั้งนี้ Domestic Advisory Group ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจร้องขอให้มีการจัดประชุมนัดพิเศษก็ได้

                      ข.    ร่างมติในเรื่องที่สองเกี่ยวกับการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 18 คน ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญซึ่งฝ่ายสหภาพฯ เสนอ 6 คน และฝ่ายเกาหลีเสนอ 6 คน และอีก 6 คนเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ได้ถือสัญาติของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งซึ่งจะถูกคัดเลือกไปทำหน้าที่ประธานคณะผู้เชี่ยวชาญตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น (มาตรา 13.15.1) 

18 กันยายน 2555

Back to the list

More Related

  • โปรตุเกสอาจไม่ใช่ประเทศลำดับต้น ๆ ที่โลกนึกถึงถ้าจะต้องเลือกไปค้าและลงทุน ณ เวลานี้ แต่สำหรับประเทศไทย เป็นจังหวะที่น่าสนใจ ต้นเดือน ก.ค. ศกนี้ กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ ชวนไปสำรวจโอกาสในโปรตุเกสด้วยกัน เพราะกำลังจะจะมีการหารือสองฝ่ายที่เรียกว่า การประชุม Political Dialogue ไทย-โปรตุเกส ครั้งที่ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 8 ก.ค. 2559 ที่กรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส ไทยอยากผลักดันเรื่องอะไรกับโปรตุเกส เวทีนี้คือโอกาส
  • แรงจูงใจทางด้านภาษีคือแม่เหล็กสำคัญที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ใช้ดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ รัฐบาลในอียูหลายประเทศก็เช่นกัน ต่างแข่งขันกันลดภาษีดึงดูดการลงทุน จนเรียกได้ว่ากลายเป็นสงครามภาษีระหว่างประเทศ  หรือ International Tax War แต่ตอนนี้ เอกชนที่ไปลงทุนในอียูคงต้องระวังมากขึ้น เพราะแรงจูงใจทางภาษีที่ได้รับ อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายบริษัท หากไม่ได้ตรวจสอบให้ดีก่อนว่า การลดหรือยกเว้นภาษีนั้นผิดกฎการอุดหนุนโดยภาครัฐ  
  • ฟินแลนด์ ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย นอกจากจะเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านความสวยงามทางธรรมชาติท่ามกลางบรรยากาศอันหนาวเย็น
  • สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Decision 2015/1338 of 30 July 2015 amending Decision 2011/163/EU on the approval of plans submitted by third countries in accordance with Article 29 of Council Directive 96/23/EC ซึ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไขบัญชีรายชื่อประเทศที่สามที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าสินค้าที่ปลอดสารตกค้่าง
  • เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ทางสหภาพยุโรปได้ออกประกาศกฎระเบียบ 2 ฉบับ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้...
  • เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๘ สหภาพยุโรปออกประกาศกฎระเบียบ Commission Regulation (EU) 2015/1005 of 25 June 2015 amending Regulation (EC) No 1881/2006 as regards maximum levels of lead in certain foodstuffs โดยตีพิมพ์ใน EU Official Journal L 161/9 ซึ่งเป็น การกำหนดระดับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่ว (lead) ในสินค้าอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน อันเป็นการแก้ไขกฎระเบียบเดิม ซึ่งได้แก่ Regulation (EC) No 1881/2006 เพื่อให้สอดคล้องกับผลงานวิจัย ของคณะทำงาน CONTAM Panel ของ EFSA ซึ่งได้ระบุว่า สารตะกั่วที่ได้รับผ่านการบริโภคอาหาร สามารถก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อพัฒนาการทางสมองในเด็กเล็ก และก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และ ความเป็นพิษต่อไตในผู้ใหญ่ได้ จึงเห็นควรให้มีการปกป้องกลุ่มผู้บริโภคที่มีความเสี่ยง คือ กลุ่มเด็กเล็กและ ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ ดังนั้น ในครั้งนี้ จึงให้มีการปรับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่วในสินค้าพืช สัตว์ และสัตว์น้ำบางรายการขึ้นใหม่...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ